่เวลาเย็นหลังจากเลิกงานอันแสนเหน็ดเหนื่อยขณะที่เหม่ยจูกำลังเดินด้วยรองเท้าแตะกลับบ้าน ผ่านไร่อ้อยขนาดใหญ่ จู่ ๆ เท้าของเธอได้สะดุดชนก้อนหินใหญ่เข้าอย่างจัง
“โอ้ยยย……” หญิงสาวร้องทุรนทุรายออกมาด้วยความเ็ปพร้อมยกข้อเท้าะโเหยงอยู่กับที่
“จะซวยอะไรขนาดนี้นะ…!!” เธอพร่ำบ่นและภายในวินาทีนั้นเองที่สายตาแหลมคมของเธอได้เหลือบเห็นเืค่อย ๆซึมไหลออกมาจากฝ่าเท้า ถึงแม้ว่าเหม่ยจูจะเป็คนที่ไม่ค่อยจะกลัวอะไรง่าย ๆแต่ก็ยังมีสิ่งที่ทำให้เธอนั้นขนลุกซู่ซ่าได้คือเืสด ๆ ที่แดงฉ่ำแบบนี้
ละ..เืดดด….~ ดูเหมือนหญิงสาวที่หน้ามืดกำลังจะวูบลงแต่แล้วอยู่ ๆ ก็มีมือปริศนามาช้อนรับร่างของเธอไว้ก่อนที่เธอจะล้มลงสู่พื้น
ร่างบางเห็นเงาสูงใหญ่นั้นแว่บ ๆ อย่างไม่ถนัดตาพร้อมภาพที่ค่อย ๆ ตัดลง ในที่สุดเธอก็หมดสติไปในอ้อมกอดของคนปริศนา
ณ บ้านหลังน้อยของตระกูลลู่
เมื่อครั้นพระอาทิตย์ตกดินได้พักหนึ่งแล้ว ผู้เป็บิดาอย่างตงเฉินจึงนึกห่วงบุตรสาวอย่างจับใจ “หยางซุน…! เหม่ยจูยังไม่กลับมาอีกเหรอ..?”
เด็กชายตัวน้อยที่นั่งอ่านตำราอย่างเคร่งเครียดเพื่อเตรียมตัวสอบได้รีบตอบกลับ “ผมก็ยังไม่เห็นพี่เหม่ยจูเลยครับพ่อ แปลกจังทำไมวันนี้พี่กลับมาช้านะ….”
“มัวแต่ไปอ่อยผู้ชายอยู่หรือเปล่าเถอะ..!!”อยู่ ๆเสียงกระแทกที่ไม่ได้รับเชิญก็ดังเข้ามายังสองพ่อลูกที่สนทนากันอยู่
“นี่หลันฮวา อย่าไปว่าเหม่ยจูอย่างนั้นสิ..!เหม่ยจูเป็เด็กเรียบร้อย ไม่มีทางทำอย่างนั้นแน่” ตงเฉินนั้นก็พอจะรู้ว่าภรรยาใหม่ของตนไม่ค่อยกินเส้นกับลูกๆ ของภรรยาเก่าที่เสียชีวิตไปเมื่อ 7 ปีก่อนเท่าไร
“พี่ก็เข้าข้างแต่กับลูกสาวคนโปรด..!!” น้ำเสียงของสตรีวัยกลางคนแสดงความไม่พอใจออกมาอย่างเด่นชัดจนตงเฉินต้องส่ายหัว
ครั้นหลันฮวาเห็นผู้เป็สามีส่ายศีรษะเช่นนั้นนางก็ถึงกับไม่พอใจ กระทืบเท้าตึง ๆ กลับเข้าไปด้านในของบ้านทันที
“เข้าข้างกันดีนักนะ…!!” สตรีผู้กินรังแตนเค้นเสียงลอดออกมาตามช่องฟัน
“อารมณ์เสียอะไรมาล่ะคะแม่” ผู้เป็บุตรสาวอย่างลี่อินเอ่ยถามไถ่มารดาขณะนั่งบรรจงหวีผมอยู่ตรงหน้ากระจกเงาเล็ก ๆ บานหนึ่ง
“ก็พ่อตงเฉินนะสิ้ เข้าข้างแต่นังเหม่ยจู..! ลูกสาวคนโปรด..!!”
“เหอะ..นังเหม่ยจู” ั์ตาหญิงสาวเริ่มแสดงความไม่พอใจออกมาเช่นกันแต่ทว่าต้องข่มกลั้นไว้หากแต่ในสมองของเธอนั้นคิดอะไรบางอย่างได้ “เื่นั้นปล่อยไว้ก่อนค่ะ ว่าแต่นังเหม่ยจูมันยังไม่กลับมาอีกเหรอคะ..?”
