เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 6 บทที่ 163 ราคาอันน่าสะพรึง

            ชายชรากวาดสายตามองฝูงชนที่กำลังตื่นเต้น ในที่สุดก็กล่าวว่า “เอาล่ะ อสูรปีศาจสิงโตเพลิง ราคาเริ่มต้นที่ 500 หินหยวนระดับกลางตอนนี้เริ่มประมูลได้”

            “ปัง”

            สิ้นเสียงชายชราอันเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าการประมูลได้เริ่มต้นขึ้นเหล่าผู้คนต่างรีบลุกยืนและเริ่มประมูลราคา

            “1,000 หินหยวนระดับกลาง!”

            “1,200หินหยวนระดับกลาง!”

            “1,500หินหยวนระดับกลาง!”

            ผู้คนเริ่มเสนอราคา อย่างไรก็ตามฝูงชนต่างทราบดีว่านี่เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้นเพียงแค่ 1,200 หินหยวนระดับกลางจะสามารถประมูลปีศาจสิงโตเพลิงไปได้อย่างไรกัน

            ท่ามกลางบรรยากาศตื่นเต้นในการประมูลนั้น หลินเฟิงที่อยู่ในศาลาก็นั่งไม่ติดที่เพราะเขาประเมินมูลค่าของปีศาจสิงโตเพลิงต่ำมาก แต่หลังจากที่เห็นการเสนอราคาที่ดุเดือดเบื้องหน้าเขาก็เข้าใจทันทีมูลค่าของปีศาจสิงโตเพลิงช่างน่าสะพรึงกลัวนัก

            หญิงสาวที่นั่งข้างๆ มองหลินเฟิงอย่างสนใจ นัยน์ตาภายใต้หน้ากากสีเงินนั่นคาดไม่ถึงว่าจะสงบนิ่งได้เช่นนี้

            “คุณชาย ข้าควรเรียกท่านว่าอะไรเจ้าคะ?” หญิงสาวถามหลินเฟิง

            “เรียกข้า?” แววตาของหลินเฟิงเป็นประกายจากนั้นเขาก็กล่าวว่า “เรียกข้าว่า ‘เฟิง’ ก็ได้”

            “คุณชายเฟิง ข้ามีนามว่าอีเสวี่ยเจ้าค่ะ” หญิงสาวกล่าวอย่างอ่อนหวานแล้วหลินเฟิงก็พยักหน้าเล็กน้อย ในขณะที่การประมูลดำเนินไป มูลค่าของปีศาจสิงโตเพลิงก็สูงถึง3,000 หินหยวนระดับกลางแล้ว บางทีราคาอาจพุ่งสูงขึ้นมากกว่านี้ก็ได้

            ทว่าด้านหลังของหลินเฟิงชายหนุ่มแซ่เหมิงนั้นได้เหลือบมองหลินเฟิงอย่างเย็นชา

            จากนั้นชายหนุ่มได้ลุกขึ้นเดินไปบริเวณด้านหน้าพื้นที่เหล่าชนชั้นสูงและจับราวระเบียงพลางกล่าวว่า “วันนี้ปีศาจสิงโตเพลิงตัวนี้ต้องเป็นของข้าเหมิงชงทุกท่านได้โปรดอย่าแข่งขันกับข้า หลังจากนี้ทุกท่านก็จะเป็นมิตรสหายที่ดีต่อกันหากทุกคนพยายามแข่งขันกัน สุดท้ายการแข่งขันก็จะมีแต่การทะเลาะวิวาทหากมิตรสหายทำไม่ได้ ถ้าเป็นเช่นนั้น มันก็จะไม่ค่อยดีนัก”

            เมื่อฝูงชนได้ยินคำพูดของเหมิงชงพวกเขาต่างแข็งทื่อ ไอ้สารเลวนี่… คาดไม่ถึงว่าจะข่มขู่ผู้คนด้วยคำพูดของเขา มันได้คุกคามเหล่าผู้คนพวกเขาต้องเลือกว่าอยากเป็นมิตรหรือศัตรู

            ผู้คนจ้องเขม็งไปที่เหมิงชง พวกเขาตระหนักได้ว่าอีกฝ่ายอยู่ในพื้นที่ของเหล่าชนชั้นสูงเพราะฉะนั้นจึงไม่มีใครกล้าพูดอะไรออกมา

            ในเมืองหลวงมีเพียงหนึ่งตระกูลสูงศักดิ์นั่นก็คือ ตระกูลเหมิง!

