“ จำไว้ไม่ว่าอย่างไร ต่อไป อย่าเปิดเผยสิ่งที่เจ้าพบในวันนี้ อีกไม่กี่วัน ป่าอาถรรพ์เชอร์วู้ด จะเปิดแล้ว เจ้าลองเข้าไปหาประสบการณ์ที่นั่นดู” อาจารย์เจ้าสำนักเอ่ยเสร็จหลังจากระงับความตื่นเต้น ที่ได้รู้ว่าเสี่ยวเทียนสามารถซึมซับพลังจากบรรพบุรุษได้จนหมด
“ ขอบคุณท่านอาจารย์”
พอเสี่ยวเทียนออกจาก ห้องบรรพบุรุษ ก็เริ่มลองใช้พลัง ระดับเซียนจอมเวทย์ที่ลานฝึกทันที
โดยเริ่มจากใช้พลังเวทย์วารี ซึ่งบอกเอาไว้ในแผ่นหยก น้ำที่อยู่ในสระที่อยู่เรียบนิ่ง แต่พอเสี่ยวเทียนร่างเวทย์วารีออกไป น้ำในสระก็ค่อยๆ เริ่มลอยขึ้นไปบนฟ้าแทน แล้วเคลื่อนย้ายไปมาตามฝ่ามือที่เสี่ยวเทียนกำหนดทิศทาง แล้ว สายน้ำก็กลายเป็นคลื่นวนหมุนไปเรื่อยๆ แล้วเสี่ยวเทียนก็ตะโกนออกมาว่า
“ พลังเวทย์วารีเข็มพิฆาต”
แล้วมวลน้ำทั้งหมด ก็แตกกระจายพ่นเป็นฝอยคล้ายๆ เข็ม พุ่งเข้าสู่หินผาที่ขวางกั้นเอาไว้ ปรากฏว่าหินผากลายเป็นรูพรุน แล้วสุดท้ายทรุดตัวลง เสียงดัง โครม ! เสี่ยวเทียนต้องหยุดฝึกชั่วคราว ขืนฝึกต่อ ภูเขาแถบนี้ได้ถูกทำลายไปจนหมดแน่
ศิษย์พี่ฟางอี้ กับ ซุนหมิงออกมาดูด้วยความตกใจ ที่เห็นภูเขาหายไปครึ่งลูก เห็นเสี่ยวเทียนยืนอยู่ เลยรีบเข้าไปหาเพื่อสอบถาม
“ พี่ใหญ่ เกิดอะไรขึ้นเนี่ย?”
“ นี่เจ้าเลื่อนขั้นเป็นเซียนจอมเวทย์แล้วหรือนี่?”
“ แค่ลองวิชา นิดหน่อย ไม่คิดว่าจะมันจะรุนแรงขนาดนี้”
ทั้งสองคนพอฟังแล้วมองสภาพภูเขาที่ถล่มลงมา แล้วคิดว่า ถ้าเอาจริงจะขนาดไหนกัน
“ ศิษย์น้องเล็ก วันนี้ที่ ลานริมทะเลสาบเมอร์ลิน มีการจัดงานประลองชิงจ้าวแห่งจอมเวทย์กัน พวกเราจะไปชมกันหน่อยไหม”
“ ข้าไม่อยากไปช่วงนี้ ภรรยาของข้ากำลังตั้งครรภ์”
“ พี่ใหญ่ ไปแค่ให้รู้เท่านั้น ที่นั้นมีของวิเศษแปลกๆ มาขายมากมาย พี่ใหญ่ก็พาพี่สะใภ้ไปพร้อมกันด้วย จะได้ไม่น่าเบื่อ” ซุนหมิงเอ่ยแนะนำแต่ศิษย์พี่ฟางอี้ไม่รู้ว่าจ้าวอี้มีภรรยาแล้ว
“ นี่เจ้ามีภรรยาแล้วรึ?”
