อาคาสึกิแค่นยิ้ม ที่โลกชั้นเทพอาจารย์ผู้สอนวิชาควบคุมปราณให้เขาคือหมัดศักดิ์สิทธิ์แกรนเซส
เป็ผู้มีฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุด-----และเป็ตาแก่ที่ลามกที่สุดอีกด้วย
ดังนั้น เขาจึงไม่ได้เรียนแค่วิชาควบคุมปราณมาเท่านั้นยังเรียนวิธีใช้ในทางลามกจกเปรตนิดๆ หน่อยๆ-----ไม่สิ มากเลยต่างหากมาด้วยทุกวันนี้มีข่าวลือเื่ ‘ผู้กล้านอกคอกบ้าผู้หญิง’ โด่งดังไปทั่วอเลย์ซาร์ด พวกเมดก็คงจะรู้เื่ข่าวลือนั้นเป็อย่างดี
อาคาสึกิโบกมือให้กับแผ่นหลังของพวกเมดที่วิ่งหนีไป-----แต่แล้วกลับมีเชือกเหวี่ยงมาพันรอบมือข้างนั้น
เช่นเดียวกับมือข้างซ้ายที่กำปากถุงอยู่
“หนีไม่พ้นแล้วล่ะค่ะ ท่านอาคาสึกิ”
“กลับปราสาทด้วยกันแต่โดยดีเถอะนะคะ”
เมดหน้าใหม่ 2 คนโผล่ออกมาจากพุ่มไม้ด้านซ้ายและด้านขวา
ทว่า อาคาสึกิลงเท้าปักหลักบนพื้นแน่น แล้วออกแรงดึงแขนเล็กน้อย
““อ๊ะ-----””
แค่นั้น เมดที่ถือเชือกทั้งคู่ก็ตัวลอยปลิวขึ้นบนอากาศแล้ว
เขาใช้วิชาควบคุมปราณนั่นแหละ พวกเธอลอยตัวมาอยู่ตรงหน้าเขาเหมือนถูกอะไรบางอย่างดึงดูดแล้วอาคาสึกิก็รวบพวกเธอเข้ามากอดไว้แนบกายทั้งสองข้าง โดยที่ยังคงแบกถุงไว้ข้างหลัง
“โอ๊ะ ติ่งหูน่าอร่อยจัง”
เขางับติ่งหูของเมดทางด้านซ้ายส่งผลให้ปราณที่ไหลเวียนอยู่ในตัวเธอปั่นป่วน เมดคนซ้ายสะดุ้งเฮือกร่างกายสั่นระริก ทรุดฮวบลงไปกองบนพื้น
วิชาควบคุมปราณของอาคาสึกิประยุกต์ใช้ได้หลากหลาย ถ้าฝึกบังคับปราณภายในร่างกายของตัวเองจะทำให้มีพลังเหนืุ์หรือเร่งระดับประสาทััทั้งห้า และยังสามารถนำไปใช้กับคนอื่นได้เหมือนกันแบบเดียวกับที่เขาทำกับเมดคนซ้าย เธอทำหน้าเคลิบเคลิ้ม แก้มแดงปลั่ง บอกตามตรงว่าค่อนข้างจะเซ็กซี่เลยทีเดียวอารมณ์วาบหวามอาบทั่วเรือนร่างของเธออย่างเห็นได้ชัด
เห็นอย่างนั้นแล้ว เมดอีกคนรีบผลักอกอาคาสึกิออกไปให้ห่างแต่กลับเป็ฝ่ายกระเด้งถอยหลังเองโดยที่เขาไม่ะเืเลยสักนิด แถมยังโดนดึงอะไรบางอย่างหลุดพรืดออกไปทางชายแขนเสื้อของชุดเมดอีกต่างหาก
บราเซียร์ของเธอนั่นเอง
“ฮึก~~~~”
อาคาสึกิบอกกับเมดที่รีบยกมือขึ้นกอดอกปิดบังทรวดทรงตัวเองผ่านผืนผ้าว่า
“ฝากบอกวัลคีเรียด้วย เื่ที่จะรั้งฉันไว้น่ะ ฉันขอรับไว้แค่น้ำใจก็พอ”
“-----ฮึก”
เมดฟังแล้วกัดริมฝีปาก ก่อนหายตัวเข้าไปในพุ่มไม้คนละฝั่งกับตอนออกมา
