ขอโทษทีคราวนี้ฉันไม่โง่ (มี e-book นะคะ)

    ตอนที่ 34 วิกฤติของบริษัทซูหลิว

            ‘บริษัทของเรายังเปิดทำการอยู่ค่ะ สินค้าที่คุณลูกค้าสั่งจะได้รับแน่นอน’

            ‘ต้องการขอค่ามัดจำสินค้าคืนหรือคะ ดิฉันขอรับเรื่องไว้ก่อน แล้วจะแจ้งให้ผู้รับผิดชอบติดต่อกลับนะคะ’

            ‘หากต้องการคืนสินค้าที่สั่งไปทั้งหมด เราต้องติดต่อส่วนงานที่เกี่ยวข้องก่อนค่ะ เราจะให้เจ้าหน้าที่รีบติดต่อกลับนะคะ’

            ‘อยากถอนตัวจากการเป็นพรีเซนเตอร์ (*นางแบบหรือนายแบบผู้นำเสนอสินค้า) กับบริษัทเราอย่างนั้นหรือคะ ดิฉันจะให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องติดต่อกลับนะคะ’

            ตั้งแต่เกิดข่าวลือเจ้าหน้าที่ฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ของบริษัทรับบทหนักในการทำงานที่สุด เพราะมีสายโทรเข้ามาไม่ขาดสาย ซูเจินจึงให้พนักงานจากแผนกอื่นมาช่วยรับโทรศัพท์ช่วยอีกแรง

            

            “เวลานี้ที่บริษัทของหลานคงยุ่งมาก มีอะไรที่ตาพอจะช่วยได้บ้างไหม” คุณตาเยี่ยถามหลานสะใภ้อย่างห่วงใย เพราะพวกเธอยังเด็กและขาดประสบการณ์ ท่านกลัวว่าพวกเธอจะรับมือกับสถานการณ์ตรงหน้านี้ไม่ไหว

            “ช่วงนี้พวกหนูยุ่งมากจริงๆ ค่ะคุณตา ปัญหาส่วนใหญ่ก็ได้รับการแก้ไขไปบ้างแล้ว คุณตาไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ พวกหนูรับมือได้” ซูเจินตอบ

            “ลูกพอจะรู้ต้นตอของข่าวลือหรือยัง” คุณพ่อเย่ถาม

            “ตอนนี้ต้องรอตรวจสอบให้แน่ชัดก่อนค่ะคุณพ่อ เมื่อเรารู้ที่มาที่ไปชัดเจนแล้ว เราถึงจะดำเนินการขั้นต่อไปได้” หลิวฟางซินเป็นผู้ตอบคำถามนี้

            “การมีคู่แข่งทางธุรกิจมันหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่การแข่งขันมันต้องอาศัยฝีมือไม่ใช่การลอบกัดแบบนี้ ถ้าพวกเธอรู้ตัวคนที่ปล่อยข่าวแล้ว พวกเธอต้องจัดการให้หนักเลยนะ” คุณพ่อเย่พูดอย่างโมโห

            ซูเจินและหลิวฟางซินปลอบใจผู้ใหญ่ทั้งสองคนอยู่นาน เพราะวิกฤติของบริษัทคราวนี้ถือว่าเป็นปัญหาที่ใหญ่มาก

     

            ขณะที่บริษัทซูเจินกำลังประสบกับวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ของบริษัท แต่สถานการณ์ของหลินกรุ๊ปกลับตรงกันข้าม สินค้าของพวกเขากลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง ลูกค้าทั้งรายเก่าและรายใหม่ต่างเข้ามาสั่งซื้อสินค้าเป็นจำนวนมาก

            “ที่ยอดขายของบริษัทเราเพิ่มมากขึ้น เป็นเพราะข่าวลือเสียหายที่เกิดขึ้นกับบริษัทซูหลิว พี่ขอถามเธอตรงๆ เธอมีส่วนเกี่ยวข้องกับข่าวลือที่เกิดขึ้นนี้หรือเปล่า” หลินเจิ้งฉีถามน้องสาว

