ตอนที่ 171
บรรยากาศภายในห้องประชุมใหญ่เงียบสงัด ราวกับเวลาหยุดนิ่ง จ้าวเฟิงยืนรออยู่ตรงกลางห้องด้วยใจที่เต้นระทึก เสียงลมหายใจของตนเองดังชัดเจนในความเงียบที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณ ดูเหมือนว่าในเวลานี้ เจ้าสำนักกำลังกักตน ทำให้ผู้ที่เข้าร่วมการประชุมเร่งด่วนนี้มีเพียงเหล่าผู้อาวุโสที่เป็นเสาหลักค้ำจุนของสำนักเท่านั้น
“หวังว่าการที่เจ้าเรียกพวกเรามาประชุมกระทันหันเช่นนี้ จะมีเหตุผลที่สำคัญเพียงพอนะ ผู้อาวุโสจ้าวเฟิง”
"ขออภัยท่านผู้อาวุโสใหญ่ แต่ข้ามีเรื่องด่วนที่ต้องหาหรือกับเหล่าผู้อาวุโสขอรับ" จ้าวเฟิงรีบกล่าว
"ช่างเถอะ รีบพูดธุระของเจ้ามาได้แล้ว" ผู้อาวุโสใหญ่โบกมืออย่างไม่ใส่ใจนัก
"ท่านคงยังจำได้ว่า เมื่อประมาณสามเดือนก่อน ตู่กู่หลินแห่งนิกายค้อนทองคำ ได้เชิญสำนักของเราเข้าร่วมการแข่งขันตีเหล็กระดับทวีป"
"จำได้ แล้วมันมีสิ่งใด? มิใช่ว่าเจ้าเคยรายงานข้าว่าสำนักของเรามีเพียงช่างตีเหล็กระดับอัครจารย์เท่านั้นหรือ?"
“อันที่จริงเมื่อไม่นานมานี้ข้าพบศิษย์ที่มีพรสวรรค์ผู้หนึ่ง และเขาสามารถสร้างอาวุธระดับเซียนขั้นสูงได้ ทว่า… เด็กคนนั้นร้องขอในสิ่งที่ข้าไม่สามารถตัดสินใจด้วยตนเองได้”
หลังจากที้จ้าวเฟิงร่ายสิ่งที่ชิงเทียนร้องขอ ความคิดเห็นของเหล่าผู้อาวุโสก็แบ่งเป็นสองฝ่าย ผู้อาวุโสส่วนหนึ่งมิได้คักค้านคำขอนี้เพราะเห็นว่าผลประโยชน์ของสำนักย่อมมาก่อน ในขณะที่ผู้อาวุโสอีกส่วนต่างก็ยึดมั่นในธรรมเนียมปฏิบัติ
"นี่มันเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้!" ผู้อาวุโสชราผู้หนึ่งทุบพนักเก้าอี้ด้วยความโกรธ "ให้ศิษย์ฝ่ายนอกที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้ามาเรียกร้องสิทธิ์เช่นนี้ มันเป็นการหยามเกียรติสำนักของเราชัดๆ!"
"ข้าเห็นด้วยกับท่านผู้อาวุโสรอง" ผู้อาวุโสอีกคนกล่าวเสริม
"การทำตามข้อเสนอของเขา จะเป็นแบบอย่างที่ไม่ดี และจะทำให้ศิษย์คนอื่น เอาเป็นเยี่ยงอย่างในอนาคต"
"แต่ท่านทั้งหลาย ได้โปรดอย่ามองข้ามความสามารถของเด็กหนุ่มผู้นี้" จ้าวเฟิงพยายามอธิบายด้วยเหตุผล "การสร้างอาวุธระดับเซียนขั้นสูงได้ แสดงให้เห็นถึงพรสวรรค์ที่ไม่ธรรมดา นี่อาจเป็นโอกาสเดียวที่เราจะมีตัวแทนที่แข็งแกร่งในการแข่งขันระดับทวีป" จ้าวเฟิงพยายามโน้มน้าว
"เพียงแค่การตีเหล็กชิ้นเดียวจะรับประกันอะไรได้? เราไม่รู้ภูมิหลังหรือเจตนาที่แท้จริงของเขาด้วยซ้ำ!"
