ตอนที่ 7 มาชาตินี้กลับบังเอิญเจอบุรุษไร้หัวใจ (1)
วันที่เหยียนจื่อม่อกลับมาบังเอิญตรงกับ่เทศกาลพอดี การเดินเล่นดูของตามท้องถนนจึงเป็เื่ที่ขาดไม่ได้ ตอนแรกเจี่ยนซื่อกังวลที่เด็กสาวกลุ่มหนึ่งออกไปด้วยกันลำพัง แต่เมื่อคิดว่าเติ้งซื่อเป็คนพาพวกนางออกไปก็รู้สึกเบาใจขึ้น
เนื่องจากต้าฉู่ได้รับอิทธิพลจากขนบธรรมเนียมของชนเผ่าต๋าต๋า บุรุษและสตรีจึงไม่ได้เคร่งครัดเหมือนในราชวงศ์ก่อนๆ ที่หญิงสาวส่วนใหญ่ต้องสวมหมวกม่านออกไปข้างนอก ตามท้องถนนซึ่งเต็มไปด้วยร้านขายสินค้าความงามและร้านขายเครื่องประดับเงินทองจึงปรากฏภาพเจริญหูเจริญตาของเด็กสาวที่จับกลุ่มเดินไปมา
“ยายหนูห้าถูกใจสิ่งใดหรือไม่ วันนี้อาสะใภ้รองจะควักกระเป๋าจ่ายให้เ้าเอง”
เหยียนจื่อม่อที่สวมชุดกระโปรงยาวสีแดงสดและหมวกหิมะขนจิ้งจอกขาวเงยหน้าขึ้นมองอย่างรวดเร็ว ใบหน้างดงามและดวงตาใสแจ๋วทำให้หัวใจของเติ้งซื่อกระตุกเล็กน้อย
ไม่ต้องเอ่ยถึงรูปลักษณ์อื่น เพียงแค่ดวงตาคู่นั้นก็เปี่ยมด้วยเสน่ห์และออดอ้อนอ่อนหวานเกินบรรยายแล้ว ไม่รู้จริงๆ ว่าครอบครัวชาวนาตกอับเลี้ยงดูเด็กสาวผู้หนึ่งให้มีรูปลักษณ์เช่นนี้ได้เยี่ยงไร รูปร่างหน้าตาของคนคนหนึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็์สรรค์สร้าง ทว่าบุคลิกนิสัยจำเป็ต้องอบรมบ่มเพาะ
ขณะที่เติ้งซื่อกำลังสงสัยอยู่นั้น เหยียนจื่อม่อก็หลบสายตาด้วยความเขินอายอีกครั้ง เมื่อครู่นางกำลังคิดอะไรบางอย่างจึงไม่ทันควบคุมอารมณ์ในแววตา และจากสายตาแฝงความตกตะลึงของอาสะใภ้รองเมื่อครู่ เห็นชัดว่าประหลาดใจมาก
“อาสะใภ้รองเลือกเถอะเ้าค่ะ ท่านแม่บอกว่าท่านเชี่ยวชาญด้านความงาม วันนี้หลานขอความช่วยเหลือจากท่านดีหรือไม่เ้าคะ!”
“ปากน้อยๆ นี่ช่างหวานเสียจริง แต่อาสะใภ้รองชอบฟังสิ่งที่เ้าพูดยิ่งนัก”
เติ้งซื่อถูกเยินยอก็ลืมเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ไป สตรีชั้นสูงในนครหลวงแห่งนี้มีเพียงไม่กี่คนที่มีสายตาเฉียบแหลมเช่นนาง อย่าเห็นว่านางอายุจะสามสิบแล้ว แต่ผิวพรรณยังราวกับต้นหอมอ่อน[1]อยู่เลยนะ
“ในเมื่อให้อาสะใภ้รองช่วยเ้าเลือกของ เช่นนั้นพวกเราไปลานประพันธ์ข้างๆ กันดีหรือไม่ ถึงอย่างไรท่านแม่บอกให้ข้าช่วยดูแลเ้าสักหน่อย เราไปซื้อของขวัญให้เ้าสักสองชิ้นกันเถอะ”
จื่อม่อได้ฟังคำพูดของเหยียนจื่อหลิงก็พยักหน้าด้วยรอยยิ้ม ชาติที่แล้วนางไม่ได้เผยท่าทีกับตนเร็วถึงเพียงนี้ คงเป็เพราะการแสดงออกของท่านแม่ในชาตินี้ที่ทำให้นางเปลี่ยนกลยุทธ์กระมัง
เหยียนฟางที่อยู่ด้านข้างรอต่อไปไม่ไหวแล้วเช่นกัน ที่นี่ไม่มีสิ่งที่นาง้าเลยสักนิด นางจึงขันอาสาเอง “อาสะใภ้รอง ข้าจะไปกับพวกพี่หญิงด้วย”
“ได้ อย่าพลัดหลงไปเสียละ!”