อาคาสึกิยักไหล่ หันไปทางเมดที่นั่งเข่าอ่อนจากการถูกเปลี่ยนปราณ
“โทษทีนะ..... อีก 30 นาทีก็จะขยับได้แล้วล่ะ ฝากนี่ไปคืนพวกที่หนีไปที”
เขาพูดแค่นั้น แล้วโยนบราเซียร์กับกางเกงในให้ ก่อนวิ่งกลับเข้าไปในป่า
อาคาสึกิเพิ่งโค่นจอมมารกาลิอุสลงเมื่อวานนี้เอง
หลังจากนั้น เขาตรงกลับเมืองหลวงเอลเดียไปร่วมงานเลี้ยงฉลองชัยชนะสำหรับผู้นำของแต่ละอาณาจักรที่เป็พันธมิตรของเชอร์ฟีดในการต่อกรกับจอมมารแล้วกลางคืนก็ผ่านพ้นเข้าสู่รุ่งสาง-----ซึ่งก็คือ ณ เวลานี้
ทันทีที่ฟ้าสาง อาคาสึกิออกจากปราสาทเชอร์ฟีดเงียบๆเพื่อกลับโลกเดิมของตัวเอง
-----ด้วยคิดว่าเขาไม่ควรอยู่ที่โลกนี้อีกต่อไปแล้ว
อาคาสึกิพึมพำโดยไม่หยุดฝีเท้า
“ถึงแค่นั้นมันก็ยังโอเคอยู่หรอก.....”
แต่พรรคพวกที่ร่วมสู้รบด้วยกันมากลับมองออกถึงความตั้งใจของเขา
เซคส์กับลูเทีย แม้จะเสียดายแต่ก็ยอมบอกลาเขา
ปัญหาคือ-----เ้าหญิงลิสตี้
อาคาสึกิไม่เข้าใจเลยว่าเธอคิดอะไรอยู่
ลิสตี้ผู้เป็จอมเวทฝีมือฉกาจคือหนึ่งในพรรคพวกที่สำคัญของเขา หลังทำใจก้าวข้ามความโศกเศร้าที่มีร่วมกันจากการสูญเสียเลออนจนสามารถปรับความเข้าใจกันได้พวกเขาจับมือกับเซคส์และลูเทียเป็ทีม 4 คนต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่เพื่อโค่นจอมมารมาตลอดหลายปีนี้
-----ผู้กล้าที่โค่นจอมมารสำเร็จจะผูกสัมพันธ์กับเ้าหญิงในตอนท้ายและจบลงแบบมีความสุข
จริงอยู่ว่าถึงจะจบแบบนั้นก็ไม่ใช่เื่แปลกอะไรเลย คน 2คนที่เดินทางเสี่ยงชีวิตไปทั่วโลกด้วยกันเป็ไปได้อยู่แล้วที่จะมีความรู้สึกพิเศษเกิดขึ้น
โดยระหว่างอาคาสึกิกับลิสตี้ก็มีความรู้สึกพิเศษต่อกันจริงๆ
แต่ทั้งคู่ไม่ได้ไม่ได้ผูกสัมพันธ์กันเพราะลิสตี้มีคนรักที่ไม่มีทางลืมลงเด็ดขาดอยู่อาคาสึกิเองก็ไม่สามารถลืมผู้ชายคนนั้นลงได้เช่นกัน
เพื่อนสนิทคนแรกที่เขามีนับั้แ่ถูกเรียกตัวมายังโลกต่างมิติที่ชื่ออเลย์ซาร์ดแห่งนี้ผู้กล้าในหมู่ผู้กล้า
ดังนั้น เขาจึงต่อสู้ในฐานะผู้กล้านอกคอกตลอดมาจนถึงท้ายที่สุด
และเพราะเข้าใจถึงความรู้สึกนั้นของเขาเป็อย่างดีลิสตี้ถึงเกิดความรู้สึกพิเศษต่อเขาขึ้นมาในเวลาไม่นาน คน 2คนที่มีความโศกเศร้าแบบเดียวกันย่อมจะหลงเสน่ห์ซึ่งกันและกัน
-----กระนั้น ทั้งคู่ก็ไม่ได้เป็คนรักกันจนแล้วจนรอด
และลิสตี้ไม่ได้อยู่ด้วยตอนเขาจากมา ในเมื่อเซคส์กับลูเทียยังตามเขามาเธอซึ่งไม่ใช่คนอื่นคนไกลไม่มีทางไม่รู้ถึงความคิดของเขาหรอก
