วรยุทธอสูรทะยานฟ้าผ่าปฐพี!!

    บทที่ 42 ฟางเฟิ่งหลิน

            หลังจากที่ทุกคนแยกย้ายกันไปหมดแล้ว ห่าวหราน กับ ธงหยวนไท่ ก็ได้เดินตามวู่เทียนหลางไปยังฝ่ายอักษรตามคำสั่ง ขณะเดินในหัวของห่าวหรานนั้นเต็มไปด้วยคำถามมากมาย กระบี่เล่มนั้นมีความลับอันใดซ่อนอยู่.? แล้วมันอันตรายเพียงไหน.? เหตุใดผู้อาวุโสวู่กับเหล่าอาจารย์อาวุโสจึงต่างมีสีหน้าเคร่งเครียดเช่นนั้น

            

            ห่าวหรานเริ่มนึกกลัว และไม่สบายใจเป็นอย่างมาก มันเกรงว่าตนเองอาจจะนำเรื่องไม่ดีมาให้ทุกคนเสียแล้ว และด้วยความอึดอัดเช่นนี้ มันจึงได้ตัดสินใจหันไปหาชินฟง และเอ่ยปากถามขึ้นเบา ๆ ว่า

            

            “พี่ใหญ่ท่านทราบเรื่องของกระบี่เล่มนั้นหรือไม่” ห่าวหรานเอ่ยขึ้น ซึ่งพอชินฟงได้ยิน มันก็หันมามองก่อนจะพยักหน้ารับอย่างแช่มช้า

            

            “ย่อมทราบดี อาจารย์ที่ดูแต่ล่ะฝ่าย รวมไปถึง ระดับผู้อาจารย์อาวุโสก็ต่างทราบเช่นกัน”

            

            “มิน่าเล่า ตอนที่พวกท่านเห็นกระบี่เล่นนั้นจึงพากันตื่นตกใจ แล้วกระบี่เล่มนั้นมันมี...”

            

            “มีความลับอันใดอยู่ใช่หรือไม่ เรื่องนั้นไว้เจ้าไปที่ฝ่ายอักษรแล้วก็จะได้รู้เอง”

            

            ห่าวหรานยังกล่าวไม่ทันจบ วู่เทียนหลางก็เอ่ยขึ้นมาเสียก่อน

            

            “ขะ ขอรับผู้อาวุโส”

            

            “จริงสิ กระบี่เล่นนี้ผู้ที่มอบให้เจ้าคือ ซือคงอี้หวงใช่หรือไม่” วู่เทียนหลางถามต่อ

            

            “ขอรับ ผู้อาวุโสซือเป็นคนมอบให้มา แถมบอกด้วยว่ามันจะช่วยทำให้ข้ากับท่านเจ้าสำนักรอดพ้นจากเรื่องเลวร้ายในครานี้ ตอนแรกข้าก็นึกคลางแคลงสงสัยอยู่ไม่น้อยว่ามันจะช่วยอย่างไร แต่ยามนี้ข้ารู้แล้วว่ามันช่วยได้จริง ๆ เพียงแต่ยังไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุผลใด และ ข้ายังเป็นกังวลด้วยว่าเหตุผลนั้นอาจจะมิใช่เรื่องดี”

            

            “ดี หรือร้าย ฟ้าดินล้วนลิขิตมาแล้ว เจ้าอย่าได้หวั่นวิตกไป เอาล่ะ พวกมาถึงพอดีเข้าไปกันเถิด”

            

            เมื่อวู่เทียนหลางกล่าวจบ ทั้งสามก็มาถึงประตูบานใหญ่ที่เป็นทางเข้าไปในฝ่ายอักษรพอดี

            

            เมื่อทั้งสามคนเข้ามาด้านใน พวกเขาก็ได้พบกับสตรีผมยาวดำขลับ สวมแว่นตาในชุดสีขาวสลับฟ้าเข้มผู้หนึ่งกำลังยืนรออยู่ ห่าวหรานไม่ค่อยจะคุ้นหน้านางสักเท่าไหร่ แต่ดูจากรูปร่างภายนอก นางน่าจะอายุอ่อนกว่าธงหยวนไท่ เล็กน้อย ซึ่งมิใช่ศิษย์ของฝ่ายอักษรเป็นแน่

            

            “ฟางเฟิ่งหลิน ขอคารวะท่านเจ้าสำนัก”

