บันทึกโศกนาฏกรรมของหมอผี | Tragedy of A Necromancer

    บทที่ 31 | ห้วงแห่งแรกเริ่ม 6

            [เริ่มต้นใช้งาน ‘ใบย้อนกลับ’ ]

            .

            [ทำการดีดตัวผู้ถูกเลือกจากราตรีออกมาจากห้วงแห่งแรกเริ่ม]

            .

            [การดีดตัวเสร็จสิ้น]

            .

            [ทำการฟื้นฟูพลังชีวิตและพลังมานา]

            .

            [สืบเนื่องด้วยการตัดสินใจใช้งานใบย้อนกลับ เพื่อเป็นการลงโทษ ผู้ถูกเลือกจากราตรีจะถูกตีตรา ‘LOSER’ เอาไว้บนฝ่ามือขวา]

            .

            [ด้วยผลของตรานี้ ค่าสถานะทั้งหมดจะเพิ่มขึ้นสิบหน่วย และจะไม่ได้รับผลจากการลดทอนพลังชีวิตจากทักษะร่างจำแลงแห่งความตายในขณะที่ต่อสู้กับผู้พิทักษ์ดันเจี้ยนทั้งสอง]

            .

            [เช่นนั้นก็ขอให้โชคดี..]

            .

            [ไอ้ขี้แพ้ !!!]

            .

            ท่ามกลางความมืดที่เงียบงัน สายลมพัดผ่านโชยมากระทบกับใบหูอย่างบางเบา สัมผัสที่หลังช่างนุ่มนวลราวกับปุยเมฆ ทันใดนั้น ทิวทัศน์ตรงหน้าค่อย ๆ เผยขึ้นมาอย่างเชื่องช้า ปรากฏเป็นท้องนภาสีครามส่องสว่างไสว บ่งบอกว่ากวีนั้นได้หวนคืนสู่ห้วงแห่งแรกเริ่มอีกครั้ง พร้อมข้างกายของเขาได้ปรากฏดาบเล่มหนึ่งในสภาพสมบูรณ์ซึ่งมันควรแตกหักเป็นสองส่วนไปแล้ว

            กวีชูมือขวาขึ้นสู่ผืนนภา สายตาจดจ้องไปยังสัญลักษณ์ที่ปรากฏอยู่บนหลังฝ่ามือ

            “เจ้าปีศาจเฮงซวย ไม่ยักจะรู้ว่าแกเก่งภาษาอังกฤษด้วย” ริมฝีปากสั่นไหวพลางว่ากล่าวออกมาพร้อมทั้งรอยยิ้ม กระนั้นกวีกลับไร้ซึ่งถ้อยคำโต้แย้ง ในเมื่อตนนั้นได้หลบหนีออกมาจากการต่อสู้ เปรียบได้ดังหมาขี้แพ้ที่มิอาจยืนหยัดอยู่บนสังเวียนจนถึงช่วงเวลาสุดท้าย 

            “เอาเถอะ เพราะที่เราหนีหางจุกตูดมาก็เป็นเรื่องจริง” กวียอมรับในทันที เพียงแต่ว่า หากเมื่อครู่เขามิได้ตัดสินใจในการหลบหนี ป่านฉะนี้ร่างกายของเขาคงกำลังย่อยสลายอยู่ภายในกระเพาะอาหารของเจ้างูพิษทมิฬ พ่ายแพ้สักกี่ครั้งก็ยังหลงเหลือหนทางแก้ตัวหากยังมีลมหายใจ กระนั้นหากสิ้นใจจะไม่มีทางใดเพื่อหวนคืนกลับมาแก้ไขได้อีกครั้ง 

            ผู้พิทักษ์แต่ละตนล้วนแข็งแกร่งกระนั้นก็มิได้ไร้เทียมทาน ทุกตนย่อมมีจุดอ่อนเป็นของตนเอง เพียงแต่ว่า การจะโค่นล้มทั้งสองตนต่อเนื่องกันกลับเป็นเรื่องยากยิ่งกว่า เมื่อกวีสามารถจัดการราชาแห่งกระทิงได้สำเร็จ พลังชีวิตและมานาจำต้องมีเพียงพอเพื่อโค่นล้มราชินีแห่งงูพิษทมิฬ ฉะนั้นแล้ว สิ่งสำคัญมิใช่การยื้อเวลา แต่เป็นการข้อมูลที่มีเพื่อโค่นล้มศัตรูให้เร็วที่สุด