“ก็ใช่นะสิ…มืดค่ำป่านนี้แล้วยังไม่มา”
จู่ ๆ ลี่อินก็ยกยิ้มที่มุมปากข้างหนึ่งขึ้นมาในทันใดคล้ายจะเตรียมลงมือทำอะไรบางอย่าง ตามที่สมองสั่งการ
……
ด้านเหม่ยจูที่สลบไสลไปเป็ชั่วยามดวงตาเรียวหงส์ของเธอจึงค่อย ๆ ถูกเปิดออกช้า ๆ อย่างได้สติพร้อมกวาดตามองสภาพแวดล้อมโดยรอบ
“ทะ…ที่นี่ไม่ใช่บ้านนี่..? แล้วมันที่ไหนกันอีกละเนี่ย อย่าบอกนะว่าฉันวาร์ปไปอีกโลกแล้ว..?” เมื่อเห็นภาพเช่นนั้น เหม่ยจูจึงรีบยันตัวขึ้นจากเตียงที่มีฟูกบาง ๆรองรับอยู่ทันที
เธอหันซ้ายแลขวาก็ไม่เห็นผู้ใดแต่จังหวะนั้นเองสายตาเหลือบไปเห็นฝ่าเท้าตนเองที่ถูกพันด้วยผ้าพันแผลสีขาวอย่างดีใครกันนะเป็ผู้ทำแผลให้กับเธอ
“ตื่นแล้วเหรอ..?” เสียงทุ้มที่ฟังดูนุ่มหูได้ลอยเข้ามา
“ใครน่ะ..? คุณเป็ใคร..!!”เมื่อมองยังไม่เห็นร่างเ้าของเสียงเหม่ยจูจึงรีบตะเบ็งเสียงถามอย่างสงสัย
“ฉันเป็ใครนะเหรอ มันไม่สำคัญหรอก..!!”พลันนั้นเองร่างเ้าของเสียงก็ปรากฏตัวเดินผ่านประตูเข้ามาเป็ชายเรือนร่างสูงใหญ่ ใบหน้านิ่ง ทว่าคมคายราวกับพระเอกซีรี่ย์จีนก็ไม่ปานเขามาในชุดถังจวงสีเขียวดูสะอาดตากว่าชาวบ้านธรรมดาทั่วไปและดูเหมือนในมือของเขาจะถือบางสิ่งเข้ามาด้วยพร้อมกับแก้วที่บรรจุน้ำเปล่าสำหรับดื่ม
เหม่ยจูย่นคิ้วอย่างฉงนอีกทั้งเอนยันกายไปทางด้านหลังอย่างใ พร้อมหลุบมองลงต่ำ ครั้นสองมือใหญ่ได้ยื่นแก้วที่ถืออยู่พร้อมเม็ดยาสีขาวอีกเม็ดหนึ่งให้กับเธอ
“…....”
อยู่ ๆ เธอก็รู้สึกเขินคนแปลกหน้าขึ้นมาเสียอย่างนั้นแต่ก็พยายามกดอาการเอาไว้ พร้อมกับปรายตาขึ้นมองหน้าเขาอย่างช้า ๆ
“อะ..อะไรเหรอคะ”
“ยาแก้ปวดอักเสบน่ะ มันคงจะช่วยให้อาการปวดฝ่าเท้าของเธอทุเลาได้บ้าง..”
“อ้อ..!!..ขอบคุณค่ะ ว่าแต่….กินได้แน่นะ.??"เธอยังคงเอียงถามเขา ราวกับยังไม่วางใจเท่าไร
“กินได้สิ ฉันไม่วางยาพิษเธอหรอกน่ะ”
เมื่อได้ฟังดังนั้น บวกกับความปวดฝ่าเท้าที่ยังคงได้รับและด้วยท่าทางที่ไม่น่าเป็พิษเป็ภัยของชายหนุ่ม หากแต่เพียงมีท่าทีที่เคร่งขรึมไปบ้างก็เท่านั้นเธอจึงตัดสินใจเอื้อมมือรับแก้วน้ำจากมือใหญ่ของเขา พร้อมกับยาเม็ดนั้นค่อย ๆกลืนสู่ลำคอ ซึ่งในขณะที่ดื่มน้ำอยู่เธอก็ได้ครุ่นคิดในใจ ‘นี่ฉันยังคงอยู่ยุค 70 เหมือนเดิมสินะ เหอ ๆ’
“เก่งมาก…” นี่คือคำชมสั้นๆ ที่ได้ยินจากปากชายคนนั้น หลังจากเขาเห็นว่าเธอกินยาจนหมดเป็ที่เรียบร้อย
“กงเก่งอะไรกันล่ะคะ แค่กินยาเอง” เหม่ยจูกระตุกมุมปากข้างหนึ่งขึ้น พร้อมยักไหล่เล็กน้อยที่รู้สึกว่าตนเองถูกมองราวกับเป็เด็ก ๆ
“ก็ไม่รู้สิ ฉันก็นึกว่าเธอจะกินยายากเสียอีกเห็นจากที่สลบไปเพราะกลัวเื”
“ฮ๊ะ.!! คะ..ใครกลัวเืกันล่ะฉันไม่ได้กลัวซะหน่อย” เหม่ยจูเลิ่กลั่กเพราะไม่อยากเสียฟอร์มแต่ถึงอย่างนั้นดูเหมือนชายหนุ่มจะรู้ทัน จึงลอบยกมุมปากข้างหนึ่งขึ้น
เมื่อั์ตาคู่สวยส่องออกนอกหน้าต่างเห็นเป็เวลามืดแล้วเธอจึงอยากที่จะกลับบ้าน เพราะกลัวพ่อและน้องชายจะเป็ห่วงเอา “เอ่อ…ยังไงฉันก็ต้องขอบคุณที่ช่วยทำแผลให้นะคะ..”
ใบหน้าเรียวมนก้มลงเล็กน้อย เพื่อแสดงความขอบคุณก่อนจะวิ่งปรี่กลับบ้านอย่างไม่สังเกตสังกาอะไรว่าที่นั่นคือที่ไหน
….ปล่อยให้คนหนุ่มได้แต่เพียงยืนมองแผ่นหลังของเธอจนลับตาไปพร้อมกับปากหยักที่ถูกยกขึ้นเล็กน้อย