เสียงโห่ร้องที่ประตูเมืองเงียบลงชั่วขณะ...แต่กลับเป็นเพียงความสงบก่อนพายุระลอกใหม่จะโหมกระหน่ำ
คำอินทร์ถอยกลับเข้าสู่เงามืดของตรอกซอกซอยอีกครั้ง ร่างกายของเขาเปียกชุ่มไปด้วยเลือดของศัตรู แต่ลมหายใจกลับสงบนิ่ง
ชายหนุ่มไม่ได้ต้องการเป็นวีรบุรุษในสายตาใคร เขาเพียงทำในสิ่งที่ต้องทำ...แต่แล้ว สัญชาตญาณของเขาก็ร้องเตือนถึงอันตรายครั้งใหม่ที่รุนแรงกว่าเดิม
เขาปีนขึ้นไปบนหลังคาของอาคารหลังหนึ่งอย่างรวดเร็วและเงียบกริบ...เพื่อให้มองเห็นภาพรวมของสมรภูมิได้ชัดเจนขึ้น...และสิ่งที่เขาเห็นก็ทำให้หัวใจของเขาเย็นวาบ
การโจมตีที่ประตูเมืองเป็นเพียงแผนลวง!
บัดนี้...ภายใต้ความมืด...บันไดพาดจำนวนนับไม่ถ้วนกำลังถูกนำมาพาดเข้ากับกำแพงเมืองในส่วนอื่น...ส่วนที่การป้องกันเบาบางกว่า! ทหารพม่าระลอกแล้วระลอกเล่ากำลังปีนป่ายขึ้นมาอย่างรวดเร็วราวกับฝูงปลวกที่บ้าคลั่ง!
นี่คือการโจมตีที่แท้จริง!
บนกำแพงเมืองส่วนนั้น...เจ้าพระยาเพชรพิไชยและเหล่าทหารหาญกำลังวิ่งแข่งกับเวลาเพื่อเข้าสกัดกั้นข้าศึก
"เร็วเข้า! ไปที่กำแพงฝั่งตะวันตก! อย่าให้พวกมันขึ้นมาได้แม้แต่คนเดียว!" ท่านเจ้าเมืองตะโกนสั่งการด้วยเสียงที่ดังกังวาน ใบหน้าของท่านเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว
การต่อสู้บนกำแพงนั้นโหดร้ายและทารุณยิ่งกว่าที่ปากประตูหลายเท่านัก มันคือสมรภูมิที่ไม่มีที่ว่างให้หลบหลีก...มีเพียงการฆ่าหรือถูกฆ่า!
ทหารสยามใช้หอกยาวและไม้ง่ามพยายามดันบันไดให้หลุดออกจากกำแพง แต่พวกพม่าก็ใช้ขอเกี่ยวเหล็กยึดบันไดไว้กับเชิงเทินอย่างแน่นหนา
ทหารอีกส่วนหนึ่งเทหม้อดินที่บรรจุทรายร้อนและน้ำมันเดือดลงไปเบื้องล่าง เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัสของทหารพม่าที่ถูกลวกดังขึ้นไม่ขาดสาย แต่ก็ยังมีคนอื่นๆ ที่เหยียบย่ำขึ้นมาบนร่างของสหายตนเอง...ปีนป่ายขึ้นมาอย่างไม่หยุดหย่อน
การต่อสู้ระยะประชิดเกิดขึ้นทันทีที่ทหารพม่าคนแรกปีนข้ามขอบกำแพงขึ้นมาได้สำเร็จ!
เคร้ง! ฉัวะ! อ๊าก!
เสียงดาบกระทบกัน...เสียงเนื้อหนังที่ถูกฟัน...และเสียงร้องสุดท้ายของชีวิต...ดังผสมปนเปกันไปหมดจนแยกไม่ออก เลือดสาดกระเซ็นไปทั่วยอดกำแพง...ย้อมศิลาแลงให้กลายเป็นสีแดงฉาน
เจ้าพระยาเพชรพิไชยต่อสู้อยู่ในแถวหน้าสุด เคียงบ่าเคียงไหล่กับเหล่าทหารของท่าน ดาบคู่กายของท่านวาดลวดลายอย่างองอาจและเฉียบคม สังหารศัตรูที่บุกขึ้นมาได้หลายต่อหลายคน
ความกล้าหาญของท่านเป็นดั่งยาชูใจชั้นดี...ทำให้เหล่าทหารสยามสู้สุดใจขาดดิ้น...และสามารถผลักดันทหารพม่าระลอกแรกให้ตกกำแพงกลับลงไปได้สำเร็จ
แต่แล้ว...แม่ทัพพม่าที่บัญชาการอยู่เบื้องล่างก็มองเห็นจุดอ่อน...มันมองเห็นว่าหัวใจของแนวป้องกันนี้คือใคร
มันชี้ดาบขึ้นมายังตำแหน่งของเจ้าพระยาเพชรพิไชย...แล้วตะโกนสั่งการด้วยภาษาพม่า!
ทันใดนั้น...การโจมตีก็เปลี่ยนทิศทาง!
ทหารพม่ากลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นหน่วยกล้าตายที่ดูแข็งแกร่งและสวมเกราะหนากว่าคนอื่น...ได้พุ่งเข้ามายังบันไดที่อยู่ใกล้กับตำแหน่งของเจ้าเมืองมากที่สุด! พวกมันใช้โล่ขนาดใหญ่ป้องกันการโจมตีจากเบื้องบน...แล้วดันร่างของทหารที่อยู่ข้างหน้าให้ปีนขึ้นไปอย่างรวดเร็ว!