            ผู้พิทักษ์ตนแรก ราชากระทิงผู้ปกครองทุกสรรพสิ่งด้วยความหวาดกลัว แข็งแกร่งดุจดังหินผา เรือนร่างใหญ่โตประหนึ่งกำแพงยักษ์ กระนั้นกลับมีความคล่องตัวและความเร็วผิดแปลกไปจากร่างกาย ในระยะประชิดและระยะกลาง ความสามารถของมันจะเหนือล้ำยิ่งกว่ากวี หากจำต้องเทียบความแข็งแกร่ง พละกำลังของมันมิได้ด้อยค่าไปกว่าโอเกอร์หรือซีซ่า หรืออาจจะแข็งแกร่งยิ่งกว่าก็เป็นไปได้ 

            .

            < ก็จริงที่มันมีการโจมตีทางกายภาพที่รุนแรง แต่ข้อด้อยที่สุดคือเจ้านี่มันโง่ สุดท้ายมันก็แค่สัตว์ แค่โดนเรายั่วยุนิดหน่อยก็มีน้ำโหแล้ว มันต่างจากการสู้กับคุณโอเกอร์หรือซีซ่า >

            .

            กวีครุ่นคิด กระนั้นความเป็นจริงก็คือกวีมิอาจเทียบทานกับมันด้วยทักษะการต่อสู้ ณ ปัจจุบัน จำต้องมีลูกเล่นพลิกแพลงหรือเล่ห์กลเพื่อหลอกล่อศัตรู มิเช่นนั้นไม่มีทางที่เขาจะโค่นล้มอสูรกระทิงคลั่งลงได้ด้วยระยะเวลาอันน้อยนิดอย่างแน่นอน

            ในขณะเดียวกัน ผู้พิทักษ์ตัวที่สองกลับเป็นปัญหายิ่งกว่า ราชินีแห่งงูพิษผู้หยิ่งผยองยิ่งกว่าผู้ใด ร่างกายของมันใหญ่โตเปรียบได้ดังเป้าเคลื่อนไหว กระนั้นกลับมีความเร็วที่เหนือล้ำยิ่งกว่าอสูรกระทิงคลั่ง และยังไม่แน่ว่ามันจะเป็นงูพิษหรือไม่ เพราะหากคาดเดาจากดาบที่กวีถือครองอยู่ หากมันจะมีความสามารถในการสร้างพิษก็มิใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด

            .

            < ก็จริงที่เรามีข้อมูลของบอสตัวที่สองน้อยมาก แต่หากเราลองสังเกตดีๆ แม้มันจะรวดเร็ว แต่การโจมตีของมันมักจะเป็นเส้นตรงเสมอ ทำให้พอคาดเดาการเคลื่อนไหวของมันได้บ้าง ทว่าเราจำเป็นต้องรับมือกับมันทั้งสองต่อเนื่องกัน และเจ้ากระทิงไม่ใช่อสูรกระจอก ๆ เหมือนที่เราเคยเจอมา ไม่มีทางที่เราจะฆ่ามันในขณะที่ต้องออมพลัง >

            .

            พลันครุ่นคิดได้จนถึงขณะหนึ่ง ทุกความเป็นไปได้กลับหวนย้อนคืนสู่ปัญหาเดิม 

            เพียงแต่ว่า หลังจากนั้นเพียงไม่นานนัก กวีกลับตระหนักได้ถึงบางสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า

            “จะว่าไป.. งั้นถ้าเจ้านั่นมันไม่มีปีก แล้วทำไมมันถึงปรากฏตัวขึ้นมาจากด้านบนกันล่ะ ?”