“ สองคน” เสี่ยวเทียนตอบตามตรง แล้วเลยเรียกทั้งสองออกมาถามความสมัครใจ ว่าสนใจไปเที่ยวชมงานประลองชิงจ้าวแห่งจอมเวทย์หรือไม่ ทั้งสอง ล้วนอยากไปพร้อมกัน เสี่ยวเทียนแนะนำให้รู้จักกับ ศิษย์พี่ฟางอี้ ที่มองสองสาวงามอย่างตะลึงลาน เข้าใจเลย ว่าทำไม สี่ดรุณี ถึงไม่ได้อยู่ในสายตาของ จ้าวอี้ ทั้งห้าคน ออกเดินทางไปที่ทะเลสาบเมอร์ลินอีกครั้ง ซึ่งเสี่ยวเทียนเคยมาเห็นตั้งแต่วันแรกแล้ว
“ เมื่ออดีต ทะเลสาบแห่งนี้ ชื่อว่า ทะเลสาบนิรันดร์ ต่อมาถูกเปลี่ยนชื่อเป็น ทะเลเมอร์ลิน เพื่อเป็นเกียรติให้กับ ท่านเมอร์ลินที่ได้ทำชื่อเสียง ให้ทุกคนได้รู้จักดินแดนแถบนี้” ศิษย์พี่ฟางอี้เอ่ยขณะที่ ทุกคนก็ตั้งใจฟังแล้วก็มองไปรอบ ๆ เพราะเวลานี้ มีผู้คนมาที่ทะเลสาบกันมากจนแน่นไปหมด นอกจากมีเวที ทีกว้างใหญ่แล้ว ด้านริมทะเลสาบยังมีร้านค้ามาตั้ง ขายของจอมเวทย์กันมากมาย ทั้งของกินของใช้ ส่วนใหญ่ก็เป็นสินค้าเกี่ยวกับจอมเวทย์ทั้งนั้น สองสาวสวยเห็นแล้วอดตื่นเต้นไม่ได้ เตรียมตัวออกไปซื้อของกันอย่างเต็มที่
“ เมื่อปีก่อน มีศิษย์หลักของสำนักโมจิน ชื่อว่า ซามู่ ได้ตำแหน่งชนะเลิศ เป็นจ้าวแห่งจอมเวทย์ประจำปี ได้รางวัล เป็นผ้าคลุมล่องหน จากสภาจอมเวทย์ผู้จัดการแข่งขัน ได้ข่าวว่าปีนี้ ผู้ชนะจะได้เสื้อคลุมล่องหนรุ่นล่าสุดที่สามารถเป็นเกราะป้องกันพลังเวทย์ถึงระดับเซียนราชันจอมเวทย์ได้ด้วย”
ศิษยพื่ฟางอี้เอ่ย โดยเวลานี้ทั้งห้าคนก็เดินตามสาวสองคนที่ซื้อของกันเพลิน โดยเหมาของจากร้าน ต่างๆ มามากมาย เพราะซื้อชุดพ่อมด แม่มดน้อย วัย5-10ปีเผื่อเอาไว้ โดยที่ลูกยังไม่ทันจะเกิดเลย เดินผ่านร้านใด ร้านนั้นเป็นต้องปิดร้านกลับบ้าน เพราะสองคนต่างเหมากันหมดไปหลายร้านแล้ว ทั้งสามคนได้แต่หันมามองหน้าเสี่ยวเทียน แล้วหัวเราะออกมา
ในขณะเดียวกัน บนเวที ก็เริ่มมีคนเข้ามาแข่งขันกันบ้างแล้ว โดยมีผู้ที่เข้ามาชมที่นั่งอยู่ทีนั่ง แขกพิเศษที่เห็นเป็นคนคุ้นเคยหลายคนทั้งองค์ชายสี่ แล้ว องค์ชายแปด
แม่นางไป๋เซียงพอเห็น เสี่ยวเทียนก็ลุกขึ้นเดินมาหาโดยทันที
“ พวกเราเจอกันอีกแล้ว” ไป๋เซียงเดินมากับคนรับใช้อีกสองคน โดยมีองค์ชายแปดกับองค์ชายสี่ที่ นั่งมองหน้าเสี่ยวเทียนด้วยอารมณ์โกรธแค้นไม่หาย
“ แม่นางไป๋เซียง ก็มาร่วมงานนี้ด้วย?”
“ ศิษย์พี่ของข้า ซามู่ ต้องมาป้องกันตำแหน่งข้าต้องมาอยู่แล้ว แต่ว่าท่านออกมาจากสำนักเช่นนี้ ไม่กลัวรัชทายาทจะจัดการกับท่านหรือไง?”
