บ่ายคล้อย รถเบนท์ลีย์ เบนเทก้าคันหรูแล่นมาจอดเทียบหน้าศูนย์นิทรรศการนานาชาติเมืองปาเฉิง นี่คือรถประจำตำแหน่งของบริษัทชิงซานเอเนอร์จี คนขับรถวัยกลางคนรักษามารยาทนิ่งขรึม ตลอดทางเขาเอ่ยปากแค่สองประโยคถ้วน 'เชิญขึ้นรถครับคุณผู้ชาย' กับ 'กรุณารัดเข็มขัดด้วยครับคุณผู้ชาย'
ลั่วหยางก้าวลงจากเบาะหลัง ยกมือขึ้นจัดระเบียบสูทกุชชี่สั่งตัดพิเศษให้เข้าทรง พลางปรายตามองนาฬิกาข้อมือหรู เสื้อผ้าหน้าผมตั้งแต่หัวจรดเท้าเซ็ตนี้ เยี่ยจือสั่งให้ลุงคนขับรถเอาไปประเคนให้ถึงบ้าน ระหว่างทางเขาลองเสิร์ชเช็กราคาดูเล่นๆ แค่สูทตัวเดียวก็ปาไปห้าหมื่นกว่าหยวน รองเท้าหนังแบรนด์เนมน่าจะเหยียบหมื่น ส่วนที่กระชากกระเป๋าตังค์สุดคงหนีไม่พ้นปาเต็ก ฟิลิปป์บนข้อมือ ราคาล่อไปกว่าสามแสนหยวน
ใบหน้าหล่อเหลาคมคายราวกับรูปสลัก บวกกับรูปร่างสูงโปร่งผึ่งผาย พอถูกจับมาประทับตราด้วยแบรนด์เนมหัวจรดเท้า รัศมีความหล่อก็พุ่งทะลุปรอท หากเปลี่ยนหน้าศูนย์นิทรรศการเป็นพรมแดงเมืองคานส์ ออร่าของเขาคงเบียดดาราระดับเอลิสต์ตกขอบได้สบายๆ
แต่เจ้าตัวกลับไม่สบอารมณ์เอาเสียเลย
เขาคบกับเยี่ยจือด้วยใจ ไม่เคยหน้าเงินหวังสมบัติเธอสักนิด แต่พอเจอการเปย์จัดหนักแบบนี้ มันอดรู้สึกไม่ได้ว่าตัวเองกำลังรับบท 'แมงดา' ชั้นสูงที่ถูกเลี้ยงดูปูเสื่อ
กลับไปต้องคุยให้เคลียร์ วันหลังห้ามซื้อของพวกนี้ให้อีกเด็ดขาด ลั่วหยางคาดโทษหญิงสาวในใจ ขณะสาวเท้าก้าวตรงไปยังประตูทางเข้า
"พี่ชาย"
เสียงตะโกนคุ้นหูดังไล่หลังมา ลั่วหยางไม่ได้ใส่ใจ จนกระทั่งอีกฝ่ายเรียกซ้ำ ชายหนุ่มจึงปรายตาหันกลับไปมอง ร่างของซ่งตงหมิงกำลังเดินตรงรี่เข้ามาพร้อมกับเลขาหน้าห้องสาวสวย
รอบตัวไม่มีใครอื่น ชัดเจนว่าคำว่า 'พี่ชาย' นั้นพุ่งเป้ามาที่เขา
คนนอกอาจไม่รู้ความนัย แต่ลั่วหยางอ่านเกมออกทะลุปรุโปร่ง เยี่ยจือมีศักดิ์เป็นพี่สะใภ้ของซ่งตงหมิง การที่ไอ้หมอนี่จงใจเรียกเขาว่า 'พี่' ประการแรกคือเพื่อป่าวประกาศสถานะผัวใหม่ของเยี่ยจือ ประการที่สอง... จงใจประจานกลายๆ ว่าเขาเป็นปลิงเกาะผู้หญิงกิน
ลั่วหยางคร้านจะใส่ใจ
