ระบบตระกูลท้าปฐพีย่ำสวรรค์ 【จบ】

    เล่มที่ 3 บทที่ 71 กำหนดให้อยู่ยงคงกระพันตลอดกาล ลู่ชิงฉานรับใช้ยามราตรี มหาเซียนกระดูกขาว

            “ท่านอาจารย์เช่นนี้...”

            ฉู่เยวี่ยดวงตาเป็นประกายหัวใจเต้นแรงด้วยความตื่นเต้น

            ลู่ชิงฉานในยามนี้แตกต่างจากยามปกติโดยสิ้นเชิงความเยือกเย็นและเข้มงวดหายไปราวกับนางฟ้าที่จุติลงมายังโลกมนุษย์ เปื้อนไปด้วยกลิ่นอายของธุลีแดงไม่ใช่เซียนสาวผู้สูงส่งอีกต่อไป

            แต่เช่นนี้...กลับยิ่งเพิ่มเสน่ห์ที่แตกต่างออกไปมากยิ่งขึ้น

            ลู่ชิงฉานในอดีตแม้จะงดงามไร้ที่ติ บริสุทธิ์และเยือกเย็น ทว่ากลับดูเลือนรางเกินไป ราวกับเซียนบนสวรรค์ที่มิอาจเอื้อมถึง

            แต่ลู่ชิงฉานในยามนี้กลับตกลงมายังโลกมนุษย์มีความเป็นไปได้ที่จะได้ใกล้ชิด

            ท่าทางเช่นนี้...ทำให้ฉู่เยวี่ยมองดูจนแทบจะหลงใหล

            “เยวี่ยเอ๋อร์...”

            ขณะที่ฉู่เยวี่ยกำลังเพ้อฝันเสียงทุ้มของซูฉางเซิงก็ดังขึ้นพร้อมน้ำเสียงหยอกเย้า

            “ต่อไปนี้ ชิงฉานจะเป็นน้องหญิงของเจ้าแล้ว เจ้าต้องเรียกนางว่าน้องหญิง ส่วนนางก็ต้องเรียกเจ้าว่าพี่หญิงอย่าลืมล่ะ!”

            น้ำเสียงกระเซ้าของซูฉางเซิงยังแฝงไว้ด้วยความจริงจัง

            นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น

            ลู่ชิงฉานได้ล่วงเกินเขา

            ซูฉางเซิงย่อมต้องลงโทษและนี่คือบทลงโทษที่มิอาจเปลี่ยนแปลงได้

            แน่นอนว่าในนั้นก็มีความสนุกสนานของซูฉางเซิงอยู่ด้วย

            ชีวิตของผู้บำเพ็ญเพียรนั้นยาวนานเพียงใดหรือ

            อนาคตของซูฉางเซิงนั้นยาวไกลเกินกว่าจะจินตนาการได้ถูกกำหนดให้อยู่ยงคงกระพันตลอดกาล

            ดังนั้นจึงต้องรักษาจิตใจที่อ่อนเยาว์เอาไว้

            “หือ”

            เมื่อได้ยินเช่นนี้ฉู่เยวี่ยก็ตกตะลึง นี่เป็นเรื่องจริงหรือ

            ต้องเรียกน้องหญิงจริงๆรึ

            ฉู่เยวี่ยมองไปยังท่านอาจารย์ด้วยทีท่าระมัดระวังพบว่าใบหน้างามของนางดำคล้ำลงอย่างเห็นได้ชัด

            ทั่วร่างแผ่รังสีอำมหิตน่ากลัว

            ทว่าภายใต้พลังของพันธนาการลู่ชิงฉานในยามนี้ไม่อาจขยับเขยื้อนได้ กระทั่งจะต่อต้านก็ไม่ไหว

            ได้แต่กัดฟันกรอดด้วยความโกรธแค้นในอก

            “พวกเจ้าลองเรียกกันสักครั้งให้ข้าฟังหน่อยสิ!” เมื่อเห็นฉากนี้ซูฉางเซิงก็รู้สึกเพลิดเพลินใจนัก ถือถ้วยชาในมือด้วกิริยาดูสบายๆ

            ฉู่เยวี่ยใบหน้าแข็งค้างศีรษะชา

            ลู่ชิงฉานก็ไม่ต่างกันดวงตาเริ่มแดงก่ำ

            เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในวันนี้ ทำให้นางรู้สึกอับอายและขายหน้ายิ่งกว่าที่เคยพบเจอมาตลอดหลายร้อยปี

            “...”

