“ต่อจากนี้ เราจะมุ่งเน้นไปที่การฝึกฝนตัวของพวกเธอเอง”
ทันทีที่อลันพูดจบ เสียงกระซิบเริ่มดังขึ้นรอบลาน นักเรียนหลายคนหันมองหน้ากันด้วยความสงสัย บ้างขมวดคิ้ว บ้างทำสีหน้าสงสัย นักเรียนหญิงคนหนึ่งที่ยืนอยู่ด้านหน้ายกมือขึ้นถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ
“เอ่อ..ครูฝึกอลัน ไม่ใช่ว่าการฝึกต้องมุ่งเน้นที่สัตว์อสูรหรอกเหรอคะ? ทำไมพวกเราในฐานะผู้ควบคุมต้องฝึกด้วย?”
เสียงพยักหน้าและเห็นด้วยดังขึ้นรอบๆ เธอ นักเรียนส่วนใหญ่มองอลันด้วยความอยากรู้
อลันหันมองนักเรียนคนนั้น ดวงตาแฝงไว้ด้วยความอ่อนโยน แต่ยังคงแฝงความเด็ดเดี่ยว
“เป็นคำถามที่ดี” เขากล่าว ก่อนจะเดินช้าๆ ไปตามแนวของนักเรียน พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ทรงพลัง
“สัตว์อสูรอาจเป็นพลังของพวกเธอ แต่มันไม่ใช่ทุกอย่าง” อลันกล่าว พลางชี้ไปที่นักเรียนกลุ่มหนึ่ง
“ลองคิดดู ถ้าในสถานการณ์หนึ่ง สัตว์อสูรของพวกเธอได้รับบาดเจ็บ หรือไม่สามารถต่อสู้ได้ พวกเธอจะทำอะไร? พึ่งพามันต่อไปอย่างนั้นเหรอ?”
คำถามนั้นทำให้นักเรียนเงียบไป บางคนหลุบตาลง ครุ่นคิดถึงความเป็นไปได้ที่น่ากลัว
อลันหยุดเดิน ยืนกลางลานและหันหน้ากลับมามองทุกคน
“สัตว์อสูรที่แข็งแกร่งจะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นได้ ถ้าผู้เป็นนายแข็งแกร่งพอที่จะนำพามันไปให้ถึงขีดสุด พวกเธอไม่สามารถฝากชีวิตไว้กับพลังของมันได้อย่างเดียว "
"เพราะในการต่อสู้ที่แท้จริง สิ่งสำคัญที่สุดคือ ตัวของพวกเธอเอง”
นักเรียนเริ่มแสดงสีหน้าเข้าใจ แม้บางคนยังมีแววตากังวล แต่หลายคนเริ่มพยักหน้าเห็นด้วย อลันยิ้มเล็กน้อยเมื่อเห็นปฏิกิริยานั้น
นักเรียนชายคนหนึ่งที่ยืนอยู่กลางแถว ยกมือขึ้นถามด้วยน้ำเสียงที่แฝงด้วยความสงสัยและความไม่มั่นใจ
“ครูฝึกอลันครับ... แล้วเราจะเพิ่มความแข็งแกร่งของตัวเองได้ยังไง? เราเป็นแค่มนุษย์...จะแข็งแกร่งเหมือนสัตว์อสูรที่เกิดมาพร้อมพลังเหนือธรรมชาติแบบนั้นได้ยังไง?”