แต่ซ่งตงหมิงไม่ยอมจบ มันเร่งฝีเท้าก้าวตามมาจนทัน พร้อมฉีกยิ้มกว้าง "พี่ชาย แล้วพี่สะใภ้ผมล่ะ"
ลั่วหยางหยุดกึก จ้องหน้าอีกฝ่ายด้วยสายตาเรียบสนิท
ซ่งตงหมิงกวาดตามองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า แสร้งเบิกตาโตประหลาดใจ "โห พอจับแต่งองค์ทรงเครื่องแบบนี้แล้วก็ดูเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาหน่อยนี่ สูทกุชชี่ นาฬิกาปาเต็ก... ให้เดานะ ของพวกนี้พี่สะใภ้รูดการ์ดจ่ายให้หมดเลยล่ะสิ"
"พ่นน้ำลายจบหรือยัง" ลั่วหยางถามเสียงเย็น
"โธ่ พี่ชาย อย่าเพิ่งตีรวนสิ ผมไม่ได้มีเจตนาแอบแฝงเลยนะ" ซ่งตงหมิงหัวเราะร่วน "ผมแค่ดีใจกับพี่สะใภ้จากใจจริง พี่ชายผมก็ตายไปแล้ว เธอต้องเลี้ยงลูกตัวคนเดียวแถมยังต้องแบกบริษัท รอบตัวไม่มีใครคอยเทกแคร์ เหนื่อยสายตัวแทบขาด การที่พี่เข้ามาดามใจ พี่เขาจะได้ลุยงานเต็มที่ เป็นผลดีต่อบริษัทด้วยซ้ำ เพราะงั้น... ผมนี่แหละคือกองเชียร์เบอร์หนึ่งของพวกพี่เลย อ้อ ว่าแต่... จะร่อนการ์ดเชิญกินเหล้ามงคลเมื่อไหร่ล่ะ"
ลั่วหยางเหยียดยิ้ม "หลิวโย่วสุ่ยตายโหงไปแล้ว คดีที่ชิงไห่ แกกับพ่อแกก็รอดคุกมาได้ฉิวเฉียด ช่วงนี้คงจะอารมณ์ดีมากสินะ"
รอยยิ้มบนหน้าซ่งตงหมิงหุบฉับ แววตาแปรเปลี่ยนเป็นวาวโรจน์ "ไอ้แซ่ลั่ว แกอย่ามาเห่าซี้ซั้วนะเว้ย ระวังฉันจะฟ้องข้อหาหมิ่นประมาท"
"ฟ้ามีตา ใครทำระยำอะไรไว้ย่อมรู้อยู่แก่ใจ" ลั่วหยางสวนกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น "อย่าฝันหวานว่าเรื่องนี้มันจะจบสวย ไม่ช้าก็เร็วฉันต้องเช็กบิลพวกแกแน่ อ้อ... แล้วก็สงสัยจะลืมไปมั้ง ว่าคลิปรักร้อนแรงของแกกับน้องนักศึกษาคนนั้นยังอยู่ในมือฉัน เอาความกล้าหาญจากไหนมาเห่าใส่หน้าฉันวะ"
ซ่งตงหมิงแค่นหัวเราะหยัน "กะแล้วเชียวว่าแกต้องงัดเรื่องนี้มาขู่ แต่เสียใจด้วยนะเว้ย ตอนนั้นน้องเขากำลังคบหาเป็นแฟนกับฉัน สมยอมเล่นสนุกกันเอง แกอยากจะหอบคลิปไปฟ้องร้องที่ไหนก็เชิญตามสบาย"
"ดูทรงคงจะควักกระเป๋าปิดปากไปเยอะสิท่า คราวนี้เปย์ไปเท่าไหร่ล่ะ"
"หึ" ซ่งตงหมิงพ่นลมออกจมูก "ฉันจะเปย์กี่ล้านมันก็เงินฉัน เสือกอะไรด้วย แกอย่าหลงตัวเองคิดว่ามีคลิปกระจอกๆ แล้วจะมากดหัวฉันได้ ขืนแกกล้าปล่อยคลิปหลุด ฉันจะฟ้องฟาดหน้าแกให้หมดเนื้อหมดตัวเลยคอยดู"