            ในขณะนี้แม้แต่หลินเหมี่ยวก็ทนดูไม่ได้ ความสะใจก่อนหน้านี้หายไปจนหมดสิ้น

            อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะไม่สะใจแล้ว ทว่าในใจกลับรู้สึกแปลกประหลาด

            นางก็อยากเห็นฉากนั้นเช่นกันราวกับว่า...มันน่าตื่นเต้นดี

            ด้านข้างหวังซีผู้มีรูปโฉมงดงามราวนางฟ้าในชุดกระโปรงยาว กำลังกะพริบตาและมองดูอย่างตั้งใจราวกับกลัวว่าจะพลาดกระไรไป

            “...”

            ภายใต้ครรลองสายตาของทุกผู้ลู่ชิงฉานกำมือแน่น ใบหน้าเต็มไปด้วยความอับอายและไม่ยอมแพ้ ทั้งโกรธแค้นและเสื่อมหน้า

            นางคือเซียนกระบี่เฟยอวี่ผู้สูงส่งเมื่อใดจะต้องมาประสบกับความอดสูเช่นนี้หรือ

            หากทำได้นางอยากจะฆ่าตัวตายเพื่อหลีกเลี่ยงความอับอายจากซูฉางเซิง

            “อึก...”

            ฉู่เยวี่ยก็ตื่นเต้นเช่นกันใบหน้างามขมวดคิ้วแน่น หัวใจเต้นแรงด้วยความกลัวระคนตื่นเต้น ราวกับกำลังทำลายข้อห้ามบางประการ

            “น้อง...น้องหญิง...”

            หลังจากลังเลอยู่นานในที่สุดนางก็เปล่งเสียงเบาๆ ออกมา

            คำพูดไม่กี่คำนี้...ราวกับขวานยักษ์ที่ผ่าแยกสวรรค์และพิภพ ดุจดั่งกระบี่ที่ฟาดฟันผ่านกาลเวลาทำเอาลู่ชิงฉานถึงกับชะงักค้าง ใจของกระบี่สั่นสะท้านรุนแรง

            ใบหน้างามที่เยือกเย็นและงดงามบัดนี้แดงก่ำ ผิวขาวผ่องราวหยกมีตุ่มเล็กๆ ขึ้นเต็มไปหมด ความคิดมากมายพลุ่งพล่านเข้ามาในอก

            ทำให้นางไม่เข้าใจว่าตนเองกำลังคิดกระไรอยู่มีเพียงความสับสนวุ่นวาย สมองเละเหมือนโจ๊ก

            หวังซีและหลินเหมี่ยวที่อยู่ด้านข้างก็ตกตะลึงเช่นกันนางเรียกออกมาจริงๆ หรือ

            ฉากที่ทำลายกฎเกณฑ์และข้อห้ามนี้

            ทำให้หัวใจของคนทั้งสองเต้นแรงแทบจะร้องออกมา

            ขะ...ข้าเรียกออกมาจริงๆ !

            หัวใจของฉู่เยวี่ยก็วุ่นวายเช่นกันทั้งสับสนและตื่นเต้น ประหนึ่งได้ทำลายบางสิ่งบางอย่างลงไป

            “ชิงฉาน เหลือเพียงเจ้าแล้ว!” ซูฉางเซิงจิบชาสบายๆ ดวงตาทอแสงมองไปยังลู่ชิงฉานที่กำลังตกตะลึง แล้วพูดเสียงเรียบๆ

            “...”

            ลู่ชิงฉานเงียบนางอยากจะปฏิเสธ ทว่าภายใต้พลังของพันธนาการ นางมิอาจต่อต้านได้เลย

            “พี่...พี่หญิง...”

            หลังจากเวลาผ่านไปนานนางก็เผยอริมฝีปากเล็กน้อย พึมพำคำไม่กี่คำออกมาอย่างแผ่วเบา

            คำพูดไม่กี่คำนี้ราวกับใช้พลังทั้งหมดในร่างกายทันทีที่เปล่งเสียงออกมาก็มีสีหน้าอ่อนล้า ดวงตาว่างเปล่าราวกับถูกเล่นจนพัง

            ไม่ควรกระตุ้นมากเกินไป!

            ซูฉางเซิงเหลือบมองนางรู้สึกตกใจเล็กน้อยและรู้ว่านางถึงขีดจำกัดแล้ว

            หากกระตุ้นต่อไปอีกเกรงว่าใจของกระบี่จะแตกสลายและพังทลายลง

            หากเป็นเช่นนั้นก็ไม่ใช่สิ่งที่ซูฉางเซิงต้องการเห็นเช่นกัน

            เพราะเมื่อเทียบกับลู่ชิงฉานที่ต้องตกลงมาแปดเปื้อนบนโลกมนุษย์เขาอยากเห็นเซียนกระบี่เฟยอวี่ผู้สูงส่งและเยือกเย็นมากกว่า         

            “วันนี้พอแค่นี้เถิด!”

            เมื่อคิดเช่นนี้ซูฉางเซิงวางถ้วยชาลงแบบสบายๆ

            เมื่อได้ยินเช่นนี้ไม่เพียงฉู่เยวี่ยและคนอื่นๆ จะตกใจเท่านั้น แม้แต่ลู่ชิงฉานก็เงยหน้าขึ้นมองซูฉางเซิงด้วยความตกตะลึงในดวงตา

            ชายที่ชั่วร้ายยิ่งกว่าราชาปีศาจจากต่างมิติผู้นี้...ปล่อยนางไปเช่นนี้หรือ

            “เหตุใด...เจ้ายังอยากให้ดำเนินต่อไปอีกรึ” เมื่อเห็นท่าทางตกตะลึงของลู่ชิงฉาน ซูฉางเซิงก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย และพูดด้วยรอยยิ้ม

            “ข้าไม่ได้พูดเช่นนั้น!”

            ลู่ชิงฉานรีบหลบสายตา

            ราวกับว่านางได้สติกลับคืนมาใจของกระบี่กลับมามั่นคงอีกครั้ง ก่อนกล่าวเสียงเย็นชา

            ท้ายที่สุดแล้วนางก็ยังคงเป็นอัจฉริยะผู้เหนือชั้น ภายในไม่กี่ร้อยปีก็กลายเป็นราชานักบุญ เทียบเท่ากับผู้ยิ่งใหญ่ในวัยหนุ่มใจของกระบี่นั้นมั่นคงอย่างยิ่ง

            หากไม่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่องนางก็คงไม่เสียกิริยาเช่นนี้

            เมื่อเห็นฉากนี้ซูฉางเซิงก็พยักหน้า นี่คือท่าทางที่ผู้ยิ่งใหญ่ควรมี

            ทว่าหากเป็นเช่นนี้เขาก็จะยิ่งสนใจในการฝึกฝนนางมากขึ้น

            “ชิงฉาน ภารกิจต่อไปของเจ้าคือการกำจัดสามมหาอำนาจ!”

            ซูฉางเซิงมองไปยังลู่ชิงฉานและสั่งการ

            “ได้!”

            ลู่ชิงฉานตอบรับด้วยน้ำเสียงเย็นชา

            ในเมื่อมิอาจฝืนความจริงได้นางก็จะลองยอมรับความจริงไว้ชั่วคราว และระบายความอับอายที่ได้รับในวันนี้ออกไปยังเซียนของสามมหาอำนาจ

            ดวงตาของลู่ชิงฉานราวกับกำลังลุกไหม้ด้วยเพลิงโทสะ

            “ส่วนเยวี่ยเอ๋อร์ ในเมื่อข้าได้กล่าวว่าจะมอบทรัพยากรที่ดีที่สุดให้เจ้าแล้วข้าก็จะไม่คืนคำ ข้าจะช่วยเจ้าเปิดใช้งานร่างกายของเจ้า!”

            จากนั้นซูฉางเซิงก็หันไปมองฉู่เยวี่ยและพูดเบาๆ

            “ร่างกายหรือ”

            เมื่อได้ยินเช่นนี้หลินเหมี่ยวและหวังซีล้วนมองไปยังฉู่เยวี่ยด้วยความประหลาดใจ ในใจครุ่นคิด

            ไม่น่าแปลกใจที่เซียนกระบี่เฟยอวี่อย่างลู่ชิงฉานจะรับนางเป็นศิษย์กระทั่งติดตามมาด้วยตนเองเพื่อช่วยนางถอนการแต่งงาน ดูเหมือนว่านางจะมีร่างกายที่พิเศษบางอย่าง

            “ขอบพระคุณท่านสามี!”

            ฉู่เยวี่ยพยักหน้าใบหน้าแดงก่ำเล็กน้อย

            นางเป็นสตรีที่ค่อนข้างยึดติดกับประเพณีในเมื่อได้ตกลงแต่งงานกันแล้วและเรียกว่าสามี

            นางก็ยอมรับซูฉางเซิง

            “...”

            เดิมทีลู่ชิงฉานมีสีหน้าเย็นชาไม่พูดกระไร ราวกับเซียนกระบี่ผู้สูงส่ง ทว่าเมื่อเห็นท่าทางขี้อายของฉู่เยวี่ย ก็เกือบจะเสียกิริยา

            สุดท้ายนางก็ยุ่งอยู่ครึ่งค่อนวันไม่เพียงช่วยศิษย์ไม่ได้ แถมยังพาตัวเองเข้ามาพัวพันด้วย!

            “ทะ...ท่านฉางเซิง ข้าอยากจะไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ของสามมหาอำนาจก่อน!”

            ยิ่งคิดลู่ชิงฉานก็ยิ่งโกรธ หลังจากลังเลอยู่นาน ในที่สุดนางก็อดไม่ได้ที่จะพูดขึ้นมา

            บรรยากาศที่นี่น่าอึดอัดเกินไปและนางกลัวว่าหากอยู่ต่อไป ซูฉางเซิงจะเสนอข้อเรียกร้องที่น่ากลัวออกมาอีก

            “โอ้หรือ ได้ ไม่เลวนี่ที่มีความคิดเช่นนี้!” ซูฉางเซิงมองมาด้วยความประหลาดใจเข้าใจความคิดของนาง แต่ก็ยังพยักหยัดยิ้ม

            เพียงแต่ในขณะที่ลู่ชิงฉานถอนหายใจด้วยความโล่งอกและกำลังจะเดินออกไปเสียงแผ่วเบาก็พลันดังขึ้น

            “อย่าลืมมารับใช้ยามราตรีด้วยเล่า!”

            ลู่ชิงฉานเซเล็กน้อยจากนั้นก็เดินเร็วขึ้น ร่างของนางหายวับไปในพริบตา

            “ท่านสามี...แล้วข้าเล่า”

            เมื่อเห็นท่านอาจารย์จากไปฉู่เยวี่ยก็มองไปยังซูฉางเซิงด้วยแววตาเว้าวอน

            โดยปกติแล้วเวลานี้นางจะบำเพ็ญเพียรอย่างหนัก หรือออกไปทำภารกิจ สังหารสัตว์ร้ายหรือศัตรู

            ไม่เคยอยู่กับบุรุษเพศอื่นในห้องเดียวกันนานถึงเพียงนี้มาก่อน

            โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุรุษผู้นี้ยังเป็นสามีในอนาคตของนางอีกด้วย

            “อืม เยวี่ยเอ๋อร์ มาให้สามีตรวจร่างกายหน่อย~” ซูฉางเซิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งมองไปยังฉู่เยวี่ยที่กำลังวิตกกังวลด้วยรอยยิ้มสดใส

            “เอ๋!”

            ฉู่เยวี่ยตกใจ

            ทว่าภายใต้คำสั่งของซูฉางเซิงนางก็ต้องเดินเข้าไปหาเขาด้วยใบหน้าแดงก่ำ

            ซูฉางเซิงกำลังตรวจร่างกายให้ฉู่เยวี่ยจริงๆเพื่อที่จะรู้ว่านางมีร่างกายเช่นใดในสองประเภทนั้น

            เพียงแต่ในตอนแรกยังดูจริงจังทว่าบรรยากาศก็ค่อยๆเปลี่ยนไป

            ในท้ายที่สุดแม้แต่หลินเหมี่ยวและหวังซีก็ได้รับผลกระทบไปด้วย ใบหน้าแดงก่ำเหล่านั้นถูกดึงเข้ามาร่วมวงด้วย

            ในที่สุดซูฉางเซิงก็รู้ว่าร่างกายของฉู่เยวี่ยคือร่างกระบี่ไท่สื่อ ซึ่งเกี่ยวข้องกับวิถีแห่งกาลเวลา

            ...

            สามวันต่อมาตระกูลหวัง

            ตูม!

            ในท้องฟ้าอันไกลโพ้นค่ายกลเคลื่อนย้ายปรากฏขึ้นทีละแห่ง พร้อมกับบุคคลผู้อาวุโสจำนวนมาก

            ทุกคนล้วนแผ่รัศมีน่าเกรงขามและพลังปราณอันน่าสะพรึง

            คนเหล่านี้มาจากสำนักต่างๆได้แก่ ตระกูลหลิง สำนักเทพโลหิต และสำนักกระดูกขาว

            บุคคลผู้อาวุโสของทั้งสามสำนักต่างกัน

            ศิษย์ของตระกูลหลิงดูเป็นปกติที่สุดเพียงแค่สวมชุดของตระกูล พลังปราณที่แผ่ออกมาก็บริสุทธิ์และทรงพลัง ไร้ซึ่งสิ่งแปลกปลอมใดๆ

            ส่วนสำนักเทพโลหิตและสำนักกระดูกขาวนั้นแปลกกว่ามาก

            พวกเขาสวมชุดสีแดงเลือดและประดับประดาด้วยกระดูกพลังปราณวกวนชั่วร้าย ราวกับปีศาจจากต่างมิติที่ผู้คนล้วนหวาดกลัว

            นี่คือลักษณะของผู้บำเพ็ญเพียรแห่งวิถีมาร

            ตูม!

            ทันทีที่บุคคลผู้อาวุโสเหล่านี้ปรากฏตัวพวกเขาก็ก้าวขึ้นไปบนท้องฟ้า ล้อมรอบดินแดนของตระกูลหวัง พลังปราณอันน่ากลัวพวยพุ่งออกมากระแทกเข้าใส่เมืองโบราณทั้งเมือง

            ทำให้ผู้บำเพ็ญเพียรและมนุษย์นับล้านในเมืองโบราณของตระกูลหวังหวาดกลัวสมาชิกตระกูลหวังล้วนเอามือทาบอก

            ตูม!ตูม! ตูม!

            ในขณะเดียวกันเซียนห้าคนก็ก้าวออกมาจากทั้งสามสำนัก ทุกคนต่างแผ่รัศมีอันศักดิ์สิทธิ์ กระแทกเข้าใส่ค่ายกลศักดิ์สิทธิ์ของตระกูลหวัง

            เพียงแค่ปะทะกันครั้งเดียวค่ายกลศักดิ์สิทธิ์ของตระกูลหวังก็สั่นสะท้านอย่างแรงจนแทบจะแตกสลาย

            “หวังอวี่ ออกมาพบข้าเดี๋ยวนี้!”

            ในบรรดาเซียนทั้งห้าคนผู้อาวุโสชุดแดงจากสำนักเทพโลหิตเอ่ยขึ้น ดวงตาของเขาเป็นประกายและตะโกนเสียงดัง

            ปัง!

            เสียงอันน่าสะพรึงกลัวดังก้องไปทั่วหมื่นลี้สั่นสะเทือนแผ่นดิน ทำให้ผู้บำเพ็ญเพียรนับไม่ถ้วนล้วนหวาดกลัว

            เซียนทั้งห้าแห่งตระกูลหวังจบสิ้นแล้ว!

            “หึ ไอ้แก่หวังอวี่ ตกลงกันแล้วว่าจะให้เวลาตัดสินใจ ทว่าผ่านไปนานถึงเพียงนี้ยังไม่ให้คำตอบ คิดว่าเรากลัวซูฉางเซิงหรืออย่างไร”

            เซียนอีกคนจากสำนักเทพโลหิตพูดด้วยเสียงเยาะเย้ย

            “ต่อให้ซูฉางเซิงแข็งแกร่งเพียงใด เขาก็เป็นเพียงราชานักบุญ ฝั่งเรามีนางพญากระดูกขาวอยู่เชื่อว่าเขาคงไม่กล้าทำกระไรนางหรอก!”

            เซียนจากตระกูลหลิงพูดด้วยรอยยิ้มพลางมองไปยังสตรีจากสำนักกระดูกขาวด้วยความนอบน้อม

            นางเป็นสตรีที่งดงามสวมชุดบางเบา ผิวขาวผ่องดุจหิมะ บนร่างกายและใบหน้ามีลวดลายสีเขียวแปลกประหลาด

            นางนั่งอยู่บนบัลลังก์ดอกบัวที่ทำจากกระดูกปราณอำมหิตและพลังปราณกลิ่นอายศพพวยพุ่งออกมา ราวกับมังกรที่แท้จริง ในมือนางถือหัวกะโหลกสีทองที่แผ่รัศมีอันศักดิ์สิทธิ์

            นี่คือหัวกะโหลกของพระพุทธองค์

            ข้างๆนางมีร่างหนึ่งปกคลุมไปด้วยหมอกดำ มองไม่เห็นใบหน้า แต่ยืนอยู่ข้างหลังนาง แสดงให้เห็นว่าเป็นองครักษ์

            นี่ก็เป็นเซียนเช่นกันเป็นบุคคลผู้อาวุโสของสำนักกระดูกขาว ทว่ารับคำสั่งจากนางพญากระดูกขาวโดยตรง

            “คิกๆ...ทุกท่านอย่าได้ยกยอข้าเลย ข้าเป็นเพียงเซียน ส่วนเซียนฉางเซิงนั้นเป็นถึงราชานักบุญนี่ข้ามิอาจเทียบได้!”

            เมื่อได้ยินเช่นนี้นางพญากระดูกขาวก็หัวเราะคิกคัก เสียงหัวเราะแหลมเล็กแต่ก็น่าฟัง มีมนตร์สะกดแปลกประหลาด

            “หึๆ นางพญาพูดถ่อมตัวเกินไป ผู้ใดๆ ก็รู้ว่าท่านเป็นที่โปรดปรานของท่านผู้สูงส่งหากไม่มีท่าน พวกเราก็คงไม่กล้าลงมือกับตระกูลหวังเช่นนี้!”

            เซียนจากสำนักเทพโลหิตที่พูดคนแรกเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงประจบสอพลอ

            “คิกๆๆ... ข้าไม่ได้มีเสน่ห์มากถึงเพียงนั้น นี่เป็นเพียงคำสั่งของท่านผู้สูงส่งท่านผู้สูงส่งกำลังฝึกฝนวิชาเพื่อฝ่าขีดจำกัด ต้องการโลหิตของสิ่งมีชีวิตนับล้าน”

            “นอกจากนี้ ยังต้องการร่างกายของเซียนอีกด้วย หากเป็นราชานักบุญก็จะยิ่งดี!”

            นางพญากระดูกขาวพูดด้วยรอยยิ้ม

            เมื่อได้ยินเช่นนี้เซียนหลายคนก็รู้สึกหวาดกลัว เข้าใจความคิดของอีกฝ่ายได้ทันที

            นี่คือต้องการจะล่าเซียนฉางเซิง!

            “หัวกะโหลกของเซียนฉางเซิง คงจะไม่เลว คงจะดีกว่าหัวกะโหลกของพระงั่งนี่มากโข”

            นางพญากระดูกขาวพูดอีกครั้งนางยกหัวกะโหลกสีทองในมือขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ

            เมื่อเห็นเช่นนี้เซียนหลายคนก็ขมวดคิ้ว

            พวกเขารู้ที่มาของหัวกะโหลกนี้มันเป็นของพระพุทธรูประดับเซียนขั้นที่เก้าที่มาเยือนทวีปเจินเซิ่ง และเมื่อเห็นนางพญากระดูกขาวก่อความวุ่นวาย

            จึงต้องการปราบปรามนาง

            ด้วยพลังของพระพุทธองค์ระดับเซียนขั้นที่เก้าการปราบปรามนางพญากระดูกขาวที่เป็นเซียนขั้นที่สามนั้นง่ายดายยิ่ง

            ทว่าผลลัพธ์กลับเหนือความคาดหมายพระพุทธองค์สิ้นชีพ หัวกะโหลกกลายเป็นสมบัติของนางพญากระดูกขาว

            นี่คือเหตุผลที่ทุกคนต่างยำเกรงนางพญากระดูกขาว

            เพราะเบื้องหลังนางมีมหาเซียนอยู่นามว่ามหาเซียนกระดูกขาว

            “ฮ่าๆ หากนางพญากระดูกขาวลงมือ เซียนฉางเซิงต้องตกตายเป็นแน่แท้ หัวกะโหลกก็จะเป็นสมบัติของนางพญา!”

            “ใช่ ราชานักบุญแล้วอย่างไร ต่อหน้ามหาเซียนก็เป็นเพียงมดปลวก!”

            “พวกเรายินดีรับใช้นางพญา!”

            เซียนหลายคนต่างยกหางจนนางพญากระดูกขาวผุดยิ้มสดใสมีเสน่ห์ออกมา

            “...”

            ภายในตระกูลหวังลู่ชิงฉานยืนถือกระบี่ ดวงตาเย็นชา มองไปยังเซียนหลายคนที่อยู่นอกค่ายกล

            ด้วยพลังของนางแม้จะอยู่ในค่ายกลของตระกูลหวัง นางก็ยังได้ยินบทสนทนาของคนเหล่านั้นอย่างชัดเจน ในใจเปี่ยมล้นความเคียดแค้น

            แม้ว่านางจะเกลียดและโกรธแค้นที่เขาทำให้ขายหน้าอยากจะใช้กระบี่ฟันเขาสักสองสามครั้ง ทว่านางก็ต้องยอมรับว่าพลังของเขาแข็งแกร่งจริงๆ

            บุคคลเช่นเขาต่อให้จะสังหาร ก็ควรเป็นนางที่ลงมือ ไม่ใช่ให้ขยะอ่อนแอเหล่านี้มาวิพากษ์วิจารณ์ตามอำเภอใจ

            “หึย ไอ้สารเลวซูฉางเซิง!”

            เมื่อนึกถึงชายผู้นั้นลู่ชิงฉานก็นึกถึงสามคืนที่แล้ว คืนที่ซูฉางเซิงเรียกนางไปรับใช้ยามราตรี คืนที่ทำให้นางพังทลาย

            แม้ว่าจะไม่ได้ไปถึงขั้นสุดท้ายทว่าลูกเล่นของซูฉางเซิงนั้นเกินกว่าที่นางจะจินตนาการได้

            ซูฉางเซิงไม่เพียงให้นางใช้มือกำกระบี่... แถมยังอยากให้นางกลืนมันลงไปอีกด้วย

            เมื่อนึกถึงความทรงจำที่ทำให้ใจกระบี่สั่นคลอนลู่ชิงฉานก็รู้สึกโกรธและแค้นเซียนของสามมหาอำนาจอย่างมาก

            วันนี้คนเหล่านี้ไม่มีผู้ใดรอดไปได้

            “ท่าน...เราควรจะออกไปพบพวกเขาหรือไม่!” เซียนของตระกูลหวังที่อยู่ด้านข้างรู้สึกหวาดกลัวต่อรังสีอำมหิตของลู่ชิงฉานแล้วพูดด้วยความกังวล

            ในขณะเดียวกันก็ชื่นชมในใจสมกับเป็นเซียนฉางเซิง ภายในไม่กี่วันก็ปราบเซียนกระบี่ผู้งดงามและเยือกเย็นผู้นี้ได้

            “ไป!”

            ลู่ชิงฉานพูดเบาๆ

            “พวกเขาออกมาแล้ว!”

            ในไม่ช้าด้านนอก ขณะที่เซียนหลายคนกำลังจะทุบค่ายกลของตระกูลหวังด้วยความหงุดหงิด พวกเขาก็เห็นเซียนของตระกูลหวังและคนอื่นๆเดินออกมาจากค่ายกลด้วยดวงตาเป็นประกาย

            “ดี ออกมาแล้ว!”

            เซียนจากสำนักเทพโลหิตแสยะยิ้มพวกเขาตัดสินใจที่จะสังหารหมู่ตระกูลหวัง

            “หืม สตรีนางนี้ช่างงดงาม ควรค่าแก่การสังหาร!” ด้านข้างนางพญากระดูกขาวดวงตาเย็นเยียบ เมื่อเห็นลู่ชิงฉานผู้สง่างามก็รู้สึกอิจฉายิ่งนัก ในใจเอ่อล้นความปรารถนาที่จะฆ่า

            “หวังอวี่ ข้าจะให้โอกาสเจ้าครั้งสุดท้าย ยอมสยบต่อพวกเรา ข้าจะไว้ชีวิตตระกูลหวัง!”

            เซียนจากตระกูลหลิงก้าวไปข้างหน้าด้วยรอยยิ้มชั่วร้าย

            “ตูม!”

            เพียงไม่กี่อึดใจต่อมากระบี่ที่น่าขนพองสยองเกล้าก็ปะทุขึ้น

    คล้ายกับเรื่องระบบตระกูลท้าปฐพีย่ำสวรรค์ 【จบ】 ที่คุณอ่าน