"ห้าหมื่นบาท"
ตัวเลขนั้นติดอยู่บนกระดาษโน้ตข้างสวิตช์ไฟมาสามเดือนแล้ว ผมเขียนเองด้วยปากกาแดง ตอนแรกตั้งใจให้มันเป็นเครื่องเตือนใจว่าอย่ากู้เพิ่ม แต่พอนานเข้า มันกลายเป็นเหมือนตะปูตอกอยู่กลางห้อง ทุกครั้งที่เงยหน้าจากโต๊ะซ่อมคอม ผมจะเห็นมันก่อนเห็นอย่างอื่น
ผมชื่อคิน เป็นช่างคอมรับจ้าง ไม่มีหน้าร้าน ไม่มีลูกน้อง ไม่มีป้ายไฟ มีแค่ห้องเช่าแคบ ๆ หนึ่งห้อง โต๊ะไม้เก่า จอสำรอง ไขควง กล่องสายไฟ ฮาร์ดดิสก์เสียที่กองรอขายชั่งกิโล และฟูกบาง ๆ ที่วางชิดผนังเหมือนผมเอาชีวิตส่วนตัวไปยัดไว้ในมุมที่เหลือจากงาน
คนแถวหอรู้ว่าถ้าคอมเปิดไม่ติด เครื่องช้า ไฟล์หาย หรืออยากล้างเครื่องใหม่ ให้เอามาให้ผมดู ค่าแรงผมถูกกว่าร้านใหญ่ เพราะผมไม่มีค่าเช่าหน้าร้านให้คิดเพิ่ม ลูกค้าชอบคำว่าถูก แต่ไม่ค่อยชอบคำว่าจ่าย บางคนเอาเครื่องมาวางแล้วพูดเหมือนงานซ่อมคือการกดปุ่มวิเศษสองสามที
"แค่ล้างให้หน่อยเองพี่"
"ช่วยกู้รูปให้หน่อยนะ สำคัญมาก แต่คิดถูก ๆ ได้ไหม"
ผมชินกับคำพวกนั้น งานของผมคืออยู่กับความทรงจำของคนอื่นในรูปแบบไฟล์ รูปลูกตอนเกิด คลิปแต่งงาน เอกสารหนี้ แชตคนรักเก่า หลักฐานกล้องวงจรปิด บางอย่างเจ้าของอยากได้คืนแทบตาย บางอย่างเจ้าของอยากให้หายเหมือนไม่เคยมีอยู่
ผมเคยคิดว่าไฟล์ในคอมมีแค่สองสถานะ อยู่กับหาย ลบได้กับลบไม่ได้ กู้ได้กับกู้ไม่ได้ จนกระทั่งคืนนั้น ผมได้เจอไฟล์ชนิดหนึ่งที่ไม่ใช่แค่ไม่ยอมถูกลบ
มันไม่ยอมให้คนลบมันออกจากชีวิตด้วย
คืนนั้นเกือบเที่ยงคืน ผมเพิ่งล้างเครื่องโน้ตบุ๊กให้เด็กมหาลัยเสร็จ ได้ค่าแรงสามร้อยห้าสิบบาท หลังหักค่าข้าวกับค่าส่งอะไหล่แล้ว แทบไม่เหลืออะไร โทรศัพท์บนโต๊ะสั่น ข้อความจากคนของเฮียตงเด้งขึ้นมา
พรุ่งนี้เก้าโมง ถ้าไม่มีเงิน เตรียมเก็บเครื่องมือไว้ให้ดี
ประโยคสั้น ๆ นั้นทำให้มือผมเย็น เฮียตงเป็นเจ้าหนี้ที่พูดน้อย แต่ทุกคำมีน้ำหนัก เขาเคยส่งรูปมือคนที่นิ้วบวมช้ำมาให้ดู พร้อมข้อความว่า "เครื่องมือทำกินของคนไม่ตรงเวลา" ตั้งแต่นั้นมา ทุกครั้งที่จับไขควง ผมจะนึกถึงรูปนั้นโดยไม่ตั้งใจ
ถ้าผมเสียมือ ผมก็จบ
เสียงเคาะประตูดังขึ้นพอดี
ปัง ปัง ปัง
ผมสะดุ้ง คว้าท่อเหล็กใต้โต๊ะไว้ก่อนเดินไปส่องช่องตาแมว ชายวัยกลางคนคนหนึ่งยืนอยู่หน้าห้อง เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีซีด กอดเคสคอมสีดำสนิทไว้แน่นเหมือนมันเป็นของหนักกว่าน้ำหนักจริง ไฟทางเดินที่ปกติกะพริบอยู่ตลอด กลับนิ่งผิดปกติในตอนที่เขายืนตรงนั้น
ผมเกือบไม่เปิด แต่โทรศัพท์สั่นอีกครั้ง
นอนหรือยัง ช่าง
ผมปลดกลอน
"ซ่อมคอมใช่ไหม" ชายคนนั้นถาม
"ซ่อมครับ แต่ดึกแล้ว ถ้างานไม่รีบ..."