            “มันจะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับฉัน พี่ใหญ่ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องเดือดร้อนเลยนี่คะ” หลินจิงจือพูดอย่างไม่ใส่ใจ

            “จิงจือ การทำธุรกิจเราต้องต่อสู้กันอย่างโปร่งใส หากสินค้าของเขาได้รับความนิยม เราก็ต้องทำให้สินค้าของเราให้ได้รับความนิยมขึ้นมา การที่เธอทำให้ชื่อเสียงของคู่แข่งเสียหายเพื่อเพิ่มยอดขายให้กับตัวเอง มันเท่ากับว่าเธอกำลังดูถูกสินค้าของบริษัทตัวเองอยู่นะ เพราะมันแสดงให้เห็นว่าเธอยังไม่มีความมั่นใจในสินค้าของเรา” 

            “พี่ใหญ่รู้หรือคะว่าข่าวลือนี้เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นฝีมือฉัน ฉันไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับข่าวลือนี้เลย พี่ใหญ่ไม่คิดบ้างเหรอคะว่ามันอาจจะเป็นฝีมือของคนอื่นก็ได้ พี่ใหญ่เคยเชื่อใจน้องสาวตัวเองบ้างไหมคะ”

            “ถ้ามันไม่ใช่ฝีมือเธอ พี่ก็ต้องขอโทษเธอด้วย แต่ถ้าเธอเป็นคนทำเรื่องนี้ขึ้นมา พี่ก็อยากจะให้เธอแก้ไขมัน บริษัทของเรากับบริษัทซูหลิวต้องแข่งขันกันอย่างสมศักดิ์ศรี เราไม่ควรที่จะขึ้นมายืนเป็นเบอร์หนึ่งเพราะการเหยียบหัวคนอื่นขึ้นไป”

            “ฉันคำนึงถึงแค่ผลลัพธ์เท่านั้นค่ะ”

            “จิงจือ ในอนาคตทั้งพี่และเธอต่างก็ต้องเป็นผู้สืบทอดกิจการนี้ต่อ เธอจะทำให้เส้นทางข้างหน้าของตัวเองยุ่งยากไปทำไม เธออาจจะคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องผูกมิตรกับใคร แต่พี่คิดว่าเราก็ไม่ควรเป็นศัตรูกับใครเหมือนกัน”

            “เราไม่เป็นศัตรูกับเขา แล้วถ้าเขาอยากเป็นศัตรูกับเราขึ้นมาล่ะคะ ไม่สู้เราตัดไฟแต่ต้นลมไปเลยไม่ดีกว่าเหรอ”

            “จิงจือ การบริหารกิจการไม่ใช่ว่าเราจะเอาแต่อารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องได้นะ” หลินเจิ้งฉียังโน้มน้าวน้องสาวต่อ

            “พูดไปพูดมา พี่ใหญ่ก็ไม่เชื่อฉันอยู่ดีว่าฉันไม่ใช่ต้นตอของข่าวลือ ฉันขอถามพี่ใหญ่สักคำว่าฉันยังเป็นน้องสาวของพี่อยู่ไหม หรือพี่เห็นว่าฉันเป็นศัตรูของพี่กันแน่ พี่ต้องการเป็นผู้สืบทอดกิจการเพียงคนเดียวใช่ไหมคะ”

            “จิงจือ! นี่เธอพูดอะไรออกมา พี่จะเห็นเธอเป็นศัตรูไปได้ยังไง ผู้สืบทอดอะไรนั่นพี่ก็ไม่เคยคิดอยากได้ หากคุณย่าเห็นว่าใครมีความสามารถ ถึงมันจะไม่ใช่พี่ พี่ก็จะไม่ไปแย่งมันให้มาเป็นของพี่แน่นอน ที่พี่มาพูดกับเธอวันนี้เพราะพี่เห็นว่าเธอเป็นน้องสาวคนเดียวของพี่ พี่ถึงไม่อยากเห็นเธอกลายเป็นคนโหดร้าย วันนี้เธออาจจะดีใจที่ได้ทำลายคู่แข่ง แต่ในอนาคตเธอไม่มีทางรู้เลยว่าคู่แข่งจะย้อนกลับมาทำลายเธอยังไง”