ผู้นำของหน่วยกล้าตายนั้นคือบุรุษร่างยักษ์ผู้หนึ่ง...มันสูงใหญ่กว่าทหารทั่วไปศีรษะหนึ่ง สวมเกราะเหล็กดำทมิฬทั้งตัว และในมือของมันถือ "ขวานรบสองมือ" ขนาดมหึมาที่ดูน่าสะพรึงกลัว
"อ๊าาาาาาาา!"
มันคำรามไม่เป็นภาษาลั่นราวกับสัตว์ป่า...แล้วกระโดดข้ามขอบกำแพงขึ้นมา!
คมขวานในมือของมันตวัดเป็นวงกว้าง! ทหารสยามสองนายที่อยู่ใกล้ที่สุดถูกฟันเข้าที่ลำตัวจนขาดสะบั้น! เลือดและเครื่องในทะลักออกมาอย่างน่าสยดสยอง!
ความแข็งแกร่งอันป่าเถื่อนของมัน...ทำให้แนวป้องกันของสยามเกิดช่องโหว่ขึ้นทันที!
"หนอย! ไอ้ชาติชั่ว!"
เจ้าพระยาเพชรพิไชยเห็นดังนั้นก็รู้ได้ทันทีว่าหากปล่อยให้อสูรร้ายตนนี้อาละวาดต่อไป...แนวรบทั้งหมดจะต้องพังทลายลงเป็นแน่!
ในฐานะผู้นำ...ท่านไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเข้าหยุดมันด้วยตนเอง!
"ใครเข้ามา...ฆ่ามัน!" ท่านตะโกนสั่งทหารที่เหลือ...แล้วพุ่งเข้าใส่แม่ทัพร่างยักษ์ตนนั้น!
เคร้งงงงงงงงงง!
ดาบของเจ้าเมืองปะทะเข้ากับขวานรบอย่างจัง! แรงปะทะอันมหาศาลส่งผลให้เจ้าพระยาเพชรพิไชยถึงกับเซถอยหลังไปสองก้าว! แขนของท่านชาวาบไปทั้งแขน!
พละกำลังของมันเหนือกว่าท่านมากนัก!
ท่านเจ้าเมืองทำได้เพียงตั้งรับอย่างเต็มกำลัง...อาศัยความคล่องแคล่วและประสบการณ์ที่เหนือกว่าในการหลบหลีกและปัดป้องคมขวานที่ฟาดฟันลงมาอย่างบ้าคลั่ง...รอคอยจังหวะที่จะสวนกลับ...
แต่แล้ว...ท่านก็ตระหนักว่าตนเองได้ติดกับดักเสียแล้ว!
ในขณะที่ท่านกำลังง่วนอยู่กับการต่อสู้ตัวต่อตัวกับแม่ทัพร่างยักษ์...เหล่าทหารกล้าตายของมันที่ปีนตามขึ้นมาได้สำเร็จ...กลับไม่ได้เข้ามารุมท่าน...แต่กลับพุ่งเข้าไปสังหารทหารสยามที่อยู่รอบๆ! พวกมันกำลัง "ตัดกำลังสนับสนุน" ของท่าน!
ทหารคนสนิทของท่านถูกหอกแทงทะลุปอด...องครักษ์อีกคนถูกรุมจนเสียท่า...
ในเวลาเพียงไม่กี่อึดใจ...เจ้าพระยาเพชรพิไชยก็พบว่าตนเองถูกทิ้งให้โดดเดี่ยว...เบื้องหน้าคือแม่ทัพร่างยักษ์ที่กำลังยิ้มอย่างเหี้ยมเกรียม...และเบื้องหลังกับด้านข้าง...คือทหารพม่าอีกสามนายที่กำลังปิดล้อมเข้ามา...พร้อมกับเงื้อดาบขึ้นสูง...
...ท่านกำลังจะตาย
จากบนหลังคาที่อยู่ห่างออกไป...คำอินทร์มองเห็นภาพทั้งหมดด้วย "ตาแห่งจิต" ที่กระจ่างชัด
เขามองเห็นกระแสพลังของแม่ทัพร่างยักษ์ที่แข็งแกร่งดุจหินผา...และมองเห็นกระแสพลังของเจ้าเมือง...ผู้นำเพียงคนเดียวของที่นี่...ที่กำลังจะริบหรี่ลงราวกับแสงเทียนที่ใกล้จะดับ
เขารู้ได้ในทันที...หากเจ้าเมืองผู้นี้ตาย...เมืองชากังราวจะต้องแตกพ่ายในคืนนี้อย่างแน่นอน...
และผู้คนนับพันที่อยู่เบื้องหลังกำแพงนี้...ก็จะพบกับชะตากรรมที่ไม่ต่างอะไรกับชาวบ้านลับแล...
คำอินทร์กำด้ามดาบแน่น...จิตสังหารที่เพิ่งสงบลงไป...บัดนี้ได้ถูกจุดขึ้นมาอีกครั้ง...แต่ครั้งนี้...ไม่ใช่เพื่อความแค้นส่วนตัว...
แต่เพื่อปกป้อง...ชีวิตของผู้คนในเมืองนี้