คำถามนั้นทำให้นักเรียนคนอื่นๆ รอบลานพยักหน้าเห็นด้วย หลายคนมองอลันด้วยสายตาอยากรู้ ความสงสัยล่องลอยอยู่ในบรรยากาศ
อลันหันไปหานักเรียนที่ตั้งคำถาม ใบหน้าของเขาแฝงรอยยิ้มเล็กน้อยที่แสดงถึงความมั่นใจและความจริงจัง
“เป็นคำถามที่ดีมาก” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงแฝงความหนักแน่นที่ทำให้นักเรียนทุกคนต้องเงียบฟัง
"จริงอยู่ที่ว่า มนุษย์ไม่สามารถแข็งแกร่งเหมือนสัตว์อสูรที่เกิดมาพร้อมพลังเหนือธรรมชาติได้...แต่พวกเราไม่ได้ด้อยไปเสียทุกอย่าง”
อลันเว้นช่วงครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อ
“มนุษย์เรามีสิ่งหนึ่งที่พิเศษ นั่นคือความสามารถในการใช้พลังจากพื้นที่จิตวิญญาณของตัวเองมาเสริมพลังให้ร่างกายได้ หากเราสามารถดึงพลังนี้ออกมาใช้อย่างถูกต้อง "
" เราเรียกพลังนี้ว่าปราณ หรือบางคนอาจเรียกมันว่า พลาน่า”
ขณะที่คำพูดของอลันจบลง นักเรียนทุกคนยังคงมองเขาด้วยแววตาสงสัย แต่ก็มีความตื่นเต้นที่เริ่มฉายชัดออกมา
“ครูฝึกมาร์คัส” อลันเอ่ยเรียกเสียงดัง
ครูฝึกคนหนึ่งที่ยืนอยู่ด้านหลังเดินออกมาด้านหน้า เขาเป็นชายวัยกลางคน ร่างกายกำยำ ผิวเข้มที่ดูเหมือนจะผ่านประสบการณ์มามากมาย
ครูฝึกคนนี้ไม่พูดอะไร แต่เริ่มตั้งท่าด้วยการกางขาทั้งสองออกเล็กน้อย งอศอกทั้งสองข้างและนำมือวางไว้ตรงซ้ายขวาของเอว
“โอ้!!!” เสียงเปล่งพลังดังขึ้นจากครูฝึก เสียงที่เปล่งออกมานั้นถึงแม้เขาจริงจัง แต่กลับดูน่าขำเล็กน้อย นักเรียนบางคนถึงกับหลุดหัวเราะคิกคัก
แต่แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้น ทำให้ทุกคนต้องเปลี่ยนสีหน้าเป็นความตกตะลึงแทน
รอบตัวครูฝึกเริ่มเปล่งแสงสีขาวเรืองรองออกมา คล้ายกับออร่าสว่างที่ห่อหุ้มร่างของเขา มันส่องประกายอ่อนๆ แต่เต็มไปด้วยความรู้สึกทรงพลัง นักเรียนที่เห็นต่างเงียบเสียงและจ้องมองด้วยดวงตาเบิกกว้าง
ท่ามกลางความตื่นตะลึงของนักเรียนทั้งหมด ครูฝึกเอื้อมมือไปหยิบวัตถุขนาดใหญ่ใกล้ๆ มันเป็น แผ่นเหล็กหนา ที่ถูกจัดเตรียมไว้สำหรับการฝึกสัตว์อสูร ข้างๆ มีสัตว์อสูรที่มีรูปร่างคล้ายลิงตัวใหญ่เฝ้าจับเหล็กอย่างมั่นคง
อลันตะโกนบอกเหล่านักเรียน “จงดูให้ดี! สิ่งนี้คือพลังของปราณ!”
ครูฝึกหันหน้ากลับมาที่เหล็กหนา ก่อนจะยกมือขวาที่เปล่งแสงออร่าสีขาวขึ้น ท่ามกลางสายตาของนักเรียนที่จับจ้อง เขาออกหมัดไปเต็มแรง
เสียงปะทะดังสนั่น ดังก้องไปทั่วบริเวณ ลานฝึกสะเทือนเล็กน้อย
เมื่อฝุ่นควันจางลง นักเรียนทุกคนเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น แผ่นเหล็กหนาที่แข็งแกร่งพอจะรับแรงกระแทกจากสัตว์อสูรตัวใหญ่ ถูกหมัดเดียวของครูฝึกต่อยจนบุบยุบลึกลงไป
เสียงอ้าปากค้างดังขึ้นจากนักเรียน บางคนยกมือปิดปากด้วยความตื่นเต้น บางคนถึงกับขยี้ตาตัวเองเพื่อดูว่าไม่ได้มองผิด
อลันหันกลับมามองนักเรียนด้วยรอยยิ้มเล็กน้อย
“เห็นหรือยัง? นี่คือสิ่งที่มนุษย์อย่างเราสามารถทำได้ หากเราฝึกฝนปราณของตัวเอง มันไม่เพียงแต่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ร่างกาย แต่ยังทำให้เราเหนือกว่าขีดจำกัดเดิมของเราอีกด้วย”
นักเรียนที่เคยแสดงความกังขาเริ่มมีแววตาเปล่งประกาย บางคนถึงกับกระซิบกับเพื่อนว่า “ถ้าฉันทำแบบนั้นได้... ฉันคงไม่กลัวสัตว์อสูรตัวไหนอีกเลย!”