            พลันสิ้นเสียงว่ากล่าว แววตาของกวีได้เหลือบมองสัญลักษณ์ ‘LOSER’ ณ มือขวาของตน

            “ก็ได้ ชั้นจะยอมรับว่าชั้นเป็นไอ้ขี้แพ้ก็ได้ แต่คอยดูเถอะ ไอ้ขี้แพ้คนนี้จะไขว่คว้าเอาชัยชนะมาอยู่ในครอบครอง จนไม่มีใครกล้าปริปากโต้แย้งให้ดู” กวีกล่าวพร้อมกำลังอันเต็มเปี่ยม เขาลองสำรวจร่างกาย พละกำลังได้กลับคืนมา เรือนร่างไร้ซึ่งบาดแผลใดๆ ในใจมีแผนการในการสังหารศัตรูทั้งสอง เมื่อนั้นจึงเปล่งเสียงว่ากล่าวเพื่อเรียกใช้งานใบย้อนกลับจากช่องเก็บของล่องหน 

            หลุมอากาศปรากฏขึ้น ณ บริเวณเหนือศีรษะ ม้วนคัมภีร์ร่วงหล่นลงสู่มือขวาของเขา กวีจ้องมองพลางครุ่นคิด นี่จะเป็นโอกาสครั้งสุดท้าย หากพลาดพลั้งจะไม่มีโอกาสเป็นครั้งที่สามอีกแล้ว 

            “หวังว่าบอสจะมีแค่สองตัวอย่างที่มันบอกนะ” กวีกล่าวด้วยความระแวง แผนการที่มีอยู่ ณ ขณะนี้คงสามารถโค่นล้มผู้พิทักษ์ได้เพียงสองตน และหากมีตนที่สาม เขาคงต้องขอยอมแพ้พร้อมลาจากโดยไม่หันหลังกลับมามองอีก 

            “ใช้งาน ใบย้อนกลับ..”

            .

            [เริ่มต้นใช้งาน ‘ใบย้อนกลับ’]

            .

            “ซุ่มม !!”

            บริเวณเบื้องหน้ากวีเริ่มต้นปั่นป่วนและแปรเปลี่ยนเป็นประตูมิติในท้ายที่สุด กวีคว้าดาบและลุกขึ้นยืนด้วยแววตาแฝงความมุ่งมั่นอย่างมากล้น เท้าขวาเริ่มต้นก้าวเดินไปข้างหน้า และหายไปจากห้วงแห่งแรกเริ่มเมื่อร่างกายข้ามผ่านประตูมิติ

            ทิวทัศน์ตรงหน้าแปรเปลี่ยนสีอย่างฉับพลัน ทุ่งหญ้าเขียวขจีกลับกลายเป็นห้องโถงใหญ่อันมืดมิด ทันใดนั้น คบเพลิงจากทั่วทุกสารทิศได้เปล่งประกายของเปลวไฟสว่างไสวไปทั่วทั้งบริเวณ พร้อมปีศาจร้ายปรากฏกายอยู่ ณ ใจกลาง มันคือราชากระทิงผู้ปกครองงทุกสรรพสิ่งด้วยความหวาดกลัว อสูรกระทิงคลั่ง

            “ข้าคืออสูรกระทิงคลั่ง ราชากระทิงผู้ปกครองทุกสรรพสิ่งด้วยความหวาดกลัว เจ้าผู้บุกรุกเอ๋ย เจ้าช่างกล้านักที่หาญกล้ารุกล้ำเข้ามายังสถานที่พำนักของข้า แต่เพื่อชื่นชมในความกล้าหาญของเจ้า ข้าจะมอบความตายที่เหมาะสมให้แก่เจ้าในฐานะนักรบผู้หนึ่ง”

            ถ้อยคำที่ครั้งหนึ่งเคยรับฟังได้ถูกเปล่งขึ้นอีกครั้งประหนึ่งการฉายซ้ำ  

            เมื่อได้ยินเสียงของมัน ริมฝีปากของกวีขยับยกขึ้นสูง แปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเดือดดาลและเอ่ยขึ้น “พูดเหมือนเดิมเลยนะไอ้หมูโสโครก ว่าแต่.. ไม่ใช่ว่าตอนนี้มันถึงเวลาที่เด็กทารกต้องกลับไปนอนแล้วหรอกหรือ ?”