ลั่วหยางถอนหายใจยาว แสร้งทำหน้าหนักใจ "แย่จัง ดูท่าโทรศัพท์ฉันคงต้องส่งเข้าศูนย์ซะแล้วสิเนี่ย ถ้าเกิดช่างซ่อมมือถือดันเผลอทำคลิปในเครื่องหลุดว่อนเน็ต ฉันจะไปฟ้องเรียกค่าเสียหายจากเขาได้ยังไงกันน้า... ซ่งตงหมิง แกอย่าโลกแคบคิดว่าตัวเองมีเงินฟาดหัวคนอื่นเป็นอยู่คนเดียว แค่เรื่องฉาวของแก ฉันกำเงินแสนเดียวไปจ้างเด็กแฮกเกอร์ปั่นกระแส แป๊บเดียวก็ดันแกเป็นซุปตาร์ดังคับปาเฉิงได้แล้ว แกอยากลองของไหมล่ะ"
ซ่งตงหมิงที่เมื่อวินาทีก่อนยังเชิดหน้ากร่าง พอโดนสวนกลับประโยคนี้ก็ถึงกับหน้าถอดสี ท่าทีหยิ่งผยองแฟบลงราวกับลูกโป่งโดนเข็มเจาะ
ลั่วหยางตบบ่าอีกฝ่ายเบาๆ "ขอโทษฉันเดี๋ยวนี้ แล้วฉันจะยอมทนใช้โทรศัพท์เครื่องเดิมต่อไป"
ซ่งตงหมิงจ้องหน้าเขาด้วยสายตาเคียดแค้นชิงชัง คำว่าขอโทษจุกคาอยู่ที่คอหอย กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ลั่วหยางยิ้มกริ่ม "สมกับเป็นคุณชายรองตระกูลซ่ง กระดูกแข็งใช้ได้ งั้นรออีกเดี๋ยว คลิปเด็ดของแกคงได้ฉายโชว์หลาบนจอโปรเจกเตอร์ยักษ์กลางงานหอการค้าแน่ เบิกตาดูให้ดีล่ะ อย่าพลาดวินาทีเจิดจรัสที่สุดในชีวิตเชียว"
ซ่งตงหมิงกัดฟันกรอด ก้มหน้าหลบตา "ขอโทษ"
ลั่วหยางยื่นมือไปขยับปมเนกไทของอีกฝ่ายให้เข้าที่ "แบบนี้สิถึงจะน่ารัก วันหลังเวลาจะพ่นอะไรใส่ฉัน หัดใช้สมองตรองดูก่อนว่าไพ่ในมือใครเหนือกว่า สติจะได้ไม่หลุด"
จู่ๆ ซ่งตงหมิงก็คลี่ยิ้มออกมา ท่าทีเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ "โธ่ พี่ชายนี่ก็ ผมก็แค่ทักทายขำๆ พี่จะมาจริงจังหัวฟัดหัวเหวี่ยงไปทำไมเนี่ย ในเมื่อพี่คบกับพี่สะใภ้แล้ว เราก็ถือเป็นคนครอบครัวเดียวกัน จะมาตั้งป้อมปะทะกันทำไมให้เสียบรรยากาศ เอาเป็นว่าเลิกพูดเรื่องบาดหมางพวกนี้ดีกว่า ป่ะ เราเข้าไปข้างในกันเถอะ ป่านนี้พี่สะใภ้คงยุ่งหัวหมุนแล้ว เราไปช่วยงานพี่เขากัน"
ลั่วหยางขมวดคิ้ว รู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ หมอนี่สับสวิตช์อารมณ์เร็วเกินไป ท่าทางดูสุขุมเยือกเย็นขึ้นเป็นคนละคน