            “ตอนนี้ ข้าขอเสนอราคา 3,001 หินหยวนระดับกลาง”

            รอยยิ้มบางๆ ปรากฏที่มุมปากของเหมิงชง ขณะเหลือบมองหลินเฟิงกล้าแย่งชิงสิ่งของที่เขาอยากได้ เมื่อเป็นเช่นนี้เขาก็จะทำให้ราคาในการประมูลสูงขึ้นจนไม่มีใครสามารถจ่ายได้

            ชายชราจ้องมองเหมิงชงจากบนเวทีอย่างไม่สบายใจ การกระทำของเจ้าเด็กนี่ทำให้เขาอึดอัดใจ

            “ปีศาจสิงโตเพลิงเป็นของข้า” เหมิงชงกล่าวด้วยความภาคภูมิใจขณะนั้นมีเสียงหนึ่งตะโกนแทรกขึ้น “4,000 หินหยวนระดับกลาง”

            “ใครพูด?” สีหน้าที่ดีใจของเหมิงชงถูกแทนที่ด้วยความเย็นเยียบเขารับไม่ได้ที่เจ้าของเสียงดังกล่าวกล้ามาทำให้เขาเสียหน้า

            แววตาเยือกเย็นของเหมิงชงได้กวาดมองฝูงชน เพื่อเฟ่นหาเจ้าของเสียงเมื่อครู่นี้

            “ข้าพูดเอง”

            ทันใดนั้นมีเสียงเย็นชาและหยิ่งยโสดังขึ้น ท่ามกลางฝูงชนมีร่างเงาหนึ่งค่อยๆลุกขึ้นยืน ทว่าเส้นผมและแม้แต่นัยน์ตาของเขาก็ยังเปล่งประกายสีทองคนผู้นี้ช่างแปลกประหลาดยิ่งนัก

            เมื่อเห็นคนผู้นี้ ม่านตาของหลายๆ คนถึงกับหดลง... นั่นเขา!

            “ขวงซือ” ม่านตาของเหมิงชงก็หดลงเช่นกัน

            “เจ้าต้องการอะไร?” ดวงตาสีทองของขวงซือมองไปยังเขตของเหล่าชนชั้นสูงและกล่าวอย่างไม่แยแส จึงทำให้นัยน์ตาของเหมิงชงหม่นลงและกล่าวพร้อมกับสีหน้าที่แข็งทื่อว่า “ฮ่าๆที่แท้ก็เป็นศิษย์ของนิกายหมื่นอสูร ในเมื่อท่านต้องการประมูลมันไปงั้นข้าจะไม่ทำให้ท่านเสียหน้า โดยการไม่แข่งกับท่าน”

            ขวงซือไม่ได้สนใจเหมิงชง จึงทำให้เหมิงชงต้องอับอายมากยิ่งขึ้น ศักดิ์ศรีของเขาตอนนี้มันไม่เหลืออีกแล้ว

            “ฮ่าๆๆๆ!”

            ทันใดนั้นมีเสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังขึ้นมาเห็นได้ชัดว่าบรรยากาศที่เงียบสงัดจู่ๆ ก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงหัวเราะดังกล่าวแววตาเยือกเย็นของเหมิงชงค่อยๆ หันไปหยุดชะงักที่หลินเฟิง

            “เจ้าหัวเราะอะไร?”

            “ข้าแค่หัวเราะใครบางคน ที่คำพูดของเขาช่างเหม็นยิ่งกว่าผายลมเสียอีก”หลินเฟิงกล่าวแดกดัน ก่อนหน้านี้เหมิงชงยังกำเริบเสิบสานและข่มขู่ผู้คนแต่หลังจากเห็นขวงซือ เขาถึงกับผงะในทันที มันดูน่าขันและไร้สาระมาก

            นิกายหมื่นอสูร เป็นหนึ่งในนิกายที่มีอำนาจสูงสุดในอาณาจักรเสวี่ยเยว่และในเมืองหลวงนั้นยังเป็นนิกายที่แข็งแกร่งมาก แม้ว่าสถานะของเหมิงชงจะไม่ธรรมดาแต่เมื่อเห็นคนของนิกายหมื่นอสูร เขายังต้องรีบถอยทันที