แม่นางไป๋เซียงสงสัยจะเป็นห่วงเสี่ยวเทียน
“ ฮ่า ฮ่า เป็นห่วงตัวมันเองเถอะ” เสี่ยวเทียนหัวเราะเบาๆ แต่ว่าไป๋เซียงกับทุกคนที่ได้ยินถึงกับตกใจ กับคำพูดของเสี่ยวเทียน
“ ศิษย์น้องเล็ก ครั้งก่อนอาจารย์ได้ช่วยเจ้าไว้ แต่วันนี้อาจารย์ไม่ได้ลงเขามาด้วยยังไง ก็ต้องปลอดภัยไว้ก่อน เจ้าไม่ใช่คนตัวคนเดียวแล้วนะ”
“ ไม่ต้องห่วงศิษย์พี่ ข้ารู้ตัวดี”
แล้ววาวากับ เจินเจินที่เดินนำหน้าไปแต่เห็นเสี่ยวเทียนหยุด ก็เลยเดินกลับมาถาม
“ สามี รออะไรกันอยู่หรือ?”
“ นี่คือ แม่นางไป๋เซียง ศิษย์เอกสำนักโมจิน และนี่คือ วาวา และ เจินเจิน ภรรยาของข้าเอง” เสี่ยวเทียนแนะนำ ทั้งหมดให้รู้จักกัน ซุนหมิง มองตากับ ศิษย์พี่ฟางอี้ เหมือนกับให้ช่วยกันดูปฏิกิริยา ของทั้งสามสาว ว่าจะเป็นอย่างไร
“ พี่สาวทั้งสองช่างงดงามยิ่งนัก ไป๋เซียงเป็นเพื่อนตั้งแต่สมัยเด็กของจ้าวอี้ ไม่นึกเลย ว่าเขาจะมีบุญ ได้พี่สาวคนสวยทั้งสองมาเป็นภรรยา”
ไป๋เซียงยิ้มอย่างจริงใจ แต่แววตาคล้ายผิดหวังไม่น้อยที่เห็นว่าเสี่ยวเทียนมีภรรยแล้วถึงสองคน แล้วภรรยาทั้งสองคนนั้นก็งามล้ำเกินกว่า ชนชั้นธรรมดาอย่างนางจะไปเปรียบได้
“ น้องไป๋เซียงกล่าวหนักไปแล้ว น้องไป๋เซียงก็งดงามไม่น้อยเหมือนกัน” ทั้งสามคนคุยกันอย่างถูกคอ แต่มีคนอยู่สองคนถึงกับอ้าปากตาค้าง มองมาแต่ไกล แล้วกำหมัดแน่นขึ้นไปอีก นั่นคือ องค์ชายสี่ และ องค์ชายแปด ที่รู้ว่า ภรรยาของเสี่ยวเทียนหรือร่างจ้าวอี้ นั้นงามเลิศล้ำ ทำให้ทั้งสองคนต้องหันมาคุยกันทันที
“ เจ้าแปด ข้าต้องการคนชุดขาว “
“ ข้าขอคนชุดดำ”
ทั้งสองคนเอ่ยแล้วมองตากันแล้วหันไปกระซิบกับองครักษ์ เพื่อให้ไปตาม เซียนราชันจอมเวทย์ คนขององค์รัชทายาทให้มาจัดการกับเสี่ยวเทียนทันที แล้วทั้งสองคนก็จะฉุดคร่า ภรรยาทั้งสองของเสี่ยวเทียนมาเป็นนางบำเรอ ทั้งสองคนมองมาที่ภรรยาเสี่ยวเทียนด้วยสายตาที่หื่นกระหาย
“ จ้าวอี้ ข้าแนะนำให้เจ้าพาพี่สาวทั้งสองรีบกลับไปเดี๋ยวนี้ ข้ารู้ว่าองค์ชายสี่กับองค์ชายแปดมีนิสัยอย่างไร พวกเขานอกจากไม่ปล่อยเจ้า ยังคิดไม่ดี กับพี่สาวทั้งสองอีกด้วย” ไป๋เซียงเตือนด้วยความหวังดี
“ ไม่ต้องห่วง ไม่มีใครทำอะไรพวกนางได้หรอก” เสี่ยวเทียนเอ่ยออกมาอย่างมั่นใจ เพราะเสี่ยวเทียนนอกจากลงอักขระยันต์ เกราะเพชรให้ทั้งสองไว้แล้ว