เขาเบียดตัวเข้ามา วางเคสลงบนโต๊ะ เสียงหนักจนไขควงกลิ้ง แล้วหยิบเงินสดปึกหนึ่งออกจากกระเป๋าเสื้อ วางทับบนฝาเคส
"ล้างเครื่องให้หมด ลบทุกอย่าง ทำให้เหมือนเครื่องใหม่ก่อนหกโมงเช้า"
ผมมองเงิน
แบงก์พันห้าปึก
ห้าหมื่นบาท
ตัวเลขบนกระดาษโน้ตข้างสวิตช์ไฟเหมือนเงียบลงทันที
"ต้องเก็บไฟล์อะไรไว้ไหมครับ รูป เอกสาร งาน..."
"ลบให้หมด"
เขาตอบเร็วเกินไป เร็วจนเหมือนไม่ได้เอาคอมมาซ่อม แต่เอาอะไรบางอย่างมาทิ้ง ผมควรถามชื่อ ควรถามเบอร์ ควรเขียนใบรับเครื่อง ควรให้เขาเซ็นว่าอนุญาตให้ลบข้อมูลทั้งหมด แต่เงินห้าหมื่นตรงหน้าทำให้คำว่าควรเบาลงมาก
ผมรับงาน
ชายคนนั้นเดินออกไปโดยไม่เหลียวหลัง ทิ้งกลิ่นอับชื้นเหมือนผ้าเปียกไว้ในห้อง ผมล็อกประตูสองชั้น กลับมาที่โต๊ะ แล้วเริ่มดูเครื่อง
เคสสีดำไม่มีโลโก้ ไม่มีสติ๊กเกอร์ร้าน ไม่มีรอยบุบ ผิวมันเรียบและเย็นเหมือนกล่องเหล็กที่เพิ่งยกออกมาจากห้องแอร์ ทั้งที่ชายคนนั้นดูเหมือนเดินตากฝุ่นมานาน ผมถอดฝาข้างออก กลิ่นฝุ่นเก่าพุ่งขึ้นมา แต่ข้างในสะอาดเกินเครื่องเก่า สายทุกเส้นจัดเรียบร้อย ฮาร์ดดิสก์สีดำลูกหนึ่งขันติดอยู่แน่น ไม่มีชื่อยี่ห้อ ไม่มีตัวเลขอะไรให้ดู
บนฝาเคสมีคราบกาวจากสติ๊กเกอร์เก่า ผมเอียงไฟส่อง เห็นตัวหนังสือจาง ๆ
Midnight Asset Recovery
ผมไม่รู้จักชื่อนั้น แต่ตอนนั้นผมไม่ได้สนใจมากพอ งานตรงหน้าควรเป็นงานง่าย เปิดเครื่อง ล้างข้อมูล ลงระบบใหม่ รับเงิน จบ
ผมเสียบสายไฟ จอ คีย์บอร์ด เมาส์ แล้วกดปุ่มเปิด
เครื่องติดทันที เสียงพัดลมดังต่ำ ๆ เหมือนเสียงลมในท่อเก่า หน้าจอขึ้นหน้าเดสก์ท็อปสีดำ มีไอคอนอยู่ไม่กี่อัน ผมเปิดไดรฟ์เก็บข้อมูล เห็นโฟลเดอร์เดียววางอยู่กลางหน้าต่าง
ชื่อของมันเป็นตัวอักษรสีแดงเข้ม
_DoNot
อย่าลบ
ผมหัวเราะออกมาสั้น ๆ ลูกค้าบางคนชอบตั้งชื่อแบบนี้ไว้ขู่ช่าง ทั้งที่ข้างในมักเป็นรูปส่วนตัว หนังเถื่อน หรือไฟล์ที่ไม่อยากให้ใครเห็น ผมคลิกเข้าไป หน้าต่างเด้งขึ้น
ไม่สามารถเปิดได้
ผมกดลบ
โฟลเดอร์หายไป