            ในเวลานี้สีหน้าของเหมิงชงดูหดหู่และมืดมนอย่างที่สุด คาดไม่ถึงว่าวันนี้เขาถูกหลินเฟิงทำให้ขายหน้าหลายครั้งเดิมทีเขาแค่อยากมาประมูลปีศาจสิงโตเพลิงและรีบกลับ เขาจึงใช้ฐานะของตัวเองไปขัดขวางการประมูลของผู้คนแต่การปรากฏตัวของขวงซือกลับทำให้เรื่องมันแย่ลง อีกทั้งหลินเฟิงยังซ้ำเติมให้เขายิ่งอับอายเสียอีกวันนี้เหมินชงได้ทำให้ตระกูลต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงอย่างมากเสียแล้ว

            อย่างไรก็ตามไม่มีใครสนใจความรู้สึกของเขาเลยสักคน ชายชราจึงยิ้มบางๆและกล่าวว่า “4,000 หินหยวนระดับกลาง ยังมีใครต้องการเสนออีกในอนาคตขอบเขตลี้ลับของปีศาจสิงโตเพลิงจะกลายเป็นขอบเขตสวรรค์ เมื่อถึงตอนนั้นแล้วอาณาจักรเสวี่ยเยว่จะมีอำนาจที่ไร้ขอบเขต”

            “4,500หินหยวนระดับกลาง” คำพูดของชายชราเต็มไปด้วยสิ่งล่อใจจึงมีคนเสนอราคาขึ้นมา แม้พวกเขาจะรู้ดีว่าในการแข่งขันนี้มีความหวังอันน้อยนิดแต่อย่างไรก็ต้องพยายามไว้ก่อนเพราะนี่คือปีศาจสิงโตเพลิงที่เป็นเป้าหมายของใครหลายๆ คน

            “5,000หินหยวนระดับกลาง” สีหน้าของขวงซือไร้อารมณ์ความรู้สึกเรื่องนี้เขาเชื่อว่าจะต้องทำได้อย่างแน่นอน นั่นคือเหตุผลที่เหมิงชงต้องถอนตัวจากการประมูลไปเพราะเขารู้นิสัยของขวงซือดี

            “6,000หินหยวนระดับกลาง” ชายชราชุดดำกัดฟันเสนอราคาด้วยความโกรธ

            “10,000หินหยวนระดับกลาง”

            น้ำเสียงสงบนิ่งของขวงซือทำให้ฝูงชนถึงกับสั่นสะท้าน 10,000 หินหยวนระดับกลาง! แม้ตอนที่ขวงซือตะโกนเสนอราคาออกมา เขาไม่แม้แต่จะขมวดคิ้วเลยสักนิด

            “ไม่สงสัยเลยว่าทำไมคนอื่นๆ ถึงพูดว่านิกายหยุนไห่อ่อนแอที่สุดในอาณาจักรเสวี่ยเยว่ดูเหมือนว่ามันจะเป็นความจริงสินะ”

            หลินเฟิงพึมพำและถอนหายใจด้วยความหดหู่ นิกายหยุนไห่นั้นขาดแคลนทรัพยากรและไม่มีหยวนชี่บริสุทธิ์อย่างสำนักเทียนอี้ทว่าศิษย์ของนิกายหมื่นอสูรสามารถเสนอราคา 10,000 หินหยวนระดับกลางได้อย่างไม่สะทกสะท้านในทางกลับกันสำหรับนิกายหยุนไห่แล้ว หินหยวนระดับต่ำถือว่ามีมูลค่าอย่างยิ่งเพราะฉะนั้นเดิมทีแล้วนิกายหยุนไห่นั้นไม่สามารถเปรียบเทียบใครได้เลย

            “11,000หินหยวนระดับกลาง” ชายชราชุดเทาหน้าซีดเขาถึงกับต้องกัดฟันพูด ความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้มาถึงคอขวด เพราะฉะนั้นเขาจำเป็นต้องพึ่งพาพลังของสัตว์อสูรปีศาจแล้ว

            “15,000หินหยวนระดับกลาง” ขวงซือเปิดปากเอ่ยอีกครั้ง ทำให้หัวใจของฝูงชนต้องเต้นรัวจากนั้นบนใบหน้าของพวกเขาได้ปรากฏรอยยิ้มขมขื่น เป็นอย่างที่คิดไว้… ไม่มีใครสามารถแข่งขันกับชายผู้นี้ได้ ด้วยราคา 15,000 หินหยวนระดับกลาง จึงทำให้หลายๆ ตระกูลถึงกับต้องถอยซึ่งไม่มีใครสามารถประมูลต่อได้อีก