            ถ้อยคำนี้ราวกับกำลังยั่วยุศัตรู ได้ยินพร้อมเปล่งเสียงคำรามดังก้องกังวาน สองมือกำแน่นขนัด เท้าขวาเหยียบย่ำพื้นดินจนแตกกระจายพร้อมพุ่งตรงเข้ามาหากวีด้วยความโกรธอันมากมายยากเกินจะพรรณนา

            “ร่างจำแลงแห่งความตาย”

            เนื้อหนังของกวีหลุดออกและแปรเปลี่ยนร่างไปเมื่อสิ้นเสียง กระนั้นท่าทีของเขากลับแลดูเงียบสงบ ในขณะขณะที่ศัตรูกำลังมุ่งตรงเข้ามาหา พลันเข้าใกล้เข้าประชิดตัวในระยะไม่มากนัก เสียงของเขาถูกเปล่งขึ้นอีกครั้งอย่างเยือกเย็นราวกับน้ำแข็ง 

            “ดวงเนตรแห่งความหวาดกลัว”

            รูม่านตาอันว่างเปล่าได้เปล่งประกายแสงสีแดงขึ้น พลันแววตาของมันต้องกันกับแสงที่เปล่งขึ้นผ่านรูม่านตาของกวี ราวสามวินาที ร่างกายของมันได้หยุดชะงักไปอย่างฉับพลัน ในช่วงเวลาที่ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป คมดาบในมือขวาเริ่มต้นกระหน่ำเข้าใส่ราชากระทิงมากมายประหนึ่งพายุฝน 

            .

            [ศัตรูได้รับสถานะ ‘พิษงูทมิฬ’]

            .

            ด้วยโชคที่เพิ่มมากถึงยี่สิบหน่วย หนึ่งในสองจากผลลัพธ์ของทักษะร่างจำแลงแห่งความตาย และอีกครึ่งหนึ่งจากตราสัญลักษณ์LOSERที่สลักอยู่ ณ ฝ่ามือข้างขวาของกวี ทำให้การติดสถานะพิษงูทมิฬจึงง่ายดายยิ่งขึ้นมากกว่าเดิมราวสิบเท่า 

            “ตู้มม !!” 

            เสียงทุบพื้นดังก้องกังวานสนั่นไปทั่วทั้งโถงใหญ่ พร้อมผืนดินได้แตกกระจายกลับกลายเป็นฝุ่นควันปกคลุมไปทั่วทั้งบริเวณ

            พลันหมอกควันเริ่มจางหายไป ร่องรอยของกวีกลับสูญสลายราวกับไร้ซึ่งตัวตน 

            ในขณะเดียวกัน เปลวเพลิงสีดำกำลังเริงระบำอยู่ ณ พื้นที่เหนือหัวของมัน กวีจ้องมองลงมาในขณะเดียวกันได้ลบร่องรอยของตนให้หายไป 

            แผนการของกวีนั้นง่ายดาย สิ่งเดียวที่เขาจำต้องทำในขณะนี้คือเฝ้าคอย เมื่อวันเวลาล่วงผ่านไป พลังชีวิตของศัตรูจะค่อย ๆ ถูกลดทอนเพราะผลจากพิษงูทมิฬ เพียงแต่ว่า ด้วยผลลัพธ์จากตราแห่งผู้พ่ายแพ้ ทำให้กวีมิได้รับผลจากการบั่นทอนพลังชีวิตของร่างจำแลงแห่งความตาย 

            กวีแปรเปลี่ยนความพ่ายแพ้ ใช้ประโยชน์จากมัน และสร้างสรรค์ผลลัพธ์ขึ้นมาใหม่โดยปราศจากความหยิ่งทะนง เป็นเพราะตนนั้นมิได้ยึดติดกับความล้มเหลวในอดีต แผนการนี้จึงปรากฏขึ้นในหัวของเขาและพลิกแพลงเป็นความได้เปรียบในท้ายที่สุด 

            เพียงแต่ว่า พลันช่วงเวลาได้ล่วงผ่านไปเพียงยี่สิบวินาที ความคิดของกวีกลับแปรเปลี่ยนไปอีกครั้ง เมื่อนั้นรอยยิ้มของยมทูตจึงปรากฏขึ้น พร้อมกับเสียงที่เรียบเฉยราวกับความตายกำลังเข้ามาเยือนจึงเริ่มต้นกู่ก้อง

            “ถ้าให้เอาแต่รอ แล้วมันจะไปสนุกอะไรวะ”

            สิ้นเสียงของเขา ร่างโครงกระดูกที่ยามนี้กำลังลอยเด่นอยู่บนห้วงอากาศ จึงพุ่งตรงลงสู่พื้นดินด้วยความเร็วที่ไม่มีใครเคยคาดคิดมาก่อน พร้อมคำกล่าวที่ก้องกังวานเพื่อแสดงออกถึงความบ้าคลั่งของสัตว์ร้ายเลือดเย็น 

            “หันมาข้างบนสิวะไอ้โง่ !!!”

