เมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 137 วิชายุทธ์แห่งพลังจิต

              น้ำเสียงอันเยือกเย็นก้องกังวานไปทั่วทั้งบริเวณสีหน้าของผู้คนทั้งหลายต่างก็เปลี่ยนไป สายตาที่แฝงไปด้วยความสับสน ตกตะลึง สงสัย และนับถือหลายต่อหลายคู่มองไปยังใจกลางของสถานการณ์การจับจูเสี้ยวเป็นตัวประกันข่มขู่องครักษ์แห่งเมืองเฉินตูนั้นนับได้ว่าเป็นความกล้าที่ทำให้ผู้คนทั้งหลายต่างก็ตกตะลึงจนชะงักงัน!

              เบื้องหลังของจูเสี้ยวเป็นถึงหัวหน้าองครักษ์แห่งเมืองเฉินตูของอาณาจักรหัวอวิ๋นจูเทียน แม้แต่ตระกูลที่ยิ่งใหญ่อย่างตระกูลหลิงก็ยังต้องไว้หน้าแต่สำหรับเมิ่งฝานแล้วนั้น เขาเดินทางมาที่นี่เพื่อเผชิญหน้ากับจักรพรรดินีแห่งอาณาจักรฉะนั้นแล้วเมื่อเตรียมตัวมีศัตรูเช่นจักรพรรดินีแล้ว เขาจึงไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวผู้ใดอีก

              เมื่อเมิ่งฝานออกแรงบีบเหงื่อเม็ดเท่าถั่วเขียวก็ไหลลงมาจากหน้าผากของจูเสี้ยวเขาพลันตวาดเสียงดัง “อู้จง เจ้ายังมัวทำอันใดอยู่เหตุใดจึงไม่ลงมือ?”

              เมื่อได้ยินเช่นนั้นสีหน้าของบุรุษวัยกลางคนก็เปลี่ยนไปเขามองไปยังเมิ่งฝานก่อนจะตวาดด้วยเสียงอันเยือกเย็น “ปล่อยมือ!”

              เมิ่งฝานคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อย เขาไม่ได้สนใจจิตสังหารที่อยู่รอบกายเลยแม้แต่น้อย เพียงเอ่ยขึ้นอย่างราบเรียบเท่านั้น“ปล่อยก็ได้ แต่เจ้าคนผู้นี้จะต้องขอโทษเสียก่อนข้าจะนับถึงสามเท่านั้น หากข้านับถึงสามแล้วเจ้าคนผู้นี้ยังไม่ขอโทษ ข้าจะสังหารเขาเสียจำเอาไว้...ข้าพูดสิ่งใดแล้วไม่เคยกลับคำ!”

              เมื่อสิ้นเสียงนั้นสีหน้าของทุกคนก็เปลี่ยนไปรอยยิ้มของเมิ่งฝานดูคล้ายบุรุษผู้อบอุ่น ทว่ามันกลับแฝงไปด้วยจิตสังหารมากมายมหาศาลซึ่งจิตสังหารเช่นว่านั้นก็ทำให้ทุกคนล้วนแต่มั่นใจว่าเจ้าของรอยยิ้มอันอบอุ่นอย่างเมิ่งฝานจะต้องลงมือสังหารได้ตามที่พูดแน่นอน

              เขามองไปยังจูเสี้ยวก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างชัดถ้อยชัดคำ

              “หนึ่ง!”

              “เจ้า!”

              จูเสี้ยวเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของใบหน้าเล็กอย่างเมิ่งฝานทว่ากลับตัวสั่นขึ้นมา เบื้องหลังอันยิ่งใหญ่ที่สุดของเขาก็คือบิดา และเวลานี้เมิ่งฝานดูจะไม่ได้สนใจเรื่องนั้นเขารู้สึกคล้ายกับว่าตนเองจะไม่อาจทำอันใดอีกฝ่ายได้เลยแม้แต่น้อย

              ไม่นานจูเสี้ยวก็มองไปยังบุรุษวัยกลางคนอย่างอู้จงก่อนจะตวาดอย่างเดือดดาล “สวะ เจ้ายังไม่ลงมืออีกหรือ...สวะ!”

              เมื่อถูกจูเสี้ยวสบถด่าสีหน้าของอู้จงก็เปลี่ยนไปเขากำหมัดแน่นทว่าในวินาทีต่อมาเสียงอันเยือกเย็นก็ดังขึ้นอีกครั้ง “สอง!”

