ดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน

    ตอนที่ 114 อ้อมกอดแห่งการปลอบประโลม

              "เกิดอะไรขึ้นกับหน่วยที่ถูกส่งไปทำไมถึงไม่มีรายงานกลับมาเลย รีบแสดงตำแหน่งของพวกเขาเร็วเข้า"


              ทหารนายหนึ่งซึ่งดูเหมือนเป็นสายบังคับบัญชาเอ่ยถามขึ้นขณะที่หน่วยของเขากำลังเร่งอพยพพลเรือนออกจากชานชาลาแห่งหนึ่งภายในเส้นทางวงกตของอุโมงค์รถไฟ


              "กล้องของยูนิตบอร์ดและอสูรรับใช้ทั้งหมดไม่ทำงานเลยครับดูเหมือนสัญญาณจะขาดไปอย่างกะทันหัน"


              "อย่าบอกนะว่าพวกเขาทั้งหมดถูกจัดการไปแล้วน่ะ?"


              ทหารอีกนายหนึ่งพึมพำขึ้น


              "ไร้สาระพวกเขาเป็นถึงหน่วยรบพิเศษของกองกำลังเวทมนตร์เคลื่อนที่ภาคพื้นดินอีกอย่างพวกฮันเตอร์ระดับแกนนำก็ร่วมปฏิบัติการด้วย ไม่มีทางที่พวกเขาจะแพ้มอนสเตอร์ทั่วไปได้หรอก"


              ใครคนหนึ่งแย้งขึ้น


              "รีบกู้คืนหาสัญญาณของพวกเขาเดี๋ยวนี้...รออะไรอยู่เล่า!"


              "คะ..ครับกรุณารอสักครู่นะครับ— เอ๊ะ.. รับสัญญาณจากเทอร์มินัลส่วนบุคคลได้หนึ่งตัวครับ!? วงจรเคลียร์หวนคืนวิสัยทัศน์"


              สัญญาณภาพที่ยูนิตบอร์ดตัวหนึ่งส่งมาแบบเรียลไทม์ถูกยิงตรงเข้ามาที่อุปกรณ์บางอย่างบนข้อมือของนายทหาร และฉายออกมาเป็นภาพโฮโลแกรมขนาดเล็ก


              ภาพที่ปรากฏบนจอขยับสั่นไหวจากแรงกระเทือนเผยให้เห็นกองกำลังหน่วยหนึ่งกำลังถูกสิ่งมีชีวิตบางอย่างไล่เข่นฆ่าอย่างไร้ความปรานี


              “รูปลักษณ์แบบนั้นมัน...ราชา!”

     


              กาโต้เดินนำไปยังประตูทางขวามือ เขาบิดลูกบิดเปิดประตูให้เห็นอุโมงค์มืดอีกสายเมื่อเดินตรงไปเรื่อย ๆ ก็พบประตูเหล็กอีกบานส่วนตรงกันข้ามเป็นทางแยกหักเลี้ยวไปสู่ความมืดมิด เขาโบกมือไปทางประตูให้ทุกคนเดินตามและผลักมันเปิดเดินเข้าสู่เส้นทางเงียบงันอีกเส้น ประตูโลหะบานนั้นเปิดแง้มออกพร้อมกับเสียงดัง ทุกคนก้าวออกไปรับรู้ได้ทันทีถึงความเปลี่ยนแปลงในอากาศความชื้นเย็นโอบล้อมพวกเขา สร้างความรู้สึกถึงอันตรายที่อาจซ่อนอยู่ทุกมุม


              เบื้องหน้านั้นอุโมงค์แยกออกเป็นสองสายทางขวามืดทึบ กำแพงหินแหวกออกเป็นทางเดินอีกสายส่วนทางซ้ายมือยังมีแสงไฟจากหลอดนีออนบนเพดานส่องนำทาง


              กาโต้ถอนหายใจขณะที่มองผนังหินโล้น ๆนึกอยากให้ตัวเองพกชอล์กมาด้วย อุโมงค์ที่พวกเขาอยู่ตอนนี้ก็ดูคล้ายกับที่อื่น ๆข้างหน้ามีทางเลี้ยวทั้งซ้ายและขวา เขารู้สึกเหมือนหลงทางแล้วและหวังว่าคงไม่เจอทางแยกซับซ้อนอะไรนัก โดยไม่ลืมใช้เวทมนตร์คอยทำสัญลักษณ์บอกทางทิ้งไว้ให้เรย์หวังว่าอีกฝ่ายจะสังเกตเห็น


              กาโต้สัมผัสได้ถึงความหวาดหวั่นของผู้คนที่กำลังติดตามมาจึงอดนึกหวนถึงเหตุการณ์ที่ตัวเองถูกดูดเข้ามาในดันเจี้ยนครั้งแรกไม่ได้ตอนนั้นตัวเขาก็ไม่ต่างจากคนพวกนี้ เป็นแค่หัวหน้าฝ่ายขายในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งแต่ต้องตกมาอยู่ในสถานการณ์ไม่คาดฝันเหนือจินตนาการ ผู้คนรอบกายล้มตายกันเป็นผักปลาข้ามผ่านเหตุการณ์ต่าง ๆกระเสือกกระสนเอาชีวิตรอดท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดที่สลักแน่นในความทรงจำ