แล้วทั้งสองคนยังมีไป๋น้อย กับ ตงตง อยู่กับตัว แล้วยังมีเทพอินทรี และ ปราสาทเทพเซียนคอยคุ้มครองคนทั้งสอง ไม่มีใครหน้าไหนกล้าทำอันตรายทั้งสองได้อย่างแน่นอน
ทั้งหมดไปนั่งชมการต่อสู้ ข้างเวทีโดยไม่สนใจคำเตือน ไป๋เซียงจึงต้องเดินจากไปด้วยความไม่สบายใจ
ทั้งหมดนั่งชมการต่อสู้กันอย่างสนุกสนาน ผู้ที่ร่วมชิงชัยล้วนเป็นจอมเวทย์จากสำนักต่างมากมาย แต่สุดท้าย ซามู่ก็ก้าวขึ้นเวที เพียงใช้แววตามองมา คู่ต่อสู้ต้องคุกเข่าจับศรีษะ ร้องขอยอมแพ้ไม่ทันได้ต่อสู้ สักคน แสดงว่ามีพลังจิตสูงล้ำยิ่ง
“ เป็นราชันจอมเวทย์ระดับกลางแล้วหรือนี่?” ศิษย์พี่ฟางอี้ตกใจ
“ แล้วใครจะไปสู้ได้ล่ะ” ซุนหมิงเอ่ยออกมา คล้ายกับว่าอยากจะขึ้นไปสู้กับเขาเหมือนกัน
“ ไม่เห็นยากเลย ศิษย์พี่ฟางอี้ ก็สามารถเอาชนะไอ้หมอนี่ได้อย่างง่ายดาย”
“ จริงดิ ต้องทำยังไง มันมีพลังมากกว่าข้าตั้ง 1 ขั้นเชียวนะ” ศิษย์พี่ฟางอี้เริ่มสนใจ เพราะว่า เห็นสี่ดรุณี จากสำนักมู่เจีย นั่งมองอยู่แต่ไกลโบกมือมาทางเขาตั้งนาน หากเขาชนะ คงรู้สึกดีไม่น้อย
“ ข้าจะใช้ เขียนยันต์เวทย์ตัวตายตัวแทนให้ ท่านก็ขึ้นไปสู้กับมัน ต่อให้มันใช้พลังจิตยังไง ท่านก็จะไม่เป็นอะไร ยันต์ตัวแทนของท่านจะเป็นฝ่ายเจ็บแทน จากนั้นท่านคงจะเข้าใจนะ ว่าเป็นเช่นนี้แล้ว จะต้องทำอย่างไรต่อไป”
“ มีวิชาแบบนี้ด้วยหรือ? ว่าแต่จะให้ใครเป็นตัวแทนดีล่ะ”
เสี่ยวเทียนไม่ตอบแต่หันมามองหน้าซุนหมิง ที่ทำท่ายกมือแต่ไม่เอาไม่เอาเด็ดขาด
“ พี่ใหญ่ข้ามีพลังแค่ราชันเวทย์เอง จะไปต้านทานพวกเซียนราชันเวทย์ขนาดนั้นได้อย่างไรกัน”
“ ข้าจะให้เจ้ากินน้ำทิพย์สวรรค์ของข้า ต่อให้เจ้าใกล้ตายเจ้าก็สามารถฟื้นขึ้นมาได้ เจ้าจะกลัวอะไร”
“ ข้าจะมอบผลึกเพลิงให้เจ้าห้าพันก้อน” ศิษย์พี่ฟางอี้ยื่นข้อเสนอ
“ หนึ่งหมื่นก้อน” ซุนหมิงต่อรอง
“ ตกลงตามนี้” ทั้งสองพอตกลงกันได้เสี่ยวเทียนก็เรื่มเขียนยันต์ตัวตายตัวแทนตามที่อาจารย์ลู่เอินบอกทันที เสร็จแล้ว เสี่ยวเทียนก็นำยันต์ทั้งสองแผ่น ไปแปะเอาไว้ที่ร่างกายของคนทั้งสอง จนกระดาษยันต์นั้นหายเข้าไปในร่าง
เพี้ยะ ! เสี่ยวเทียนลองตีแขนของศิษย์พี่ฟาง ซุนหมิงสะดุ้งทันที โอ๊ย !
“ ใช้ได้ ขึ้นไปท้าประลองมันเลย”
ศิษย์พี่ฟางยังตื่นเต้น ร่างกายสั่นเทิ้ม ไม่กล้าขึ้นไปซักที เสี่ยวเทียนก็สงสัยยิ่ง
“ เป็นอะไรศิษย์พี่”
“ ถึงแม้ว่าข้า…จะไม่เจ็บ แต่…พลังจิตมันก็ยังเหนือกว่าข้า..อยู่ดีนะ!”