"ไปเถอะครับพี่ชาย" ซ่งตงหมิงผายมือเชิญด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
ลั่วหยางคร้านจะเสวนา หมุนตัวเดินแยกไปทางเข้างานเพียงลำพัง
รปภ. ตรงประตูทางเข้าตรวจสอบบัตรเชิญอย่างเข้มงวด ลั่วหยางโชว์บัตรผ่านแล้วก้าวเข้าไปด้านในอย่างราบรื่น
ภายในฮอลล์นิทรรศการโอ่อ่ากว้างขวาง เต็มไปด้วยบูธจัดแสดงของบริษัทต่างๆ มากมาย ด้านบนติดป้ายข้อมูลองค์กร สินค้านวัตกรรม และสิทธิบัตรเทคโนโลยี บางบูธมีพนักงานคอยยืนสาธิตผลิตภัณฑ์ให้ผู้ร่วมงานชม
เขากวาดตามองหาบูธของชิงซานเอเนอร์จีแต่ไม่พบ เยี่ยจือรับปากว่าจะมารอรับเขาที่หน้างาน เดาว่าคงกำลังติดพันธุระสำคัญอยู่แน่
"พี่เขย ตามผมมาเลย ผมรู้ว่าบูธของชิงซานเอเนอร์จีอยู่โซนไหน" ซ่งตงหมิงเดินตามมาประกบ เสนอตัวเป็นไกด์
ลั่วหยางขมวดคิ้วตวัดสายตามอง "อย่าเรียกฉันว่าพี่เขย"
"โอเคครับ คุณลั่ว ให้ผมนำทางไหมครับ" ซ่งตงหมิงเปลี่ยนสรรพนามอย่างว่าง่าย
ท่าทีประนีประนอมแปลกๆ ทำให้ลั่วหยางยิ่งตะหงิดใจ เขาตัดสินใจโยนหินถามทาง "ซ่งตงหมิง แกกำลังคิดจะเล่นตุกติกอะไร"
ชายหนุ่มไหวไหล่ ใบหน้ายังคงประดับรอยยิ้ม "คุณลั่ว ผมยอมรับว่าอดีตเราเคยบาดหมางกัน และผมก็ก่อเรื่องบัดซบไว้เยอะ แต่คุณจะไม่เปิดโอกาสให้ผมกลับตัวกลับใจเป็นคนดีหน่อยเหรอครับ"
เจอคำแก้ตัวแบบนี้เข้าไป ลั่วหยางถึงกับไปไม่เป็น หาช่องสวนกลับไม่เจอ
"ลั่วหยาง" เสียงหวานคุ้นหูดังแว่วมา
ลั่วหยางหันขวับไปตามเสียง ปราดเดียวก็สะกดสายตา เยี่ยจือปรากฏตัวในชุดเดรสราตรีเกาะอกสีดำสนิท ขับเน้นความหรูหรา เยือกเย็น และสูงศักดิ์ ลาดไหล่ขาวเนียนที่โผล่พ้นร่มผ้าเสริมให้เธอดูเย้ายวนเปี่ยมเสน่ห์สตรีเพศ รังสีนางพญาแผ่ซ่านทรงพลังจนแทบจะจับต้องได้ด้วยตาเปล่า หญิงสาวคนอื่นในละแวกนั้นถ้าไม่โดนออร่าความรวยข่มจนมิด ก็โดนสัดส่วนและใบหน้าฟ้าประทานของเธอกลบจนหมอง ไม่มีใครเทียบชั้นเธอได้เลยสักคน
ยามบุปผาของฉันเบ่งบาน มวลมาลีล้วนร่วงโรย...
นี่แหละคือตัวตนของเยี่ยจือ ไม่ว่าจะไปปรากฏตัวที่ไหน เธอมักจะเป็นจุดศูนย์กลางที่เจิดจรัส กลบรัศมีทุกคนในงานจนดับสนิทเสมอ