            ในที่สุดปีศาจสิงโตเพลิงถูกขวงซือประมูลไปด้วยราคา 15,000 หินหยวนระดับกลาง

            มุมปากของหลินเฟิงเผยรอยยิ้มออกมา ราคานี้เขาพอใจอย่างมากแต่เขาได้สัญญาแล้วว่าจะลด 100 หินหยวนระดับกลางเดิมทีแล้วผู้คนต่างไม่สนใจหลินเฟิง และเขาก็ไม่คาดคิดว่าการประมูลจะมีราคาที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้

            เขาคิดว่าปีศาจสิงโตเพลิงตัวนี้จะสามารถประมูลได้ประมาณ 3,000 - 4,000 หินหยวนระดับกลางนี่ก็ถือว่าไม่เลวแล้วสำหรับราคานี้

            จากนั้นหลินเฟิงและอีเสวี่ยเดินไปหลังเวทีด้วยกันและมีคนนำหินหยวนมามอบให้หลินเฟิง

            “ในนี้คือ 10,000 หินหยวนระดับกลางเจ้าสมควรที่จะได้รับมัน เจ้านับด้วยตัวเองนะ”

            ชายชรากล่าวกับหลินเฟิง จากนั้นหลินเฟิงได้หัวเราะออกมา ด้วย 10,000หินหยวนระดับกลางแล้ว มันมากกว่าที่เขาคิดไว้เสียอีก

            จากนั้นหินหยวนที่ได้รับมาพลันเกิดแสงเปล่งประกาย และจู่ๆ หินหยวนเหล่านั้นก็หายไปสิ่งที่เกิดขึ้นได้ทำให้ชายชราตกตะลึง และมองหลินเฟิงด้วยความประหลาดใจ

            “ดูเหมือนว่าข้าจะแก่เกินไปจนสายตาพร่ามัว”

            ชายชราจ้องเขม็งไปที่หน้ากากสีเงินของหลินเฟิงทว่าด้วยหินหยวนจำนวนมากขนาดนั้นเขาจึงจงใจและต้องการกลั่นแกล้งหลินเฟิงแต่กลับไม่คาดคิดเลยว่าหลินเฟิงจะมีแหวนหินไว้ในครอบครอง

            แหวนหินนั้น คนสามัญไม่มีทางมีไว้ในครอบครองได้ เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วหลินเฟิงจึงยากจะต่อกรได้อย่างง่ายดายเสียแล้ว

            นัยน์ตาของหลินเฟิงภายใต้หน้ากากได้ปรากฏรอยยิ้มเย็นชา และไม่มีคำตอบใดๆ ชายชราก็ไม่ได้ถามอะไรอีกจากนั้นเขาชี้ไปที่ป้าเตาที่อยู่ข้างๆ และกล่าวว่า “จากนี้มันเป็นของเจ้าแล้วเชิญจัดการได้ตามสบาย”

            ในขณะนั้นชายชรามีบางอย่างสงสัย ป้าเตาบรรลุขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 6ไม่รู้ว่าความแข็งแกร่งของหลินเฟิงจะเป็นเช่นไรและจะสามารถต่อกรกับทาสผู้ฝึกยุทธ์ได้หรือไม่?

            “ตามข้ามา” หลินเฟิงเหลือบมองป้าเตาและกล่าวอย่างเฉยเมยจากนั้นเขาก็เดินนำออกไป

            โซ่ตรวนที่อยู่บนข้อเท้าของป้าเตาได้ปลดออกไปทั้งหมด จากนั้นเขาก็เดินตามหลินเฟิงไปด้วยสีหน้าไร้อารมณ์

            หลังออกมาจากลานประมูลไม่นาน หลินเฟิงก็หยุดเดินและหันกลับไปมองป้าเตาที่มีสีหน้าไร้ความรู้สึก

            เมื่อทาสผู้ฝึกยุทธ์ได้ปลดโซ่ตรวนออกแล้วและไม่มีข้อผูกมัดใดๆ อีก พวกเขาจึงย่อมมีความคิดเป็นของตัวเองและไม่ต้องประพฤติตัวดีเช่นนั้นอีกต่อไป แต่อย่างไรเสีย พวกเขาก็คือ มนุษย์!

    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน