เขาลืมตาขึ้นมาพร้อมกับรสชาติของดินในปาก
ความรู้สึกแรกคือความเ็ป ฝ่ามือทั้งสองแนบอยู่กับพื้นดินแข็งกระด้าง เขาพยายามลุกขึ้นช้าๆ ร่างกายสั่นเล็กน้อย มองไปรอบๆ ด้วยสายตาที่ยังไม่โฟกัส
ที่นี่คือที่ไหน?
ฉันคือใคร?
คำถามสองข้อดังขึ้นพร้อมกัน แต่ไม่มีคำตอบใดลอยออกมาจากความทรงจำที่มืดสนิท ไม่มีชื่อ ไม่มีใบหน้าที่คุ้นเคย ไม่มีแม้แต่เสียงที่เคยได้ยิน มีแต่ความว่างเปล่าที่กว้างและลึกจนน่าสะพรึง
เขาลุกขึ้นยืน แล้วสิ่งที่เห็นก็ทำให้หยุดนิ่ง
ลานกว้างรูปสี่เหลี่ยม พื้นดินอัดแน่นสีน้ำตาลเข้ม ขอบทุกด้านล้อมด้วยกำแพงคอนกรีตที่สูงจนต้องแหงนคอมอง ไม่มีประตู ไม่มีรอยแตก ไม่มีทางออก กำแพงมันตันและหนาอย่างที่สายตาบอกได้โดยไม่ต้องพิสูจน์
และเขาไม่ได้อยู่คนเดียว
รอบลานมีเด็กราวสิบสองถึงสิบห้าคน บางคนยังนอนอยู่กับพื้น บางคนลุกขึ้นนั่งแล้วมองไปรอบๆ ด้วยสายตาตื่นตระหนก ทุกคนดูมีอายุไล่เลี่ยกัน ไม่มีใครแก่กว่าสิบห้า ไม่มีใครเล็กกว่าสิบสอง
ไม่มีใครดูรู้ว่าตัวเองอยู่ที่นี่ได้อย่างไร
"นี่คือที่ไหน?" เด็กผู้หญิงผมสั้นลุกขึ้นพูดก่อน เสียงสั่นเล็กน้อยแต่พยายามข่มไว้
"ฉันก็ไม่รู้" เด็กผู้ชายร่างสูงตอบ "ตื่นมาก็อยู่ที่นี่แล้ว"
"ฉันด้วย"
"ฉันด้วยเหมือนกัน"
เสียงตอบรับดังขึ้นทีละเสียง ความสับสนร่วมกันที่ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย
เขายืนฟังอยู่เงียบๆ สมองทำงานเป็ระบบโดยไม่รู้ตัว กวาดสายตาประเมินกำแพง ระยะห่างระหว่างคน จำนวนทางออกที่เป็ศูนย์ มีบางอย่างในหัวที่สังเกต วิเคราะห์ และประเมินสถานการณ์อย่างเป็ขั้นตอน แม้จะจำชื่อตัวเองไม่ได้ก็ตาม
แล้วเสียงนั้นก็ดังขึ้น
แพล็ก!
เสียงปืนกระชากทุกคนให้ะโสะดุ้ง มีเสียงกรี๊ดแว่วขึ้น คนอื่นๆ ทรุดตัวหรือถอยหลังด้วยสัญชาตญาณ
เด็กผู้ชายคนหนึ่งที่ยืนอยู่กลางลานล้มลงโดยไม่มีเสียง ร่างกระแทกพื้นแข็ง แล้วก็นิ่ง
ทุกคนแข็งตัว
"ฟังให้ดี"
เสียงผู้ชายดังมาจาก้ากำแพง แข็งและแห้งราวกับไม่เคยอุ่นมาก่อน "พวกแกโชคดีที่ตื่นมาในเช้าวันนี้ แต่โชคดีแค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับพวกแกเอง แสดงความสามารถออกมา ถ้าไม่อยากนอนแน่นิ่งแบบเ้าโง่นั่น"
เงียบ
เงียบสนิทจนได้ยินเสียงลมพัดผ่านขอบกำแพง
ทุกคนมองหน้ากัน บางคนเริ่มขยับมือ ขยับขา ราวกับกำลังตรวจสอบว่าร่างกายตัวเองยังใช้ได้ไหม บางคนก้าวถอยหลังชิดกำแพง บางคนยืนนิ่งและกลัวจนขยับไม่ได้
แต่เขา เขาเดินไปหาเด็กที่ล้มอยู่กลางลาน
"เฮ้! อย่าออกไปกลางลาน!" มีเสียงเตือนจากข้างหลัง
เขาไม่หยุด
ระยะสามเมตรนั้นเขาเดินด้วยก้าวสม่ำเสมอ ไม่วิ่ง ไม่รีบ เพราะการวิ่งในสถานการณ์ที่คนถือปืนอยู่้านั้นอันตรายกว่า เขาคุกเข่าลงข้างๆ ร่างของเด็กคนนั้นและเริ่มตรวจสอบอย่างรวดเร็ว
าแที่ต้นขาด้านนอก เืซึมออกมาแต่ยังไม่มาก ลมหายใจที่หน้าอก เบาแต่ยังมีจังหวะ ชีพจรที่ข้อมือ เร็วและอ่อนแรง
ยังไม่ตาย
มีบางอย่างในหัวที่ทำงานโดยอัตโนมัติ ราวกับกล้ามเนื้อที่จำการเคลื่อนไหวได้โดยไม่ต้องสั่ง มือของเขาฉีกชายเสื้อออกเป็แถบยาว พับเป็สองชั้นแล้วกดลงที่าแ นิ้วสองนิ้วกดที่จุดด้านในต้นขาตรงจุดที่หลอดเืแดงใหญ่วิ่งผ่าน
เืชะลอลงภายในไม่กี่วินาที
"...แกทำอะไรอยู่?" เด็กผู้หญิงผมสั้นเดินเข้ามาใกล้ขึ้น เสียงต่ำลงจนเกือบเป็การกระซิบ
"ห้ามเื" เขาตอบสั้นๆ โดยไม่หันหน้า "ะุเฉี่ยวต้นขา ไม่ได้ทะลุ เขาแค่ช็อคและเสียเื ถ้าห้ามเืได้เร็วพอเขาจะไม่ตาย"
"แกรู้ได้ยังไง?"
เขาหยุดมือชั่วครู่
รู้ได้ยังไง... เขาก็ไม่รู้เหมือนกัน มันแค่อยู่ในหัว ชัดเจนราวกับเคยทำมาแล้วนับร้อยครั้ง ตำแหน่งของหลอดเื วิธีประเมินความรุนแรงของาแ ลำดับขั้นตอนที่ต้องทำ ทุกอย่างอยู่ครบ แม้ชื่อของตัวเองจะไม่อยู่ก็ตาม
"ไม่รู้" เขาตอบตรงๆ "แต่มันถูกต้อง"
เขาผูกแถบผ้าให้แน่นพอดี ไม่รัดเกินจนตัดการไหลเวียนของเื ไม่หลวมเกินจนห้ามเืไม่อยู่ แล้วก็วางมือลงข้างๆ
ไม่กี่นาทีต่อมา เด็กชายที่นิ่งสนิทอยู่นั้นขยับนิ้วเบาๆ
มีเสียงหายใจยาวๆ จากคนรอบข้าง ราวกับทุกคนกลั้นหายใจมาตลอด
"เขายังไม่ตาย" เขาพูดขึ้นโดยไม่หันหลัง เสียงเงียบแต่ชัดเจน "และถ้าไม่มีใครรบกวน เขาจะฟื้นขึ้นมาเองได้"
เสียงจาก้ากำแพงเงียบมาตลอด แต่เขารู้สึกได้ว่ามีสายตาจับอยู่ที่เขาตลอดเวลา
เขาลุกขึ้นยืน หันมามองเด็กคนอื่นๆ ที่กำลังจ้องเขาด้วยสายตาต่างกัน บางคนงงงวย บางคนระแวง บางคนโล่งใจ
เขาไม่รู้ชื่อตัวเอง ไม่รู้มาจากไหน ไม่รู้ว่าทำไมถึงอยู่ที่นี่
แต่รู้สิ่งหนึ่ง
ในลานที่ทุกคนต้องพิสูจน์ว่าตัวเองคุ้มค่าที่จะมีชีวิตอยู่ เขาเพิ่งแสดงให้เห็นแล้วว่าเขาจะทำมันด้วยวิธีของตัวเอง
ไม่ใช่การทำลาย แต่เป็สิ่งที่ยากกว่านั้น
การทำให้คนมีชีวิตอยู่ได้
จบตอนที่ 1