              “ขออภัยด้วยขอรับคุณชาย ดูท่าท่านคงต้องทำตามที่เขาบอกเสียแล้ว”

              หลังจากที่เงียบงันไปชั่วครู่อู้จงก็เอ่ยขึ้นอย่างจนปัญญาหลังจากนั้นเขาก็มองไปยังเมิ่งฝาน แม้ว่าอีกฝ่ายจะดูมีอายุที่ยังน้อยแต่กลับคล้ายดั่งว่ามือของเขานั้นเปื้อนเลือดมาไม่น้อยกว่าตนเอง

              เมื่อได้ยินดังนั้นจูเสี้ยวจึงมองไปยังอู้จงคล้ายไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยินก่อนจะเอ่ยถามด้วยความเหลือเชื่อ “เจ้าว่าอย่างไรนะ?”

              จูเสี้ยวมองไปยังอู้จงที่เงียบงันก่อนจะกัดฟันแน่นเขาโกรธจนกัดฟันแน่นจนแทบแตก ทว่าเมื่ออยู่ภายใต้จิตสังหารของเมิ่งฝานกลับทำให้มันหายไปจนหมดสิ้นสิ่งที่มาทดแทนจึงมีเพียงความหวาดกลัวเท่านั้น

              เมื่อเห็นว่าริมฝีปากของเมิ่งฝานกำลังขยับจูเสี้ยวจึงรีบตะโกนบอกไปเสียงดัง “ขออภัย! ข้าขออภัยด้วย!”

              การที่เมิ่งฝานบีบบังคับให้จูเสี้ยวขอโทษได้นั้นทำให้สีหน้าของผู้คนที่อยู่โดยรอบเปลี่ยนไปทั้งสิ้นเสียงพูดคุยดังขึ้นทั่วบริเวณ คนทั้งหมดต่างก็อดไม่ได้ที่จะชื่นชมเมิ่งฝานว่ากล้าหาญ

              เมิ่งฝานคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะยอมปล่อยจูเสี้ยวไป“ไสหัวไปเสีย!”

              เมื่อสิ้นเสียงนั้นสีหน้าของจูเสี้ยวก็บ่งบอกถึงความโกรธแค้นเป็นอย่างยิ่งเขาเดินถอยหลังออกไปพร้อมกับกระดูกฝ่ามือที่แทบจะแตกสลาย สุดท้ายจึงมาอยู่ข้างกายของอู้จงเขากำลังจะตวาดออกไปแต่อู้จงกลับดึงชายเสื้อเขาเอาไว้แล้วเอ่ยเสียงเบา “อย่าขอรับ ตอนนี้ท่านจักรพรรดินีกำลังเก็บตัวบำเพ็ญตน และดูเหมือนว่าอารมณ์จะไม่ค่อยดีเท่าใดนัก...”

              เมื่อสิ้นเสียงนั้นสีหน้าของจูเสี้ยวก็เปลี่ยนไปเขาลังเลอยู่เพียงชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยเสียงต่ำ “เจ้าหนูเจ้าคอยดูเถอะ ข้าไม่มีทางปล่อยให้เจ้าได้จากไปอย่างสบายใจเป็นแน่!”

              ที่นี่คือหอทองคำเป็นลานประมูลที่ท่านจักรพรรดินีคอยดูแลจึงไม่เหมาะแก่การลงมือฉะนั้นแล้วถึงแม้จูเสี้ยวจะโกรธแค้นเมิ่งฝานเป็นอย่างยิ่งแต่ก็ทำได้เพียงข่มมันเอาไว้

              เมิ่งฝานกุมขมับทว่ากลับก้าวเดินไปเบื้องหน้า ซึ่งการกระทำที่คล้ายดั่งไม่ได้สนใจสิ่งใดของเขานั้นทำให้สีหน้าของจูเสี้ยวดูดุร้ายขึ้นยิ่งกว่าเดิม

              จากนั้นหลิงไต้โยวที่อยู่ด้านหลังจึงเอ่ยเสียงเข้ม“ขอบใจเจ้ามาก!”

              “ไม่เป็นไรขอรับที่ข้าลงมือนั้นเป็นเพราะเจ้าคนผู้นั้นพูดจาไม่ระวังปาก!” เมิ่งฝานเอ่ยเสียงเรียบหากไม่ใช่เพราะประโยคหลังของจูเสี้ยวก็คงจะไม่นำภัยมาหาตน

              หลิงไต้โยวปรายตามองเมิ่งฝานพลันมีแววตาที่ประหลาดปรากฏขึ้นมาไม่ว่าบุรุษใดที่พบเจอนางล้วนแต่ต้องพิสูจน์ว่าตนเองแข็งแกร่งเพียงใด แต่กลับตรงข้ามกับเมิ่งฝาน

              ดูท่าหัวใจของเมิ่งฝานคงจะตั้งมั่นอยู่เพียงการบำเพ็ญตนเท่านั้นและผู้ที่คิดเพียงเช่นนี้ก็นับว่าน่าหวาดกลัวไม่น้อย!