เติ้งซื่อหรี่ตาลงก่อนจะอนุญาต ลานประพันธ์ข้างๆ อยู่ไม่ไกลจากตรงนี้มากนัก ไม่ควรเกิดเื่ร้ายแรงอันใดได้ อีกทั้งยายหนูสี่ไม่ใช่คนโง่เง่า คงไม่ทำอะไรเกินขอบเขตตอนนี้
ตอนที่ทั้งสามมาถึงลานประพันธ์ คนข้างในค่อนข้างเยอะทีเดียว และดูเหมือนว่าผู้ดูแลร้านจะคุ้นเคยกับเหยียนจื่อหลิงพอสมควร เขาเดินเข้ามาทักทายด้วยคำพูดประจบประแจง ส่วนเหยียนจื่อหลิงทำเพียงยิ้มรับ “นำหนังสือสำหรับผู้เริ่มเรียนมาให้ข้าสองเล่ม สมุดคัดสองเล่มด้วย หากเป็อักษรดอกเหมย[2]ได้จะดีมาก”
“ซื้อให้คุณชายเจ็ดที่จวนหรือขอรับ แต่อักษรดอกเหมยดูจะไม่เหมาะให้เด็กผู้ชายฝึกเขียนเท่าไร”
“ไม่ใช่ ซื้อให้น้องหญิงข้า”
เหยียนจื่อหลิงพูดพลางชี้ไปยังตำแหน่งของเหยียนจื่อม่อ เมื่อเ้าของร้านเห็นคุณหนูแปลกหน้าก็แปลกใจเล็กน้อย แต่กลับไม่ถามมากความ เพียงเอ่ยไม่กี่คำก็ไปจัดของ
แม้เหยียนจื่อม่อ้าปฏิเสธให้ตัวเองอย่างอ้อมค้อม กระนั้นนางไม่ใช่คนใจร้อนอะไร เหยียนจื่อหลิงพูดคุยกับนางอีกคำสองคำก็เดินขึ้นไปชั้นสอง เหยียนฟางอดใจไม่ไหวเดินตามไปด้วย เหยียนจื่อม่อยกมุมปากเล็กน้อยก่อนจะเดินไปยังตู้หนังสือที่ชั้นหนึ่ง ที่นี่มีหนังสือความรู้พื้นฐานมากมาย และมีบันทึกการเดินทางต่างๆ ไม่น้อย
ตอนที่นางเดินออกไปบังเอิญชนเข้ากับคนที่เดินออกมาจากหัวมุมพอดี เมื่อเห็นหนังสือที่ตกอยู่ไม่ไกลก็รีบเก็บขึ้นมาและส่งคืนให้ “ขอโทษ เมื่อครู่ข้าเดินเร็วไปหน่อย”
เซี่ยจิ่นเหยียนมองนิ้วมือที่ค่อนข้างหยาบกร้านของสตรีที่ส่งหนังสือคืนให้เขา ดวงตาลึกล้ำคู่นั้นพินิจมองคนตรงหน้าอย่างละเอียด แม้จะคลุมศีรษะและใบหน้า ทว่าเสียงนี้คล้ายจะเคยได้ยินจากที่ไหนมาก่อน
“ไม่เป็ไร”
เสียงตอบนั้นทำให้เหยียนจื่อม่อเงยหน้ามองราวกับถูกฟ้าผ่าอย่างฉับพลัน เพียงแรกเห็นใบหน้าหล่อเหลาดุจเทพเซียนค่อยๆ ปรากฏขึ้นในหัว เมื่อเทียบกับขุนนางทรยศที่รู้กันทั่วหล้าในชาติก่อน ซึ่งเป็บุรุษผู้มีปอยผมสีดอกเลาและดวงตาขุ่นมัว เขาในตอนนี้ดูคล้ายกับภาพจำอันฝังลึกถึงจิติญญาของนางมากกว่า...คุณชายหน้าหยก งามสง่าเหนือใคร ไม่มีถ้อยคำใดอธิบายได้มากกว่านี้แล้วจริงๆ
เชิงอรรถ
^ เปรียบเทียบเพื่อบรรยายว่าผิวพรรณมีความสดใสและอ่อนเยาว์^ เป็นรูปแบบการเขียนอักษรจีนชนิดหนึ่งซึ่งมีขนาดเล็กและละเอียดสวยงาม