            

             

            

            นางเอ่ยขึ้น พร้อมประสานสองมือค้อมตัวให้วู่เทียนหลาง

            

            “สบายดีหรือเฟิ่งหลิน ข้อมูลของอสูรฟ้าดินที่ถ้ำแดนใต้เป็นอย่างไรบ้าง” วู่เทียนหลางแย้มยิ้มให้นางก่อนกล่าวถาม

            

            “เรียนท่านเจ้าสำนักทุกอย่างราบรื่นดี แม้นจะได้ข้อมูลไม่มาก แต่ก็เพียงพอจะเรานำมาเก็บรวบรวมไว้ในนี้”

            

            “ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยมสมแล้วที่เป็นเจ้า” วู่เทียนหลางลูบเครายาวก่อนเอ่ยปากชมสตรีผู้นี้อย่างพึงพอใจ ทว่า...ก็เพียงแค่ช่วงเวลาสั้น ๆ ก่อนที่สีหน้าของเขาจะพลันเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม แล้วจึงพูดต่อว่า

            

            “เฟิ่งหลิน...”

            

            “จะ เจ้าค่ะ ท่านเจ้าสำนัก”

            

            “พาข้ากับธงหยวนไท่ไปยังห้องอักษรต้องห้ามหน่อย ข้าอยากจะนำบันทึกเล่มนั้นออกมาดู ถึงเจ้าจะพึ่งกลับจากข้างนอกได้ไม่นาน แต่คงพอจะรู้เรื่องที่เกิดขึ้นแล้วใช่หรือไม่”

            

            วู่เทียนหลางเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้า และแววตาจริงจัง ซึ่งฟางเฟิ่งหลินที่ได้ยินก็พยักหน้ารับอย่างแช่มช้า

            

            “ข้าทราบแล้วเจ้าค่ะ งั้นเชิญท่านเจ้าสำนัก กับพี่ธงหยวนมาทางด้านนี้ส่วน....”

            

            ฟางเฟิ่งหลินขึ้นก่อนที่นางจะเหลือบมามองห่าวหราน

            

            “โอ้ ข้าลืมไป ห้องอักษรต้องห้าม เข้าได้เฉพาะ อาจารย์ และเจ้าสำนักเท่านั้น เหล่าศิษย์ห้ามเข้าไปเด็ดขาดเพราะในนั้นมี บันทึกบางอย่างที่มิอายแพร่งพรายได้ เช่นนั้นเจ้าก็นั่งรออยู่ตรงนี้เถิดห่าวหราน พวกข้าสามคนไปไม่นานหรอก” วู่เทียนหลางเลิกคิ้วด้วยท่าทางตกใจเล็กน้อย ก่อนที่จะพลันหันมาบอกห่าวหราน

            

            “ข้าทราบแล้วท่านเจ้าสำนัก” มันพยักหน้าตอบ ก่อนเดินไปนั่งรอที่โต๊ะอ่านหนังสือตัวยาว จากนั้นคนทั้งสามจึงเดินหายลับเข้าไปในซอกของชั้นหนังสือขนาดใหญ่ ยามนั้นเอง ห่าวหรานจึงทราบว่า สตรีที่มีนามว่า ฟางเฟิ่งหลินคงจะเป็นอาจารย์ หรือผู้ดูแลของฝ่ายอักษรเป็นแน่ เพราะนางสามารถเข้าไปในห้องอักษรต้องห้ามได้

            

            “เช่นนี้นี่เอง แท้จริงนางเป็นผู้ดูฝ่ายอักษร และที่ข้าไม่ค่อยเห็นนางก็เพราะว่านางออกไปรวบรวมข้อมูลของสัตว์อสูรฟ้าดินที่นอกสำนักอยู่บ่อยครั้ง... ออกไปรวบรวมข้อมูลพวกสัตว์อสูรงั้นเหรอ...? ฟังดูน่าสนุกจัง หากลองขอท่านเจ้าสำนัก ข้าจะได้ไปบ้างไหมนะ”

            

            ห่าวหรานนั่งคิดอยู่ในใจด้วยความตื่นเต้น ทว่า...ในยามนั้นเอง ก็ได้มีเสียงใส ๆ ของเด็กสาวผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นจากทางด้านหลังของเขา

            