            ความโกรธได้เพิ่มพูนขึ้นอย่างมากมายมหาศาลเพียงได้ยินถ้อยคำของกวี อสูรกระทิงคลั่งแหงนมองขึ้นไป พบกับเรือนร่างของกวีที่ยามนี้กำลังพุ่งตรงเข้ามา เขาของมันงอกยาวเพื่อเข้าทะลวงเมื่อศัตรูเข้ามาใกล้ในระยะสายตา ทว่ากวีกลับคาดเดาเอาไว้อยู่ก่อนแล้ว เขาคาดเดาระยะทางและเวลาจากครั้งก่อนหน้า และหลบเลี่ยงได้อย่างทันท่วงทีก่อนที่ปลายแหลมคมของเขาคู่ทมิฬจะเข้าถึงตัว

            การโจมตีของอสูรกระทิงคลั่งพลาดเป้าไปอย่างน่าเสียดาย ส่งผลให้ช่องโหว่จึงปรากฏขึ้นเป็นเวลาสองวินาที เพียงแต่ว่า แทนที่กวีจะตัดสินใจจู่โจมอย่างทันท่วงที เขากลับหลบหลีกออกมาราวกับกำลังวิ่งไล่จับกับศัตรู 

            “โฮ้กกกก !!”

            อสูรกระทิงคลั่งส่งเสียงคำรามออกมาอย่างบ้าคลั่ง มันวิ่งตามกวีและจู่โจมด้วยสองหมัด กระนั้นกวีกลับหลบหลีก ไม่มีแม้เพียงหนึ่งการโจมตีจะสามารถสัมผัสเนื้อตัวของเขา 

            กวีไม่จำเป็นต้องโจมตี เขาเพียงต้องการเล่นสนุกกับมัน สมาธิทั้งหมดเพ่งไปยังการเลี่ยงหลบการโจมตี ไม่จำเป็นต้องครุ่นคิดว่าจะต้องโจมตีสวนกลับไปเยี่ยงไร ทำให้เขาจึงจดจ่ออยู่เพียงการหลบเลี่ยงการโจมตีครั้งต่อไปโดยไร้ซึ่งความลังเล และในท้ายที่สุด..

            ‘ศัตรูก็จะสิ้นใจไปเอง’

            วันเวลาล่วงผ่านไปหลายต่อหลายนาที ราชากระทิงอสูรกระทิงคลั่งยังคงโหมกระหน่ำการโจมตีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง กระนั้นกลับมิอาจแตะต้องตัวกวีแม้แต่ปลายเล็บ การฝึกกับเจ้าโครงกระดูกเห็นผลในการต่อสู้ครั้งนี้ หยาดเหงื่อที่สูญเสียไปกำลังจะสร้างสรรค์ผลลัพธ์ที่น่าเหลือเชื่อ 

            “ทำได้แค่นี้เองรึไงวะ! แม่งโคตรเสียเวลาเลยว่ะ เล่นกับหมาข้างบ้านยังสนุกยิ่งกว่ามาสู้กับแกอีก เพราะฉะนั้นก็เลิกเห่าหอนแล้วกลับไปดูดนมแม่แกเหมือนเดิมซะ ฮ่า ๆ ๆ !!” รอยยิ้มอันน่าสยดสยองได้ปรากฏขึ้น ณ ใบหน้าที่ไร้ซึ่งเนื้อหนัง เขากล่าวพลางดูถูกด้วยความชอบใจอย่างมากที่สุด 

            เสียงหัวเราะดังก้องกังวาน ส่งผลให้ความโกรธที่ฝังแน่นอยู่ใต้จิตใจเริ่มต้นปะทุ เสียงคำรามของอสูรร้ายจึงดังกู่ก้อง พร้อมจู่โจมเข้าใส่อย่างบ้าคลั่งด้วยความเร็วเหนือล้ำยิ่งกว่าจรวด

            แม้จะถูกลดทอนความเร็วเพราะผลจากทักษะดวงเนตรแห่งความหวาดกลัว กระนั้นความรวดเร็วของราชากระทิงอสูรกระทิงคลั่งกลับยังคงมีมากมายมหาศาล ทว่ากวีกลับไม่ท้อถอย ท่าทีของเขานิ่งเฉยราวกับกำลังคาดเดาถึงบางสิ่ง 

            ทันใดนั้น มันได้หยุดยั้งฝีเท้าของตนในชั่วครู่ขณะหนึ่ง การจู่โจมจึงหยุดชะงักไปในคราเดียวกัน คล้ายคลึงกับครั้งก่อน และหากไม่มีสิ่งใดผิดพลาด สิ่งต่อไปที่จะเกิดขึ้นก็คือ..