นักเรียนคนหนึ่งยกมือถามอลันด้วยความตื่นเต้น
“ ครูฝึกอลันครับ! เราสามารถใช้ปราณปล่อยลูกไฟ หรืออะไรที่เหนือธรรมชาติเหมือนสัตว์อสูรได้ไหม!? ”
คำถามที่เปล่งออกมาจากนักเรียนหนุ่มผู้นั้นทำให้บรรยากาศในลานกว้างเต็มไปด้วยความคึกคัก เสียงกระซิบและเสียงอุทานด้วยความตื่นเต้นดังกระหึ่มไปทั่ว
นักเรียนทุกคนต่างหันมองกันด้วยแววตาตื่นเต้น ความหวังในดวงตาเหล่านั้นสะท้อนถึงจินตนาการที่พวกเขามีต่อพลังของปราณ
“ถ้าปราณใช้ปล่อยลูกไฟได้จริง ฉันก็อยากลองทำบ้าง!”
“แบบนี้เราก็ไม่ต้องพึ่งสัตว์อสูรอีกต่อไปใช่ไหม?”
แววตาของนักเรียนหลายคนเปี่ยมไปด้วยความคาดหวังราวกับกำลังเฝ้ารอคำตอบที่พวกเขาอยากได้ยิน
อลันที่ยืนอยู่ด้านหน้า เมื่อได้ยินคำถาม คิ้วของเขากระตุกเล็กน้อยก่อนที่เขาจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ รอยยิ้มเล็กๆ ที่ดูคล้ายประชดผุดขึ้นที่มุมปาก
เขายกมือขึ้นปรามเสียงพูดคุยที่ดังระงมจนทุกคนเงียบลง ก่อนที่เขาจะพูดด้วยน้ำเสียงแฝงความดุดันแต่ยังคงความใจเย็น
“พวกเธอคิดว่าปราณเป็นเวทมนตร์หรืออย่างไรกัน?” อลันเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความจริงจัง เขากวาดสายตามองเหล่านักเรียนที่ตอนนี้กำลังตั้งใจฟังเขาอย่างเคร่งเครียด
มือออกไปข้างหน้าและชี้ไปที่นักเรียนกลุ่มหนึ่ง
“ลองคิดดูสิ ถ้ามนุษย์สามารถใช้พลังเหนือธรรมชาติเหล่านั้นได้เหมือนสัตว์อสูร แล้วการเป็นผู้ฝึกสัตว์อสูรจะยังมีความหมายอะไร?”