              หลิงไต้โยวเลิกคิ้วขึ้นสูง ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ“สรุปแล้วถือว่าข้าติดหนี้น้ำใจเจ้าหนึ่งครั้งก็แล้วกัน!”

              ในระหว่างที่เอ่ยวาจาหลิงไต้โยวก็นำทางเมิ่งฝานไปก่อนจะชี้นิ้วบอกให้เมิ่งฝานไปนั่งอยู่ที่มุมหนึ่งของลานประมูล

              จากนั้นไม่นานหลิงไต้โยวก็ขึ้นไปยังใจกลางของลานประมูลเมื่อผ่านเหตุการณ์เมื่อครู่มาลานประมูลก็ดูคล้ายว่าจะครึกครื้นกว่าเดิม

              เมื่อเห็นว่าหลิงไต้โยวก้าวไปยังใจกลางลานประมูลผู้คนโดยรอบต่างก็เงียบงันลงไปเพราะรู้ว่าการประลองของตระกูลหลิงที่ทุกคนเฝ้ารอกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว!

              เมื่อสิ้นเสียงนั้นผู้อาวุโสโม่วและชายฉกรรจ์อีกจำนวนหนึ่งก็เดินเข้ามาในมือของพวกเขามีกล่องอยู่หลายใบ ซึ่งแน่นอนว่าภายในกล่องเหล่านั้นคือของที่ล้ำค่าเป็นอย่างยิ่งขณะเดียวกันก็นำกระจกปราณธาราวางเอาไว้ด้วย ทุกคนต่างก็รู้กันดีว่าวัตถุสำหรับการตรวจวัดชิ้นนี้มีไว้เพื่อพิสูจน์ว่าของเหล่านี้เป็นของจริงหรือไม่

              หลิงไต้โยวมองไปยังเหล่าผู้คนก่อนจะเปิดกล่องใบหนึ่งออกมาแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอันน่าสนใจ “สิ่งนี้คือหอกเล่มหนึ่ง มีนามว่าเทพมังกรแห่งจิ่วโยวซึ่งเป็น...ศัสตราวุธระดับสี่!”

              เมื่อสิ้นเสียงนั้นเสียงฮือฮาพลันดังขึ้นมาทั่วทั้งบริเวณนึกไม่ถึงเลยว่าหลิงไต้โยวจะใช้ของที่มีค่าเช่นนี้มาประมูลตั้งแต่ต้น

              ศัสตราวุธระดับสี่ ไม่ว่าสิ่งใดที่อยู่ในระดับนี้ก็ล้วนแต่มีผู้เสนอราคาแต่หาได้มีขายไม่เพราะถึงอย่างไรแล้วเงินทองก็หาได้ง่ายกว่าศัสตราวุธล้ำค่ายิ่งนักเมื่อผู้คนทั้งหลายทอดสายตามองไปก็พบว่าภายในกล่องใบนั้นมีแสงเปล่งประกาย จากนั้นหอกที่มีความยาวราวหนึ่งเมตรกว่าพลันตั้งตระหง่านขึ้นมา

              หอกที่ดุดันเช่นนี้ต่อให้ไม่ได้ถูกใช้งานก็ยังมีความดุดันร้ายกาจแผ่ซ่านออกมา ซึ่งนับว่าไม่ธรรมดาเลยทีเดียว

              “ราคาเริ่มต้นสามหมื่นเหรียญทองคำ!”

              หลิงไต้โยวคลี่ยิ้มเล็กน้อย แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงไพเราะเสนาะหูวัตถุชิ้นนี้นับว่าเป็นตัวช่วยที่ดีแก่ผู้บำเพ็ญตนไม่น้อยโดยเฉพาะความคมที่ไม่ธรรมดาของมัน พลันมีคนตะโกนประมูลราคาขึ้นในทันใด

              “ห้าหมื่น!”

              “หกหมื่น!”

