ขงซิ่วเดินออกมาหานางด้วยใบหน้ายิ้มแย้มพร้อมทั้งบอกให้ปู้มั่วเสวียนเดินเข้าไปหาฮูหยินใหญ่ นางเข้าไปในตัวเรือนของฮูหยินใหญ่ก็พบว่า เรือนนี้ไม่ได้ดูย่ำแย่เพียงเท่าไรนัก แต่ไม่ได้หรูหราโอ่อ่าเท่าที่เรือนของเ้านายที่มีฐานะเช่นนางควรอาศัยอยู่
ฮูหยินใหญ่มองหน้าบุตรสาวของตนด้วยความดีใจจนน้ำตานางซึมออกมา บุตรสาวคนนี้ไม่เคยยอมรับนาง ไม่ยอมมาหานางสักครั้ง มองนางเป็เพียงสตรีไร้ตัวตนผู้หนึ่ง แต่วันนี้บุตรสาวคนนี้กลับมาหานางแล้ว
"คารวะ ท่านแม่"
ปู้มั่วเสวียนเอ่ยออกไปด้วยท่าทีสำรวม สตรีตรงหน้ามีฐานะเป็มารดาของนางก็ควรให้ความเคารพนาง
"มั่วเสวียน เ้าเรียกข้าว่าแม่หรือ"
ฮูหยินใหญ่ได้ยินคำเรียกของบุตรสาวที่เรียกนางว่าแม่ก็น้ำตาที่เก็บไว้เมื่อครู่กับไหลรินลงมาด้วยความสุขที่เปี่ยมล้มหัวใจ
"ใช่แล้ว ท่านแม่"
สาวใช้รอบกายของฮูหยินใหญ่มีสีหน้าไม่ต่างจากฮูหยินใหญ่ที่มีสีหน้าดีใจแต่น้ำตาซึมอยู่ที่หางตาทุกคน ปู้มั่วเสวียนมองผู้คนรอบกายก็รู้สึกสงสารไม่น้อยหากนางเดาไม่ผิดปู้มั่วเสวียนคนเดิมคงจะทำร้ายจิตใจของคนพวกนี้ไม่น้อยเลย คิดได้ดังนี้นางจึงส่งยิ้มไปให้คนเ่าั้ ทำให้สาวใช้พวกนั้นเอ่ยออกมาเสียงเบาว่าคุณหนู
ปู้มั่วเสวียนเดินเข้าไปหาฮูหยินใหญ่แล้วนั่งข้างกายนาง จับมือมารดาขึ้นมาคล้ายปลอบใจยิ่งทำให้ฮูหยินใหญ่น้ำตาไหลยิ่งกว่าเดิมแต่นางก็พยายามเช็ดน้ำตาออกไป
"มั่วเสวียน เ้ามาหาแม่เช่นนี้ หายดีแล้วหรือ"
"ยังเจ็บอยู่เพียงเล็กน้อย ข้าเพียงคิดถึงท่านจึงอยากมาพบ"
แม้จะรู้สึกปลื้มใจที่บุตรสาวคนนี้ของนางอยากพบตนแต่ปู้มั่วเสวียนพึ่งฟื้นจากการลื่นตกบันได ไม่ควรมาพบนางเช่นนี้
"ต่อไปก็บอกขงซิ่วให้แม่ไปพบเ้าดีกว่านะลูกแม่"
ปู้มั่วเสวียนได้ยินก็รู้สึกไม่ดีทันที มารดาถึงขนาดต้องไปพบบุตรสาวเช่นนี้ฟังแล้วรู้สึกไม่ดีสักนิดเดียว
"ท่านเป็มารดาต้องรอข้ามาพบถึงจะถูก"
"ก็ได้ เ้าทานอะไรมาแล้วหรือยัง เดี๋ยวแม่จะให้คนไปเตรียมอาหารมาให้เ้า"
"ข้ายังไม่ทานสิ่งใดมา ขอฝากท้องให้ท่านแม่ดูแลด้วย และต้องขอขอบคุณสำหรับขนมและเบี้ยอัดที่ท่านส่งไปให้"
ปู้มั่วเสวียนเอ่ยออกไปเช่นนี้เพราะอยากสนทนากับมารดาให้นานกว่านี้แม้นางจะทานสิ่งใดมาแล้วนางก็ขออยู่ต่อ
ขงซิ่วรีบจัดอาหารเข้ามาให้เ้านายทั้งสองอย่างรวดเร็ว
"ไปเรียกเฉินต่งมาทานอาหารเร็วเข้า"
ฮูหยินเอ่ยออกมาเพราะโอกาสเช่นนี้หายากยิ่งนักที่สามคนแม่ลูกจะได้ทานอาหารร่วมกัน
"เชิญแล้วเ้าค่ะ เพียงแต่คุณชายบอกว่า้าอ่านหนังสือในห้องต่อไปเ้าค่ะ"
ปู้มั่วเสวียนทราบว่าที่ปู้เฉินต่งยังอยู่เรือนเดียวกับมารดาเช่นนี้เพราะเขาไม่ยอมย้ายออกไปฮูหยินรองก็ยินดียังไม่ต้องจัดหาเรือนใหม่ให้คุณชายใหญ่ บุตรชายของฮูหยินรองดูจะมีหน้ามีตามากกว่าปู้เฉินต่งเสียแล้ว ดูไปแล้วเด็กคนนี้คงจะขี้ระแวงไม่น้อย แต่พอได้ยินว่าเขาอ่านหนังสืออยู่ ปู้มั่วเสวียนมีความสนใจอยากจะไปพบหน้าน้องชายคนนี้เสียแล้ว