“ ก่อนแข่งก็คิดแบบนี้ ขึ้นไปก็แพ้มันอยู่ดี ข้าจะให้คาถาให้ท่านอีกบทหนึ่ง ท่านท่องบทนี้แล้ว หัวใจของท่านจะเป็นหัวใจมังกร ไม่ว่ามันเป็นใครมันก็จะสู้หัวใจมังกรไม่ได้อย่างแน่นอน”
“ มีด้วยหรือ คาถาอะไร?”
“ คาถาหัวใจมังกร ท่องตามข้าสามจบ แล้วก็กระทืบเท้าลงพื้นดินสามครั้ง แล้วก็กระโดดขึ้นบนเวทีเลยนะ” แล้วเสี่ยวเทียนก็เอ่ยคาถาหัวใจมังกรเข้าไปในหัวของศิษย์พี่ฟางอี้
“ตะมัตถัง ปะกาเสนโต ตัวกูคือมังกราโย สัตถาอาหะ”
ศิษย์พี่ฟางอี้รีบท่องตามทันทีสามจบ หัวใจสีชมพูอ่อนๆ ก็กลายเป็นหัวใจสีแดงคล้ายหัวใจมังกรไปในทันที ยิ่งพอกระทืบเท้าลงดินอีกสามครั้ง คราวนี้กำลังใจ มาเปี่ยมล้น ไม่เกรงกลัวหน้าไหน รีบกระโดดขึ้นไปบนเวที ชี้นิ้วไปที่ ซามู่ แล้วกระดิกนิ้วท้าให้ขึ้นมาทันที
ทุกคนตะลึงกันไปหมด ไม่คิดว่า ฟางอี้แห่ง สำนักเหยาซาน ที่มีพลังแค่เซียนจอมเวทย์ระดับต้น ยังห่างชั้น และยังห่างระดับขนาดนี้ จะกล้าขึ้นมาท้าสู้ แต่คนที่ประหวั่นพรั่นพรึงที่สุดกลับเป็น ซุนหมิง ที่เวลานี้นั่งตัวสั่นข้างๆ จับแขนเสี่ยวเทียนแน่นไม่ยอมปล่อย
“ ในเมื่อเจ้ากล้าท้าสู้ข้าเช่นนี้ ข้าก็ไม่ออมมือให้เช่นกัน” ซามู่ หายวับขึ้นมายืนเผชิญหน้า กับศิษย์พี่ฟางอี้ ระยะแค่ไม่เกิน ห้าก้าว
“ วันนี้ข้าจะให้เจ้า ลิ้มรสชาติของความพ่ายแพ้เป็นครั้งแรก” สายตาฟางอี้มองซามู่เหมือนสัตว์ร้าย กำลังจะกินเหยื่อ ทำให้ซามู่แม้มีพลังฝึกตนเหนือกว่า ยังอดขนลุกซู่ขึ้นมาไม่ได้
“ เฮอะ ทำพูดดีไป เจอพลังของข้าหน่อยเป็นไร” ซามู่ พนมมือแล้วท่องมนตร์พึมพำ แล้วตะโกนออกมาเสียงดังว่า
” พลังจิตเหนือฟ้าบัญชาสวรรค์ ”
มีคลื่นพลังงานบางอย่างพุ่งเข้ามาหาศิษย์พี่ฟางอี้ที่ยืนนิ่งไม่ขยับ แล้วไม่รู้สึกอะไร แต่ร่างของซุนหมิงล่างเวที เวลานี้สั่นเป็นเจ้าเข้า ตาลอยไร้สติไปแล้ว เสี่ยวเทียนต้องถ่ายพลังเข้าไปต้านเอาไว้ ไม่เช่นนั้น ได้ช็อคตาตั้งไปแน่เลย
ศิษย์พี่ฟางอี้ไม่ปล่อยโอกาสดีๆ อย่างนี้ ให้หลุดลอย จึงใช้ไม้กายสิ่ทธิ์ ชี้เข้าใส่ ซามู่ แล้วเอ่ยย้อนไปว่า
“ พลังเพลิงศักดิ์สิทธิ์ล้างสวรรค์”
ปรากฏลูกเพลิง นับร้อยพุ่งออกมา จากไม้กายสิทธิ์ ลอยเข้าใส่ร่างของ ซามู่จนกระเด็นลอยไปไกล เสื้อผ้ามีรอยไหม้หลายจุด มันลุกขึ้นมาอย่างพิศวง สงสัยยิ่งทำไมพลังจิตเหนือฟ้าบัญชาสวรรค์ ของเขาไม่เคย พลาดขนาดนี้ แต่ทำไม ฟางอี้กลับไม่เป็นอะไรเลย แถมยังตอบโต้เขากลับได้อีก ….