ตึกสูงประมาณสิบกว่าชั้นตั้งตระหง่านสูงเด่นในย่านใจกลางกรุง ซึ่งที่นี่เป็สถานีโทรทัศน์ค่ายใหญ่ของประเทศที่ผลิตรายการและละครดัง ๆ มากมาย ฝ่ายบริหารมีราว ๆ สิบกว่าคน และมีประธานบริษัทอยู่สองคน แม้ชื่อจะต้องใส่ได้เพียงคนเดียว แต่สองพี่น้องก็ไม่เคยคิดที่จะแย่งชิงอะไรกัน คนน้องยอมให้ชื่อพี่ชายเป็ประธาน ส่วนตัวเองรับตำแหน่งรองประธาน
ั้แ่ที่พิทักษ์ ประธานบริษัทวางมือลง คนที่รับไม้ต่อจึงต้องเป็ลูก ๆ ของเขา นั่นก็คือพิธา ลูกชายคนโต และพิธาน ลูกชายคนเล็ก
“พี่พิธา นี่พี่รับนักศึกษาฝึกงานด้วยเหรอ ไหนบอกว่าบริษัทเราไม่รับคนอื่นถ้าไม่ใช่ลูกหลานของครอบครัวเราไง” พิธานเดินเข้าไปถามพี่ชายของตนเมื่อได้รับเอกสารเซ็นยอมรับให้เข้ามาฝึกงานในบริษัทจากเลขานุการ ซึ่งเขาเห็นว่าพี่ชายตัวเองเซ็นลงไปก่อนหน้าแล้ว
“ส้มไม่ใช่คนในครอบครัวหรือไง” พิธาเงยพูดขึ้นเสียงเรียบโดยไม่ได้ละสายตาจากเอกสารตรงหน้า
เื่ที่เคียงรักขอนั่นก็คือ ขอมาฝึกงานที่บริษัทของเขา ซึ่งหญิงสาวบอกว่าไม่กล้ายื่นสมัครเพราะมีคนบอกว่าบริษัทของชายหนุ่มไม่รับคนนอกที่ไม่ใช่ครอบครัวหรือเครือญาติใกล้ชิดกันเข้าฝึกงาน เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลในบริษัทรั่วไหล ซึ่งมันเคยมีเื่ทำนองนี้เกิดขึ้นมาแล้ว
“แหวะ ของพี่คนเดียวน่ะสิ ไปบอกพ่อกับแม่ได้ยังไงว่าเคียงรักเป็ลูกเลี้ยง เดี๋ยวต่อไปคงเป็เมียแล้วล่ะมั้ง” พิธานเอ่ยแซวแกมประชดประชัน
“ปากดีนักนะ ไปหาน้องพริมนั่นไป ป่านนี้เข้าไปนั่งรอในบ้านแล้วมั้ง” เขาวางปากกาลงแล้วเงยหน้ามองน้องชายอย่างพิธาน ที่กำลังโดยน้องสาวข้างบ้านที่เป็คู่ปรับกันตามราวีอยู่
“อย่าพูดถึงยัยนั่น พูดแล้วก็ไม่อยากกลับบ้าน” พิธานเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจือความหงุดหงิดเล็กน้อย
“หึ วันนี้พี่กลับบ้านเร็วหน่อยนะ ถ้ามีอะไรก็โทรมาแล้วกัน” พิธาบอกกับน้องชายพลางกดปุ่มปิดคอมพิวเตอร์และเริ่มต้นเก็บของเมื่อนึกขึ้นได้ว่าวันนี้มีนัด
“ไปไหน กลับบ้านก็บ้านของตัวเอง ไม่เคยจะกลับบ้านใหญ่ไปหาพ่อแม่หรือน้องชายหรอก เอาแต่ไปนอนอยู่บ้านกับผู้หญิงที่เป็ลูกเลี้ยงสุดที่รัก”