            “พี่ใหญ่ไม่ต้องมาห่วงฉันหรอก และพี่ใหญ่ก็จำคำพูดของตัวเองไว้ให้ดีด้วยนะคะว่าพี่ใหญ่ไม่ต้องการตำแหน่งผู้สืบทอด พี่ใหญ่ไม่เห็นฉันเป็นศัตรู ในอนาคตฉันก็ไม่อยากเป็นศัตรูกับพี่ใหญ่เหมือนกัน” หลินจิงจือพูดอย่างไม่หลบสายตา

            “พี่พูดคำไหนคำนั้น ทุกอย่างอยู่ที่การตัดสินใจของคุณย่า หากท่านยกกิจการให้ใคร พี่ก็ไม่คัดค้าน” หลินเจิ้งฉีเดินออกจากห้องทำงานของน้องสาว กำลังจะพ้นประตู เขาหันกลับมาพูดกับหลินจิงจือต่ออีกหนึ่งประโยค “พี่ไม่เชื่อเลยสักนิดว่าข่าวลือของบริษัทซูหลิวจะไม่เกี่ยวข้องกับเธอ”

     

             ในห้องทำงานของคุณย่าหลิน ถึงแม้ท่านจะดีใจที่บริษัทของตัวเองกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง แต่ในใจท่านก็ยังกังวลอยู่ลึกๆ ว่าเหตุการณ์นี้จะเกี่ยวข้องกับหลานสาวของตัวเอง แน่นอนว่าท่านไม่สงสัยในตัวหลานชายเลยแม้แต่น้อย เพราะท่านรู้ดีว่าหลานชายเพียงคนเดียวของท่านเป็นคนจิตใจดีขนาดไหน

            “เลขาเกา เธอว่าข่าวลือของบริษัทซูหลิวจะเกี่ยวข้องกับจิงจือหรือเปล่า” คุณย่าหลินถามเลขาส่วนตัว

            “ฉันก็ยังไม่แน่ใจค่ะ” เลขาเกาตอบ

            “เธออยู่กับฉันมาหลายปี เธอไม่ต้องเกรงใจฉันหรอก เธอตอบคำถามฉันมาตรงๆ เถอะ”

            “เอ่อ...ดิฉันคิดว่ามีความเป็นไปได้มากทีเดียวค่ะที่คุณหนูจะอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้” เลขาเกาตอบคำถามในที่สุด

            “ฉันคงเลี้ยงหลานมาอย่างผิดวิธีสินะ ฉันไม่คิดเลยว่าเพราะตำแหน่งผู้สืบทอด จิงจือถึงได้กลายมาเป็นคนเจ้าแผนการแบบนี้ ฉันอดเป็นห่วงเธอไม่ได้จริงๆ”

            “คุณท่านอย่าโทษตัวเองเลยค่ะ ทุกคนต่างมีความคิดของตัวเอง” เลขาเกาปลอบใจ

            “อาจจะเป็นเพราะจิงจือเห็นฉันทำเรื่องแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก เธอถึงคิดว่าการกระทำแบบนี้มันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ฉันกลัวว่าต่อไปจิงจือจะทำเรื่องผิดพลาดที่ร้ายแรงขึ้น อายุเท่านี้เธอยังรู้จักใช้ข่าวลือโจมตีคู่ต่อสู้อย่างไม่ปราณี แล้วต่อไปล่ะ เธอจะใช้วิธีการรุนแรงขนาดไหนเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ” คุณย่าหลินนั่งถอนหายใจกับการกระทำของตัวเองในอดีต นางไม่คิดว่ามันจะส่งผลต่อหลานสาวได้มากขนาดนี้ ‘จิงจือหลานอย่าถลำลึกไปกับความโลภให้มากกว่านี้เลยนะ’