"ทรัพยากรบ่มเพาะ การเลื่อนขั้นเป็นศิษย์ฝ่ายใน และสิทธิ์ในการใช้สระแก่นปราณ! เขาคิดว่าตนเองเป็นใครกัน ถึงได้กล้าเรียกร้องสิ่งเหล่านี้"
ผู้อาวุโสที่คัดค้านเริ่มมีสีหน้าไม่พอใจ บรรยากาศในห้องประชุมเต็มไปด้วยความตรึงเครียด
"ข้าเข้าใจถึงความกังวลของทุกท่าน" จ้าวเฟิงพยายามทำให้ทุกคนในห้องประชุมอยู่ในความสงบ
"แต่เราก็ไม่อาจเพิกเฉยต่อสถานการณ์ปัจจุบันได้ การแข่งขันทักษะการตีเหล็กในครั้งนี้มีความสำคัญต่อชื่อเสียงของสำนักเรา หากเราไม่ส่งตัวแทนที่มีความสามารถเพียงพอไปเข้าร่วม สำนักอื่นจะไม่หัวเราะเยาะ และดูถูกเราหรอกหรือ"
"แต่นั่นเป็นการร้องขอที่มากเกินไป..." ผู้อาวุโสท่านหนึ่งยังคงไม่เห็นด้วย
"ข้าได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว" ผู้อาวุโสใหญ่กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "แม้ว่าข้อเสนอของเขาจะดูมากเกินไป แต่หากเขาสามารถนำชัยชนะกลับมาสู่สำนักได้ ชื่อเสียงที่เราจะได้รับกลับคืนมานั้นย่อมมีค่ามากกว่าทรัพยากรที่เราต้องเสียไป อีกทั้ง การแสดงความใจกว้างในครั้งนี้ อาจเป็นการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมที่จะสนับสนุนผู้มีความสามารถของสำนักเรา"
เมื่อผู้อาวุโสใหญ่กล่าวเช่นนั้น เหล่าผู้อาวุโสที่ยังคงคัดค้านก็เริ่มเงียบลง พวกเขารู้ดีว่าเมื่อเจ้าสำนักไม่อยู่ ผู้อาวุโสใหญ่คือผู้ที่มีอำนาจมากที่สุด แม้ในใจจะยังคงรู้สึกไม่ยินยอม แต่ก็จำต้องยอมรับการตัดสินใจนั้นแต่โดยดี
ในเช้าวันต่อมา จ้าวเฟิงมาแจ้งข่าวเรื่องการที่ผู้อาวุโสลงมติอนุมัติคำขอของชิงเทียน ทำให้เขาจะต้องเดินทางไปยังนิกายค้อนทองคำพร้อมกับจ้าวเฟิงในอีกสามวันข้างหน้า
ทุกอย่างเป็นไปตามที่ชิงเทียนคำนวนไว้ ความขัดแย้งระหว่างสำนักกระบี่พิรุณ สำนักมังกรศักดิ์สิทธิ์ และนิกายค้อนทองคำฝั่งรากลึกมานานหลายปี ไม่มีทางที่พวกเขาจะยอมให้ตนเองเสียหน้าโดยเด็ดขาด
ช่วงเวลาที่เหลืออยู่ ชิงเทียนใช้เวลาทั้งวันทั้งคืนอยู่ในโรงตีเหล็กของสำนัก เวลานี้เขามีสิทธิ์อย่างเต็มที่ในการเข้าถึงแร่โลหะทุกชนิด ชิงเทียนสามารถนำแร่หายากเหล่านั้นมาสรรค์สร้างสิ่งต่างๆ ได้อย่างอิสระตามความต้องการ
ชิงเทียนมองกองแร่ที่วางอยู่ข้างหน้า ก่อนจะลงมือหลอมและขึ้นรูปโลหะเหล่านั้น เขาบรรจงสลักอักขระโบราณลงบนแผ่นโลหะทีละแผ่น
ภายในโรงตีเหล็กอันเงียบสงัด แสงไฟจากเตาหลอมส่องประกายวูบวาบ สะท้อนเงาของเขาบนผนัง ชิงเทียนสามารถนำความรู้และทักษะที่มีออกมาใช้อย่างเต็มที่
หลังจากผ่านมาประมาณสามชั่วยาม ชิงเทียนยกแขนขึ้นปาดเหงื่อที่ไหลซึมตามไรผม ด้านหน้าเขามีเครื่องรางขนาดเล็กวางเรียงรายอยู่ทั้งหมดห้าชิ้น ซึ่งเขาตั้งใจจะมอบให้กับสหายของเขาก่อนออกเดินทาง
ในวันต่อมา ซินเมิ่งหยู กวนเสี่ยวหรง กู่ไท่หยาง และเยี่ยกวานจง ต่างก็ได้รับของขวัญจากชิงเทียนคนละชิ้น มันคือสร้อยข้อมือที่ทำจากโลหะหายาก โดยมีชิ้นส่วนกระดองจากเต่าเศียรมังกรประดับอยู่ตรงกลาง
“นี่คือเครื่องรางป้องกัน ที่สามารถป้องกันการโจมตีจากเซียนขั้นสูงได้ถึงสามครั้ง เก็บรักษาไว้ให้ดี” ชิงเทียนอธิบาย
“เครื่องรางระดับเซียนขั้นสูง!”