ผมเอนหลัง ถอนหายใจ คิดว่างานง่ายกว่าที่กลัว
ครึ่งวินาทีต่อมา หน้าจอกะพริบ
โฟลเดอร์กลับมาอยู่ที่เดิม
ผมขมวดคิ้ว กดลบอีกครั้ง คราวนี้ล้างถังขยะด้วย มันหายไป เหมือนยอมแพ้
แล้วกลับมาอีก
ผมลองเปลี่ยนวิธี ลากทิ้ง ใช้เมนู ใช้ปุ่มลัด รีสตาร์ทเครื่องแล้วลบใหม่ ทุกครั้งมันหายไปสั้น ๆ แล้วกลับมาเหมือนไม่เคยถูกแตะ ชื่อสีแดงของมันยิ่งดูสดขึ้นทุกครั้ง เหมือนตัวหนังสือเพิ่งถูกเขียนใหม่ด้วยหมึกเปียก
"ไวรัสมั้ง" ผมพึมพำ
คำอธิบายธรรมดาช่วยให้คนเราไม่กลัวเร็วเกินไป ผมเคยเจอไวรัสซ่อนโฟลเดอร์ เคยเจอไฟล์หลอก เคยเจอเครื่องที่ตั้งค่ามั่วจนลบอะไรไม่ได้ แต่ยังไม่เคยเจออะไรที่ลบแล้วกลับมาเร็วเหมือนมีมืออีกข้างกด undo อยู่หลังจอ
ไฟนีออนบนเพดานกะพริบ
หน้าต่างเล่นวิดีโอเปิดขึ้นเองเต็มจอ
ผมไม่ได้กด
ภาพแรกเป็นสีขาวซีดเหมือนกล้องวงจรปิดเก่า ๆ กำลังปรับแสง แล้วภาพก็ชัดขึ้น
ผมเห็นโต๊ะซ่อมคอมของตัวเอง
เห็นเคสสีดำ
เห็นแผ่นหลังของผมกำลังนั่งอยู่หน้าจอ
มุมกล้องอยู่สูงด้านหลัง เหมือนมีใครติดกล้องไว้ตรงฝ้าเพดาน ทั้งที่ห้องผมไม่มีอะไรอยู่ตรงนั้น
ผมหันขวับไปมองด้านหลัง
ไม่มีใคร
ชั้นวางของยังอยู่เหมือนเดิม กล่องสายไฟ กระป๋องสกรู จอเสียที่วางพิงผนัง ทุกอย่างนิ่ง แต่เมื่อหันกลับมาที่จอ ผมเห็นเงาดำเล็ก ๆ อยู่หลังชั้นวางในภาพวิดีโอ
มันยืนอยู่ตรงนั้น
ในจอเท่านั้น
แล้วค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองผม
ผมยังไม่ทันถอย เสียงขูดเบา ๆ ก็ดังมาจากชั้นวางของด้านหลังจริง ๆ
ครืด
ผมหันกลับไปช้า ๆ กล่องสายไฟบนชั้นยังอยู่ที่เดิม ไม่มีใครยืนอยู่ตรงนั้น ไม่มีมือ ไม่มีเงา ไม่มีอะไรนอกจากฝุ่นกับของเก่า
แต่บนฝุ่นหน้าชั้นวาง มีรอยนิ้วหนึ่งรอยเพิ่งถูกลากสด ๆ
เป็นตัวอักษรสั้น ๆ
คิน
ชื่อผม
พอผมหันกลับมาที่จอ เงาดำในวิดีโอยกนิ้วซีด ๆ ขึ้นแตะตำแหน่งที่ควรเป็นปาก
แล้วหน้าต่างโฟลเดอร์สีแดงก็เปิดเอง
ข้างในไม่ได้ว่างเปล่าอีกต่อไป
มีไฟล์วิดีโอหนึ่งไฟล์เพิ่มขึ้นมา ชื่อว่า
เวลาตาย_03-33.mp4