ด้วยเหตุนั้น-----เขาเลยคิดว่านี่คือจุดจบความสัมพันธ์ของพวกเขา
แต่ตอนที่เขาออกเดินทางไปยังป่าตอนเหนือซึ่งมี ‘ประตู่สู่ต่างโลก’ อยู่นั่นเองเขาถูกบรรดาเมดสาวสวยซึ่งเป็ความภาคภูมิใจของเชอร์ฟีดกับหัวหน้าเมดวัลคีเรียเรียกให้หยุด
พวกเรามาเพื่อบอกข้อความที่ลิสตี้ฝากให้-----พอเจอคำพูดอย่างนั้นปกติก็คงต้องฟังอยู่แล้วล่ะ
แต่ดันเจอพูดใส่ว่า ‘ผู้กล้าที่โค่นจอมมารสำเร็จแล้วเผ่นหนีในวันถัดมาน่ะไม่ตลกเลยนะจงโดนยำให้เละจะได้หัวเย็นลงซักหน่อยเถอะ’ เล่นเอาไม่สามารถทำความเข้าใจได้ในทันที
ในพริบตาที่อาคาสึกิเอียงคอด้วยความงุนงง เสียงเหล็กกล้าส่งเสียงดังแชร้งเมด 44 คนควักอาวุธออกมาจู่โจมใส่เขา-----
“-----แล้วเลยเป็อย่างที่เห็นนี่แหละ”
เขาว่า พลางหยุดฝีเท้า
เพราะข้างหน้า-----ทางที่เขาจะไป มีเมดยืนเรียงกันเป็แถว
คงลงความเห็นแล้วว่าแค่ 2-3 คนทำอะไรเขาไม่ได้ คราวนี้เลยมาทีเดียว 10 คน
ภาพการตั้งแถวหน้ากระดานตรงเป๊ะช่างเด่นสะดุดตา อาคาสึกิถอนใจ
“ไม่คิดจะถอยสินะ.....อืม ก็ไม่ใช่จะยอมโอนอ่อนกันง่ายๆ น่ะแหละสิ่งที่เรียกว่าความคิดเนี่ย”
แต่ทางนี้ก็เหมือนกัน เขาจึงค่อยๆ ย่างเท้าออกไป
และนี่คือคำเตือนครั้งสุดท้าย
“ถ้ายังจะขัดขวางกันมากกว่านี้จะใช้วิธีรุนแรงซักหน่อยล่ะนะ-----อย่าว่ากันล่ะตกลงมั้ย?”
“หน่วยอัลฟ่าถูกตีแตกแล้วค่ะ! การล้อมจับของอีกหน่วยก็ไม่ได้ผล!”
“หน่วยโอเมก้า ได้ยินหรือเปล่า หน่วยโอเมก้า! -----ไม่ไหวค่ะ ไม่มีใครตอบเลย!”
เสียงะโรายงานของบรรดาลูกน้องเมดหัวหน้าเมดวัลคีรีหลับตายืนนิ่งรับฟังอย่างไม่ไหวติง
สถานที่ที่พวกเธออยู่ตอนนี้คือในป่าซึ่งลึกกว่าบริเวณที่อาคาสึกิอยู่
ในเมื่อเป้าหมายคือการจับกุมตัวอาคาสึกิให้ได้เท่านั้นการดักโจมตีจึงน่าจะมีอัตราความสำเร็จสูงกว่ามัวแต่แกะรอยไล่ตาม เพราะคิดอย่างนั้นเลยใช้การต่อสู้ของกองหน้าเพื่อถ่วงเวลาให้มาดักทัน
จากนั้นจะแบ่งเป็กองย่อยที่พร้อมรบเต็มพิกัดร่วมมือกันล้อมวงจับเขา-----ซึ่งควรจะเป็อย่างนั้น
แต่ไม่สามารถยับยั้งได้ แทนที่อาคาสึกิจะหลีกหนีออกจากวงล้อมกลับพุ่งเข้าชนบรรดาเมดจนกระเจิง แล้วมุ่งหน้าตามทางของตัวเองต่อไปแถมยังอาศัยความชุลมุนบีบหน้าอก ลูบสะโพก จับต้นขาของพวกเมดและถึงกับใช้วิชาควบคุมปราณทำให้พวกเธอเข่าอ่อนอีก
“ท่านวัลคีเรียคะ ขืนปล่อยไว้แบบนี้.....”