ปู้มั่วเสวียนทานอาหารด้วยความเอร็ดอร่อยที่เรือนแห่งนี้มีห้องครัวเป็ของตนเอง อาหารจึงทำได้ถูกปากยิ่ง
"ท่านแม่อาหารเรือนท่านอร่อยยิ่ง"
"หากเ้าชอบแม่จะให้คนทำเพิ่มส่วนของเ้าด้วยดีหรือไม่"
"ขอบคุณท่านแม่"
ปู้มั่วเสวียนประคองมารดาไปนั่งที่เตียงนอนเพราะเหมือนมารดาจะอยากพักผ่อน คงถึงเวลาพักผ่อนของนางแล้ว
"ท่านพักผ่อนเถิด เดี๋ยวข้าจะไปหาเฉินต่งสักหน่อย"
แม้ฮูหยินใหญ่จะมีสีหน้าแปลกใจแต่ก็ไม่อยากขัดความตั้งใจของบุตรสาวที่วันนี้นางช่างแสนดียิ่งนัก บุตรสาวที่นางเฝ้ารอคอยรู้ความขึ้นไม่น้อยทั้งยังกตัญญูกับนางเช่นนี้ คิดแล้วน้ำตาก็ซึมออกมาอีกครั้ง
ปู้มั่วเสวียนเดินไปยังเรือนฝั่งตะวันตก ก็พบกับบ่าวรับใช้ชายเดินออกมาพอดี
"คะ...คารวะคุณหนูใหญ่"
ดูเหมือนเขาจะใมากทีเดียวที่พบนางที่นี่
"เฉินต่ง อยู่ด้านในใช่หรือไม่"
"ขอรับ เดี๋ยวก่อนขอรับ เอ่อ คุณชายไม่้าให้ใครรบกวน"
"อ้อ เป็เช่นนั้น"
ปู้มั่วเสวียนตอบรับก็เดินเข้าไปไม่สนใจบ่าวชายผู้นั้นอีก นางเดินเข้าไปถึงมุมหนังสือมากมายแล้วหยิบขึ้นมาอ่านโดยเฉพาะเกี่ยวกับเื่ราวของยุคสมัยนี้
แผ่นดินนี้คือแคว้นตี้ ปีที่ยี่สิบสอง ราชวงศ์เหอ ของจักรพรรดิสวีไห่หลง มีโอรสอยู่ห้าพระองค์แต่เสียชีวิตไปสองพระองค์ด้วยโรคระบาด คือองค์ชายสามและองค์ชายสี่ เหลือโอรสอยู่สามคน คือองค์ชายใหญ่ องค์ชายรองและองค์ชายห้า
"เ้าคิดจะทำอะไรน่ะ"
เด็กชายอายุสิบสามเห็นปู้มั่วเสวียนก็รู้สึกทั้งไม่ชอบทั้งหวาดกลัวนาง
"ข้ามาขอเ้ายืมอ่านหนังสือหน่อย...ได้หรือไม่"
"เ้าหลอกข้า เ้าอ่านไม่ออก"
"ข้าไม่ได้หลอก ข้าอ่านออกเขียนได้ ต่อไปจะมายืมหนังสือเ้าไปอ่านต่อนะ เ้าหนู"
ปู้มั่วเสวียนหยิบหนังสือบนชั้นวางอีกสองสามเล่มแล้วก็เอ่ยยืมด้วยท่าทีสุภาพ
"สามเล่มนี้จะเอามาคืนก่อนไปตี้ซู ข้าไปล่ะ"
ปู้มั่วเสวียนเดินออกจากห้องนั้นไปโดยสนใจเพียงหนังสือในมือของตนเองเท่านั้น นางเดินไปก็อ่านไปด้วยดูแล้วผิดกับภาพลักษณ์ที่ผ่านมาโดยสิ้นเชิง ปกติปู้มั่วเสวียนโง่เขลาเบาปัญญาเื่เช่นการอ่านหนังสือไม่เคยเห็นมาก่อน แค่มารยาทเล็กน้อยก็เรียนกันเป็วันแล้ว ปู้เฉินต่งมองพี่สาวตนเองด้วยความไม่พอใจลึกๆแต่ก็ไม่กล้าไปแย่งหนังสือคืน ไม่รู้ว่านางคิดจะแกล้งเขาด้วยการเอาหนังสือไปทำลายหรือไม่ เขาหันไปมองบ่าวชายของตน
"เหตุใดจึงไม่ห้ามนาง"
"ข้าห้ามไม่ทัน"
"แล้วทำไมไม่รีบแจ้งข้า"
"คุณหนูใหญ่เดินเข้ามาตอนที่ข้าไปแจ้งท่านขอรับคุณชาย"
ปู้เฉินต่งถอนหายใจด้วยความไม่ได้ดั่งใจ อยู่ๆนางก็บุกมาหาเขาเช่นนี้ไม่น่าไว้วางใจสักนิด