“เห็นหน้าแกจนเบื่อแล้ว ส่วนพ่อกับแม่ก็มาหาที่บ้านออกจะบ่อย ถ้าพี่ไปบ้านใหญ่ก็แนะนำหลาน ๆ เหลน ๆ ให้อีก เบื่อจะแย่อยู่แล้ว” พิธาตอบอย่างเซ็ง ๆ กลับบ้านทีไรไม่พ้นจับคู่ให้ลูกตัวเอง แทนที่จะถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ
“ก็บอกพ่อกับแม่ดิว่ามีเมียแล้ว” น้องชายปากดียังไม่ยอมหยุดแซว
“ลูกเลี้ยงเว้ย มามงมาเมียอะไร เดี๋ยวจะโดน” พิธาหยิบปากกาบนโต๊ะปาใส่น้องชายที่เหยียดยิ้มมองเขาอย่างหมั่นไส้ แต่อีกฝ่ายก็หลบทัน
“ให้มันจริงเถอะ ยิ่งโตยิ่งสวยซะด้วย” เขาพูดพลางก้มลงไปเก็บปากกามาวางไว้ตำแหน่งเดิม
“ไป ๆ กลับไปทำงานเถอะ พี่เบื่อจะคุยกับแกแล้ว” พิธาสะบัดมือไล่น้องชาย ก่อนที่จะก้มหน้าก้มตาเก็บของต่อ
ภายในห้องครัวที่ตอนนี้เต็มไปด้วยอุปกรณ์ทำขนมและวัตถุดิบมากมาย ั้แ่ที่พิธาออกไปทำงานกนกพร คุณแม่ของเขาก็มาหาพร้อมกับเอากล้วยหอมสุกมาให้ด้วย
ซึ่งระยะทางของบ้านส่วนตัวกับบ้านครอบครัวของพิธานั้นอยู่แค่ซอยถัดไปไม่ไกลกันนัก คุณแม่พรจึงมาเยี่ยมบ่อย ๆ เวลาว่าง ทั้งคู่มักเข้าครัวทำอาหารด้วยกัน โดยเคียงรักก็จะเป็ลูกมือคอยช่วยกนกพรอย่างกระตือรือร้นทุกครั้ง จนอีกฝ่ายเอ็นดูแล้วถ่ายทอดสูตรอาหารต่าง ๆ ให้หญิงสาวอย่างหมดเปลือก
หลังจากคุณกนกพรกลับไปแล้วเคียงรักจึงนึกขึ้นได้ว่าวันนี้พิธาจะพาเธอไปทานข้าวเย็นข้างนอก ชดเชยที่่ก่อนหน้านี้เขาทำงานจนไม่มีเวลากลับบ้าน หญิงสาวเลยถือโอกาสนี้ทำขนมไปเป็ของว่างมื้อเที่ยงให้เขา
“หอมได้ที่เลย งั้นหนูเอาไปให้ปะป๊าก่อนดีกว่า ระหว่างนี้ฝากป้าสาเอาที่เหลือไปใส่ตู้เย็นให้หน่อยนะคะ” เคียงรักบอกกับแม่บ้านคนสนิท ก่อนที่จะถอดผ้ากันเปื้อนออก
หญิงสาวเดินเอากล่องใส่ขนมสีครีมมาใส่เค้กกล้วยหอมที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ ๆ แล้วแบ่งใส่ถุงกระดาษสีน้ำตาลส่วนหนึ่งเพื่อเอาไปให้คุณแม่พรและคุณพ่อพิทักษ์ ส่วนอีกถุงสำหรับปะป๊าของเธอ
“ได้ค่ะคุณหนู เดี๋ยวป้าเก็บให้นะคะ”
“ขอบคุณค่ะป้าสา” เคียงรักยกมือไหว้ขอบคุณก่อนจะเดินออกจากครัวเมื่อแท็กซี่ที่โทรไปนั้นมารอที่หน้าบ้านแล้ว
เธอแวะไปยังบ้านของครอบครัวชัยยะนันท์ก่อน แล้วไปต่อยังบริษัทของพิธา