พวกเราแพ้ราบคาบแน่-----ฟังเมดลูกน้องกล้ำกลืนท้ายประโยคลงคอ วัลคีเรียจึงค่อยลืมตาขึ้นอย่างเงียบๆในที่สุด
“ช่วยไม่ได้ พวกเ้าก็ไปเถอะ.....ข้าจะอยู่ที่นี่เอง”
“แต่ว่า.....”
“ท่านวัลคีเรีย.....”
คำสั่งของวัลคีเรียถ่ายทอดไปยังแต่ละกองย่อยด้วยเวทสื่อสารผ่านทางลูกน้อง 4คนที่เธอไว้ใจมากที่สุดจากบรรดาลูกน้องทั้งหมด 43 คนพวกเธอทั้งหมดใช้เวทจู่โจมเป็ แต่ป่าตอนเหนือเป็เขตศักดิ์สิทธิ์ไม่สามารถกระทำการรุนแรงได้ เมื่อเห็นท่าทางที่ยังไม่ยอมตัดใจของพวกเธอวัลคีเรียจึงคลี่ยิ้มอันแสนอ้างว้างออกมาให้เห็น
“คงเข้าใจกันสินะว่าถ้าพวกเราไม่สามารถยับยั้งท่านผู้นั้นได้การจากลาจะมาถึงอย่างแน่นอน กระนั้นท่านลิสตี้ก็ยังมอบโอกาสสุดท้ายให้แก่พวกเราดังนั้น จงไปเถอะ ในเมื่อห้ามไม่ได้อย่างน้อยก็ไปรับความทรงจำสุดท้ายจากท่านอาคาสึกิ”
“.....ค่ะ ท่านวัลคีเรีย”
“ขอให้ท่านวัลคีเรียก็ได้บอกลาแบบไม่ต้องนึกเสียดายทีหลังเช่นกันนะคะ.....”
“จ้ะ.....ขอบใจมาก”
วัลคีเรียมองบรรดาลูกน้องทำความเคารพก่อนวิ่งจากไปเงียบๆ
แล้วหลับตาลงอีกครั้ง ความเงียบสงัดปกคลุมป่าตอนเหนือเพียงชั่วครู่หนึ่ง
ก่อนจะได้ยินเสียงกรีดร้องของลูกน้องแว่วมาจากที่ไกลๆ ในเวลาต่อมาเสียงกรีดร้องค่อยๆ ดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
วัลคีเรียนึกถึงทุกเื่ราวที่เกิดขึ้นั้แ่วันแรกที่ได้พบกับอาคาสึกิเมื่อ5 ปีก่อนจนถึงวันนี้ แล้วความรู้สึกจางๆ บางอย่างก็เอ่อล้นขึ้นจากส่วนลึกในใจ
.....อย่าสิ
ผิวแก้มของเธอแย้มยิ้มขึ้นเองอย่างเป็ธรรมชาติ
และแล้ว
“-----โอ๊ะ ออกโรงจนได้สินะ วัลคีเรีย”
ชายหนุ่มร่างสูงปรากฏตัวออกมาจากพุ่มไม้ตรงหน้า
อาคาสึกิ
ผมยุ่งกระเซิงยาวประบ่า เครื่องแต่งกายที่สวมทับเรือนร่างกำยำล่ำสันล้วนดำสนิทราวกับรัตติกาลกระทั่งดวงตาโชนแสงบนใบหน้าคมเข้มยังเป็สีดำ