            “นั่นห่าวหรานใช่หรือไม่...!!” ห่านหรานที่ได้ยินก็หันไปตามเสียงก่อนจะได้พบกับ เด็กสาวหน้าตาน่ารักสวมชุดผ้าสีขาวแถบฟ้า ถักผมเปียยาวสองข้าง สวมแว่นตาหนาเตอะกำลังยืนถือหนังสือเล่มหนาอยู่ มิใช่ใครที่ไหน ฮุ่ยเฟิน สหายหญิงของมันนั้นเอง

            

            นางดูจะตื่นเต้นที่เห็นห่าวหรานจึงพลันเดินตรงดิ่งเข้ามาหา ก่อนจะนั่งลงที่โต๊ะฝั่งตรงข้าม แล้วเอ่ยขึ้น

            

            “เมื่อครู่ข้าตกแทบแย่ นึกว่าเจ้าจะต้องออกไปจากสำนักเสียแล้ว ตกลงมันเกิดอันใดขึ้นกันแน่ แล้วเจ้าไปได้กระบี่เล่มนั้นมาจากไหน เหตุใดจึงกลับมาช้านักเล่ามา ๆ” ฮุ่ยเฟินจ้องตาเขม็งก่อนพ่นคำถามใส่เป็นชุด ห่าวหรานที่ได้ยินก็ยิ้มแห้ง ๆ ก่อนที่มันจะรวบความคิดเพื่อนึกว่าจะตอบคำถามไหนกับนางก่อนดี...

            

             

            

            ณ ห้องกว้างซึ่งอยู่ในส่วนที่ลึกที่สุดของฝ่ายอักษร ยามนี้ฟางเฟิ่งหลินกำลังปีนบันไดไม้ไผ่สูงขึ้นไปหาบันทึกอะไรสักอย่างบนชั้นหนังสือ

            

            “เป็นอย่างไรบ้างเฟิงหลินเจอหรือไม่" วู่เทียนหลางแหงนหน้ามองขึ้นไปก่อนเอ่ยถามเบา ๆ

            

            “ใกล้แล้วเจ้าค่ะท่านจำสำนัก ข้าว่าข้าเก็บมันไว้ตรงนี้ไม่ผิดแน่ หือ...? นี้ไง เจอแล้ว เจอแล้ว” ฟางเฟิ่งหลินเอ่ยตอบ ก่อนที่นางจะส่งเสียงร้องดังขึ้นเมื่อพบสิ่งที่ตามหา

            

            เมื่อพบแล้ว นางจึงโยนบันทึกเล่มหนาที่มีฝุ่นเกาะลงมาให้ธงหยวนไท่รับ เมื่อมันรับฝุ่นก็ฝุ่นก็ฟุ้งกระจายไปทั่ว จนธงหยวนไท่ไอแคก แคก วู่เทียนหลางก็ยกแขนเสื้อขึ้นมาปิดปาก ปิดจมูกไว้เช่นกัน

            

            “ฝุ่นเกาะหนาขนาดนี้ บันทึกเล่มนี้เก็บมานานแค่ไหนกันฟางหลิน” ธงหยวนไท่เอ่ยถาม ขณะที่นางกำลังไต่ลงมาจากบันได

            

            “นานแค่ไหนหรือพี่ธงหยวนไท่ เรื่องนั้นข้าก็ไม่แน่ใจ คงจะนานพอ ๆ กับเริ่มก่อตั้งสำนักกระมัง”

            

            “มิน่าเล่าฝุ่นถึงมากมายเพียงนี้”

            

            วู่เทียนหลางที่เฝ้ามองอย่างเงียบ ๆ ก็นึกในใจว่า มิได้นานขนาดนั้นหรอกฟางหลิน ที่มันดูเก่าเพราะไม่เคยมีใครนำมันออกมาเปิดอ่านต่างหาก

            

            “เอาล่ะ กลับไปหาห่าวหรานกันเถอะ ปานนี้เขารอแย่แล้ว”

            

            วู่เทียนหลางเอ่ยขึ้น ก่อนจะหมุนกาย หันหลังเดินนำออกไปจากห้องอักษรต้องห้าม โดยมีฟางเฟิ่งหลิน กับธงหยวนไท่ที่ถือบันทึกเล่นนั้นตามไปติด ๆ

            

            จบบท

    คล้ายกับเรื่องวรยุทธอสูรทะยานฟ้าผ่าปฐพี!! ที่คุณอ่าน