คำพูดนั้นทำให้นักเรียนหลายคนถึงกับสะดุ้งเงียบไป ความหวังที่เคยเต็มเปี่ยมในแววตาบางคนค่อยๆ ลดลง
อลันมองไปที่พวกเขาอีกครั้ง ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเล็กน้อย
“ปราณไม่ใช่เวทมนตร์ แต่เป็นพลังที่ถูกดึงมาจากพื้นที่จิตวิญญาณของเราเอง มันเป็นพลังที่ช่วยเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแกร่งกว่ามนุษย์ทั่วไปเท่านั้น ทำให้พวกเธอสามารถต่อสู้ในระดับที่มนุษย์ปกติไม่อาจทำได้ ”
" แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเธอจะบินได้ ปล่อยสายฟ้า หรือเรียกลูกไฟออกมาเหมือนสัตว์อสูร””
เขาหยุดเล็กน้อยก่อนจะเดินช้าๆ ไปตามแนวของนักเรียน พลางพูดต่อ
“ความแข็งแกร่งของปราณที่พวกเธอจะใช้ได้ ขึ้นอยู่กับระดับของพื้นที่จิตวิญญาณของพวกเธอเอง "
" พื้นที่จิตวิญญาณคือหัวใจของทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นพลังปราณหรือการทำพันธะสัญญากับสัตว์อสูร”
อลันหยุดพูดครู่หนึ่ง เพื่อให้ทุกคนย่อยข้อมูล ก่อนที่เขาจะเดินช้าๆ ไปด้านหน้าลานฝึกและพูดต่อ “แน่นอนทุกคนรู้จักพื้นที่จิตวิญญาณ แต่บางคนอาจยังไม่รู้ว่ามันมีการแบ่งระดับด้วย"
" และนี่คือสิ่งสำคัญที่สุดที่พวกเธอต้องทำความเข้าใจ” "
คำพูดนี้ทำให้นักเรียนหลายคนเงยหน้าขึ้นมองอีกครั้ง บางคนถึงกับขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ในขณะที่บางคนเริ่มมีประกายตาแห่งความกระตือรือร้น
อลันมองไปเหล่านักเรียนเสียงของเขาแน่นหนักยิ่งขึ้น
“ระดับพื้นที่จิตวิญญาณแบ่งออกเป็นสิบระดับ ใช้เกณฑ์เดียวกันกับระดับของสัตว์อสูร ยิ่งระดับสูง ปริมาณและคุณภาพของพลังปราณที่พวกเธอสามารถดึงออกมาใช้ก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น”
เขาชี้ไปที่ครูฝึกที่เพิ่งแสดงพลังปราณให้ดู “ เหมือนที่พวกเธอเห็นครูฝึกมาร์คัสต่อยแผ่นเหล็กจนบุบเมื่อสักครู่ นั่นคือพลังของปราณที่ดึงออกมาจากพื้นที่จิตวิญญาณระดับ 4 หรือระดับสูงสุด ”
เสียงฮือฮาดังขึ้นอีกครั้ง หลายคนเริ่มคาดเดาระดับพื้นที่จิตวิญญาณของตัวเอง บางคนมีสีหน้าภูมิใจ ในขณะที่บางคนเริ่มกังวลว่าตัวเองจะอยู่ในระดับต่ำ
อลันยกมือขึ้นเพื่อหยุดเสียงกระซิบ “พวกเธออาจสงสัยว่า พื้นที่จิตวิญญาณของตัวเองอยู่ในระดับไหน…ไม่ต้องกังวล ฉันจะสอนวิธีตรวจสอบระดับพื้นที่จิตวิญญาณในภายหลัง”
น้ำเสียงของเขาแฝงความมั่นใจ และมันช่วยปลอบประโลมนักเรียนที่เริ่มวิตกกังวลได้ดี
“แต่สิ่งที่สำคัญในตอนนี้ ไม่ใช่ระดับของพื้นที่จิตวิญญาณที่พวกเธอมีอยู่ แต่เป็นการเรียนรู้ที่จะดึงปราณจากพื้นที่จิตวิญญาณมาใช้ "
" ดังนั้นการฝึกฝนในสัปดาห์นี้ จะเป็นก้าวแรกที่ทำให้พวกเธอได้เรียนรู้วิธีดึงพลังปราณออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และพัฒนามันไปพร้อมๆ กับการฝึกฝนสัตว์อสูรของพวกเธอ”
อลันยิ้มเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อว่า
" ถึงมันจะกระบวนการจะยากลำบาก แต่เชื่อเถอะ...เมื่อพวกเธอรู้จักพลังของตัวเองอย่างแท้จริง โลกที่พวกเธอเห็นอยู่ตอนนี้จะเปลี่ยนไปตลอดกาล”
คำพูดของอลันเปรียบเสมือนการจุดประกายความหวังครั้งใหม่ในใจของนักเรียนทุกคน พวกเขามองไปยังครูฝึกด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจ พร้อมที่จะเดินหน้าสู่เส้นทางที่ยังไม่เคยสัมผัสมาก่อน