ทุกคนมีสีหน้าตกตะลึงอย่างไม่อาจปิดบัง พวกเขาไม่เคยครอบครองเครื่องรางที่ทรงพลังและล้ำค่าเช่นนี้มาก่อน ของขวัญจากชิงเทียนในครั้งนี้ มีค่าเกินกว่ารางวัลจากการทำภารกิจของสำนักเสียอีก
“ข้าไม่เคยคิดเลยว่าจะมีโอกาสได้ครอบครองของที่ล้ำค่าถึงเพียงนี้” กวนเสี่ยวหรงมองดูสร้อยข้อมือในมือด้วยดวงตาเป็นประกายระยิบระยับ
เยี่ยกวานจงพยักหน้าเห็นด้วยอย่างจริงจัง เพราะแม้แต่ในคลังสมบัติของบิดาเขา ก็ยังไม่มีเครื่องรางระดับนี้เลยสักชิ้น
ชิงเทียนเผยรอยยิ้มอบอุ่นออกมา แม้ว่าจะเป็นการเดินทางร่วมกันเพียงแค่ไม่กี่เดือน แต่เขาก็รู้สึกผูกพันกับบุคคลเหล่านี้ และมองว่าพวกเขาคือสหายที่สามารถเชื่อใจได้
ในที่สุดวันที่ต้องออกเดินทางก็มาถึง จ้าวเฟิงเดินทางมารับชิงเทียนด้วยตนเองที่หน้าเรือนพักอันเงียบสงบของศิษย์ฝ่ายนอก เป้าหมายของการเดินทางครั้งนี้คือ นิกายค้อนทองคำที่ตั้งตระหง่านอยู่บนขุนเขาสูงชัน ห่างไกลจากความวุ่นวายของตัวเมือง
“ข้าได้ยินเรื่องของจ้าวมู่ไป๋แล้ว” จ้าวเฟิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบในขณะที่รถม้าเริ่มเคลื่อนตัวไปตามถนน
“อันที่จริงข้ารู้พฤติกรรมของเขาดี” จ้าวเฟิงกล่าวต่อพลางถอนหายใจแผ่วเบา “บางทีการที่เขาถูกสั่งสอนเสียบ้าง อาจจะช่วยให้เขาเติบโตและรู้จักคิดไตร่ตรองมากขึ้น”
ในตอนแรกชิงเทียนคาดการณ์ว่าจ้าวเฟิงคงจะแสดงความไม่พอใจหรือตำหนิเขาอย่างรุนแรง แต่กลับกลายเป็นว่าผู้อาวุโสผู้นี้ไม่ได้ต่อว่าเขาแม้แต่น้อย
“ข้ารู้ว่าเขาเป็นเด็กที่เอาแต่ใจตัวเองและมักก่อเรื่องวุ่นวายอยู่เสมอ อย่างไรก็ตาม จ้าวมู่ไป๋ไม่ได้เป็นคนเลวร้ายในจิตใจ ข้าหวังว่าเจ้าจะไม่ถือสาการกระทำของเขา”
ชิงเทียนเพียงแค่ยิ้มรับ ไม่ได้กล่าวสิ่งใดเพิ่มเติม ในสายตาของเขา จ้าวมู่ไป๋ไม่ได้มีความสำคัญมากพอที่จะเก็บมาใส่ใจให้รกสมอง แต่หากอีกฝ่ายยังคงไม่เข็ดหลาบและต้องการที่จะหาเรื่องเขาอีก ชิงเทียนก็มีวิธีสั่งสอนเจ้ามู่ไป๋อีกเป็นพันวิธี
“จะว่าไป การแข่งขันทีกษะการตีเหล็กในครั้งนี้มีกี่สำนักที่เข้าร่วม”