              เสียงการประมูลดังขึ้นอย่างต่อเนื่องยิ่งเมื่ออยู่ภายใต้การควบคุมของหลิงไต้โยวนั้นก็นับว่าค่อนข้างครึกครื้นเลยทีเดียว

              เมิ่งฝานยืนอยู่ไม่ไกลนัก เวลานี้เขายกยิ้มขึ้นที่มุมปากเล็กน้อยเพราะมันนับได้ว่าเป็นสิ่งที่ไม่เลวแต่ก็น่าเสียดายที่เขาไม่ต้องการมัน ด้วยทวนหยินหยางที่เขามีอยู่กับตัวน่าสะพรึงยิ่งกว่าฉะนั้นจึงไม่ต้องการวัตถุมีคมเช่นนี้อีก

              ทว่าผู้คนโดยรอบกลับค่อนข้างครึกครื้นเสียงการประมูลราคายังคงดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะจบลงที่ราคาสองแสนห้าหมื่นเหรียญทองคำและนั่นก็ทำให้เมิ่งฝานกระตุกยิ้มขึ้นที่มุมปาก

              คนพวกนี้ช่างร่ำรวยเสียจริง

              การที่มีหลิงไต้โยวคอยดำเนินการทำให้การประมูลดำเนินไปอย่างร้อนแรงวัตถุทุกชิ้นล้วนแต่ถูกประมูลไปในราคาที่ค่อนข้างสูง ถึงขั้นที่มีบางคนแสดงอาการคล้ายดั่งว่ายังไม่พอใจกับสิ่งที่นำมาประมูลเพราะน้อยเกินไปก็ไม่ปาน

              หลังจากนั้นไม่นานกล่องใบสุดท้ายก็ถูกเปิดออกผู้อาวุโสโม่วเป็นผู้นำกล่องอันวิจิตรงดงามนั้นมามอบให้แก่หลิงไต้โยว นางที่ได้รับเงินทองมามากมายจึงมีรอยยิ้มดีใจปรากฏขึ้นบนหน้าซึ่งมันค่อนข้างน่าหลงใหลเลยทีเดียว

              นางเปิดกล่องใบนั้นอย่างใจเย็นพร้อมทั้งเอ่ยขึ้นให้ได้ยินโดยทั่วกัน“นี่คือของที่ล้ำค่าที่สุดของการประมูลในครั้งนี้ ทุกท่านคงต้องจับตามองให้ดีแล้วล่ะเจ้าค่ะ!”

              เมื่อสิ้นเสียงนั้นก็มีความฮือฮาเกิดขึ้นทั่วทั้งลานประมูลของที่ถูกยกว่าเป็นวัตถุที่เลิศล้ำที่สุดของตระกูลหลิงนั้นย่อมต้องเป็นที่สนใจอย่างยิ่งอยู่แล้วในวินาทีที่กล่องใบนั้นถูกเปิดขึ้นคัมภีร์โบราณม้วนหนึ่งก็ประจักษ์แก่สายตาของผู้คนทั้งหลาย

              คัมภีร์ม้วนนั้นมีสีดำสนิทไร้ซึ่งสิ่งที่พิเศษกว่าคัมภีร์ทั่วไป เสียงของหลิงไต้โยวดังขึ้นในเวลาต่อมา “ของสิ่งนี้คือ...คัมภีร์วิชายุทธ์แห่งพลังจิตระดับอักษรหง ราคาเริ่มต้นคือห้าหมื่นเหรียญทองคำ!”

              เพียงชั่วพริบตาความเงียบงันพลันปกคลุมไปทั่วบริเวณที่นัยน์ตาของผู้คนทั้งหลายต่างก็มีความร้อนแรงปรากฏขึ้นมาทั้งสิ้น

              ภายในพรมแดนจตุทิศนี้ไม่ว่าสิ่งใดที่เกี่ยวเนื่องกับพลังจิตก็ล้วนแต่เป็นสิ่งล้ำค่าทั้งสิ้นยิ่งไม่ต้องพูดถึงวิชายุทธ์แห่งการฝึกฝนระดับอักษรหงเช่นนี้ มันนับได้ว่าเป็นสิ่งที่ต่อให้มีเงินมากมายเพียงใดก็ยังหาได้ยากถึงขั้นที่สามารถใช้เป็นมรดกสืบทอดของตระกูลหรือสำนักวรยุทธ์ผู้ทรงอิทธิพลได้เลยด้วยซ้ำ

              การที่สามารถนำวัตถุล้ำค่าเช่นนี้ออกมาประมูลได้นับว่าตระกูลหลิงไม่ธรรมดาเป็นอย่างยิ่ง!