            “มาแล้วสินะ” เสียงของกวีถูกเปล่งขึ้นในขณะที่แววตายังคงจดจ้องไปยังเรือนร่างของศัตรูที่กำลังสงบนิ่ง ทันใดนั้น ร่างกายของอสูรกระทิงคลั่งได้ปรากฏออร่าสีแดงฉานพร้อมพละกำลังที่เพิ่มพูนทวี ดวงตาของมันเปล่งประกายและเสียงคำรามจึงเริ่มต้นก้องกังวาน 

            “โฮ้กกก !!”

            เศษซากจากทั่วทั้งบริเวณสั่นสะท้านและเคลื่อนไหวเพราะเสียงของมัน เมื่อสิ้นสุดการคำรามอย่างบ้าคลั่ง มันจึงเริ่มต้นย่างก้าวแรกมุ่งตรงไปหากวีด้วยความเร็วที่เหนือล้ำยิ่งกว่าเดิม

            ทุกย่างก้าวที่เข้ามาหา บ่งบอกว่าศัตรูกำลังย่นระยะห่างเข้ามาใกล้ตน กระนั้นกวีกลับยังคงนิ่งเฉย สองเท้ายืนตั้งตระหง่านไม่เคลื่อนไหว แววตาจดจ้องมาจากระยะไกลทว่ากลับช่างสงบราวกับสายนที 

            หมัดขวาของอสูรกระทิงคลั่งถูกยืดออกไปจนสุดแขน ตระเตรียมท่าทางเพื่อสังหารศัตรูในหนึ่งการโจมตี ในขณะเดียวกัน กวีมิได้มีความคิดที่จะหลบหนี เขาเร่งส่งมานาทั้งหมดไปที่แขนซ้าย พลันการโจมตีของศัตรูพุ่งตรงเข้ามาใกล้ เมื่อนั้นเขาจึงยกแขนซ้ายขึ้นป้องเพื่อรับหมัดขวาของอสูรกระทิงคลั่ง

            “ตู้ม !”

            พละกำลังอันมากมายมหาศาลส่งผลให้กระดูก ณ แขนซ้ายของกวีผิดรูปไปจากปกติ 

            เหตุใดเขาจึงแปรเปลี่ยนแผนไปในฉับพลัน? 

            มิใช่ว่าเพียงหลบหลีกการโจมตีไปเรื่อย ๆ ก็เพียงพอจะเอาชนะมันได้หรอกหรือ? 

            มิใช่เลย 

            นับตั้งแต่ที่กวีถูกทรมานมาอย่างแสนสาหัส ณ คุกใต้ดินแห่งนั้น จิตใจของเขาเริ่มต้นแปรปรวนจนผิดแปลกไปจากคนปกติ เขากลายเป็นใครบางคนที่วิกลจริต ความนึกคิดของเขาแตกต่างไปจากคนอื่น 

            “ขอโจมตีสักครั้งเถอะวะ” กวีกล่าวด้วยรอยยิ้ม ทันใดนั้น มือขวาที่ไร้ซึ่งเนื้อหนังได้กำดาบจนแน่นขนัด มานาสีเทาเปล่งปลั่งและจู่โจมเข้าไปด้วยพละกำลังทั้งหมดที่มีอยู่ 

            “ฉึบ-”

            คมดาบเชือดเฉือนพาดผ่านผิวหนังอันแข็งแกร่งประหนึ่งเหล็กกล้า เมื่อนั้นแขนขวาของมันขาดสะบั้นออกจากร่างกาย หยาดเลือดหลั่งไหลออกมาพร้อมเสียงคำรามดังกู่ก้องอย่างบ้าคลั่ง

    คล้ายกับเรื่องบันทึกโศกนาฏกรรมของหมอผี | Tragedy of A Necromancer ที่คุณอ่าน