“ในการแข่งขันระดับทวีปครั้งนี้ จะมีผู้เข้าร่วมจากสำนักและนิกายที่มีชื่อเสียงมากมาย หากพูดถึงสำนักที่โด่งดังด้านการสร้างศาสตราวุธ ในทวีปเทียนฉิน คงหนีไม่พ้นนิกายค้อนทองคำ สำนักเพลิงสุริยัน และสำนักอัคคีทมิฬ” จ้าวเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “สำนักและนิกายเหล่านี้ล้วนมีทักษะและความสามารถที่สูงส่ง เจ้าจะต้องไม่ประมาทพวกเขาโดยเด็ดขาด”
ชิงเทียนพยักหน้า เขาไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นแม้แต่น้อย หากกลับไปอยู่จุดสูงสุดอีกครั้ง กระทั้งอาวุธระดับเทวะ เขาก็สามารถสร้างขึ้นมาได้
ในที่สุด รถม้าก็มาถึงเชิงเขาสูงตระหง่าน ยอดเขาถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกหนาทึบ ปรากฏให้เห็นเพียงป้ายขนาดใหญ่สลักตัวอักษรสีทองอร่ามว่า “นิกายค้อนทองคำ” ตั้งอยู่ตรงทางขึ้น
หลังจากขึ้นบันไดที่ลาดชันมานับพันขั้น จ้าวเฟิงและชิงเทียนก็เดินขึ้นมาถึงบริเวณส่วนกลางของนิกายค้อนทองคำ บนลานกว้างที่มองเห็นทิวทัศน์งดงามของขุนเขาเบื้องล่าง ชายวัยกลางคนในชุดสีทองอร่ามยืนรออยู่ ท่าทางของเขาสง่างาม ดวงตาคมกริบเต็มไปด้วยความเฉลียวฉลาด
ตู่กู่หลินที่เห็นจ้าวเฟิงเดินเข้ามา สีหน้าของเขาก็ปรากฏความประหลาดใจเล็กน้อย
“นึกว่าใครที่ไหน ที่แท้ก็ผู้อาวุโสจ้าวเฟิงนี่เอง” ตู่กู่หลินทักทายด้วยน้ำเสียงจิกกัด
สายตาของตู่กู่หลินเลื่อนจากจ้าวเฟิงไปยังร่างของชิงเทียนที่ยืนอยู่ด้านหลัง เขามองสำรวจชิงเทียนด้วยสายตาที่แฝงไว้ซึ่งความดูถูกอย่างไม่ปิดบัง
“นี่หรือช่างตีเหล็กที่ท่านพามา ดูจากรูปร่างหน้าตาแล้ว ยังดูอ่อนเยาว์นัก ประสบการณ์ในการตีเหล็กจะมีสักเท่าไหร่กันเชียว”
จ้าวเฟิงขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ก็ยังคงรักษาท่าทีสุภาพ “ผู้อาวุโสตู่กู่หลิน โปรดอย่าได้ตัดสินคนที่รูปลักษณ์ภายนอก นี่คือศิษย์ใหม่ของสำนักข้า ทักษะการตีเหล็กของเขามิได้ด้อยไปกว่าศิษย์ของนิกายท่านอย่างแน่นอน”
“โฮ่? เป็นเช่นนั้นจริงหรือ” ตู่กู่หลินเลิกคิ้วด้วยความสนใจที่แฝงไปด้วยความเย้ยหยัน “ข้าชักอยากจะเห็นฝีมือของศิษย์ผู้นี้เสียแล้วสิ”
ตู่กู่หลินยิ้มเยาะ เขามีความภาคภูมิใจในทักษะและพรสวรรค์ของศิษย์ในนิกายค้อนทองคำเป็นอย่างมาก และไม่เชื่อว่าเด็กหนุ่มที่จ้าวเฟิงพามาจะมีความสามารถเทียบเท่า หรือเหนือกว่าศิษย์ของพวกเขาได้ตามที่กล่าวอ้าง