              แล้วในวินาทีต่อมาเสียงการประมูลราคาก็ดังลั่นไปทั่วทั้งบริเวณเพียงชั่วพริบตาราคาของมันพุ่งสูงถึงแปดหมื่นเหรียญทองคำ ทั้งยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆอีกด้วย

              เมิ่งฝานมองไปยังวิชายุทธ์แห่งพลังจิตที่อยู่บนแท่นประมูลด้วยความสนใจเขามองมันอย่างละเอียดและดูเหมือนว่ายามนี้ตนเองก็ยังขาดวิชายุทธ์ที่จะใช้ในการฝึกฝนพลังจิตอยู่ด้วย

              การใช้พลังจิตของเมิ่งฝานเมื่อก่อนนั้นล้วนแต่เป็นการฝืนโจมตีเท่านั้นแต่หากชำนาญในด้านวิชายุทธ์แห่งการฝึกฝนด้วยก็จะยิ่งทำให้อานุภาพของมันเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวเมื่อถึงตอนนั้นคงต้องเป็นสิ่งที่น่าสะพรึงจนยากจะอธิบายได้!

              เมื่อคิดได้ดังนั้นหัวใจของเมิ่งฝานก็สั่นระรัวด้วยความตื่นเต้นเขาเลียริมฝีปากก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “หนึ่งแสนเหรียญ!”

              มันมีความสำคัญต่อตนเองเป็นอย่างยิ่งหากได้รับวิชายุทธ์แห่งพลังจิตมาก็จะทำให้เขามีความสามารถในการป้องกันตนเองเพิ่มขึ้นต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับจอมยุทธ์ในขั้นเกลาวิญญาณระดับเซียนก็ยังมีความสามารถที่ยังพอต่อกรได้!

              เมื่อสิ้นเสียงนั้นทุกสายตาของผู้คนที่อยู่ในการประมูลต่างก็มองไปที่เมิ่งฝานทั้งสิ้นแววตาของพวกเขาเหล่านั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างยิ่งเพราะเมื่อครู่นี้เด็กหนุ่มเจ้าของเสียงผู้นั้นไม่ได้ไว้หน้าจูเสี้ยวเลยแม้แต่น้อย

              หลิงไต้โยวคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อยดูท่าในที่สุดเมิ่งฝานก็เริ่มโอนเอนแล้ว

              จากนั้นนางจึงเอ่ยขึ้นเสียงเบา “นึกอยู่แล้วว่าเจ้าจะต้องเสนอราคา เจ้าหนูเพราะเช่นนี้ข้าจึงให้บัตรที่มีจำนวนเงินสูงกว่าขีดจำกัดให้แก่เจ้า!”

              บรรยากาศภายในการประมูลนั้นผู้คนทั้งหลายต่างก็ตกตะลึงกับราคาหนึ่งแสนเหรียญทองคำที่เมิ่งฝานเอ่ยออกไปทว่าในเวลาต่อมากลับมีน้ำเสียงอันเยือกเย็นดังขึ้น

              “หนึ่งแสนห้าหมื่นเหรียญ!”

               เจ้าของเสียงนั้นก็คือจูเสี้ยวที่อยู่ไม่ไกลนั่นเองเขายืนอยู่ท่ามกลางการรายล้อมของอู้จงและคนอื่นๆเพราะการผิดพลาดในครั้งก่อนเขาจึงไม่กล้าที่จะกระทำการโดยประมาท

              จูเสี้ยวมองไปยังเมิ่งฝานจากที่ไกลๆด้วยใบหน้าร้ายกาจ จากนั้นก็กระตุกยิ้มแล้วเอ่ยขึ้นเสียงดังอย่างหยิ่งทะนง “ของที่เจ้าต้องการ ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าได้ไปเป็นแน่!”

              เหตุการณ์ที่คล้ายดั่งปลายเข็มต่อปลายเข็มเช่นนี้ทำให้สีหน้าของผู้คนในลานประมูลเปลี่ยนไปก่อนจะปล่อยให้ทั้งสองประมูลกันเพียงสองคนแม้ว่าจูเสี้ยวจะไม่ได้สั่งการสังหารเมิ่งฝานแต่คัมภีร์วิชายุทธ์แห่งพลังจิตนี้เขาไม่มีทางยอมให้เมิ่งฝานได้รับไปเป็นแน่

              เมื่อได้ยินในสิ่งที่จูเสี้ยวเอ่ยออกมานัยน์ตาของเมิ่งฝานก็วาวโรจน์จากนั้นจึงกระตุกยิ้มขึ้นที่มุมปากแล้วเอ่ยว่า “เจ้าโง่”

    คล้ายกับเรื่องเมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน ที่คุณอ่าน