              เสียงฝีเท้าดังสะท้อนภายในอุโมงค์ยาวอันเงียบงัน


              กาโต้พาทุกคนเดินต่อไปอีกสักพักก็พบเข้ากับชานชาลาที่มีความมืดปกคลุม เขาเรียกใช้รูนส่องสว่าง และเริ่มมองเห็นเค้าลางของอะไรบางอย่างเมื่อเดินเข้าใกล้ชานชาลา


              บรรยากาศรอบตัวเงียบสงัดมีเพียงเสียงหายใจของผู้คนและกลิ่นคาวเลือดที่ยืนยันถึงการมีอยู่ของชีวิตที่เคยผ่านมาที่นี่ซากชิ้นส่วนของมนุษย์กระจัดกระจายอยู่เต็มพื้นภาพความสยดสยองทำเอาผู้คนที่พบเห็นตัวสั่นจนเหงื่อซึม


     


     


              กาโต้ทำมือเป็นสัญญาณให้ทุกคนปีนขึ้นไปบนชานชาลาบริเวณโดยรอบเงียบสงัด มีเพียงกลิ่นคาวเลือดที่ช่วยยืนยันว่าเคยมีคนอยู่ที่นี่


              ทว่าทันทีที่กาโต้ปีนขึ้นจากรางรถไฟก้าวขาขึ้นมาด้านบน  เลเซอร์ช่วยเล็งถูกส่องกระทบร่างของเขาทันทีปฏิกิริยาตอบสนองกาโต้ก็ฉับไวเขากางม่านทรายเป็นวงรีป้องกันเต็มพื้นที่บริเวณด้านหน้า


              “พวกคุณเป็นฮันเตอร์?”


              เสียงไถ่ถามอย่างระมัดระวังลอยมาจากอีกฟากของกำแพงทราย


              “ใช่...แล้วพวกคุณคือ?”


              กาโต้ตอบกลับโดยยังไม่ลดการป้องกัน


              “พวกเราคือหน่วยรบย่อยเคลื่อนที่เร็วจากกองทหารราบที่107 ต้องขออภัยด้วยที่เสียมารยาท”


              ได้ฟังเช่นนั้นม่านทรายจึงค่อยลดลงอย่างช้าๆ และเมื่อได้เห็นเครื่องแบบชุดเกราะโปรเทคชั่นสูทและตราสัญลักษณ์บนเกราะแขนของพวกเขากาโต้จึงได้คลายม่านทรายออกทั้งหมด และกล่าวกับอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงผ่อนคลายมากขึ้น


              “มีแค่ผมกับผู้หญิงคนนั้นที่เป็นฮันเตอร์ส่วนที่เหลือล้วนเป็นพลเรือนน่ะ”


              ทหารร่างสูงใหญ่เบื้องหน้าลดปืนลงก่อนหันไปส่งสัญญาณให้เพื่อนร่วมทีมอีกคนที่ซุ่มอยู่ลดการป้องกันลง


              “พวกคุณกำลังบาดเจ็บอยู่นี่”


              ยูกิมิเอ่ยขึ้น เมื่อสังเกตเห็นเลือดไหลซึมออกจากเกราะส่วนขาที่แตกหักสภาพไม่สมบูรณ์ของนายทหารตัวใหญ่คนดังกล่าว


              “หน่วยของพวกเราถูกราชาจู่โจมอย่างกะทันหันทำให้มีผมและเพื่อนอีกสองคนเท่านั้นที่รอดมาได้ตอนนี้เส้นทางลัดที่พากลับขึ้นไปด้านบนไม่ปลอดภัย พวกเราจำต้องเดินลึกลงมาและแอบซ่อนตัวอยู่ที่นี่”


              นายทหารอธิบายสถานการณ์ให้ฟังระหว่างพาพวกเขาเดินเข้าไปหลบด้านในตัวสถานีย่อย แสงไฟนีออนสลัวที่ติดเพดานช่วยให้เห็นพลเรือนอีกเกือบสิบกว่าชีวิต นั่งกระจายอยู่ตามมุมต่าง ๆ ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความอ่อนล้าและความกังวลหลายคนมีรอยแผลตามตัว บางคนมีผ้าพันแผลที่เปื้อนเลือดซึ่งบ่งบอกถึงการต่อสู้และการเดินทางที่ยากลำบากมาแล้ว


              บ้างกอดเข่าตัวเองแน่นมองลงพื้นด้วยสายตาเหนื่อยล้า บ้างพยายามเงยหน้ามองไปรอบ ๆ อย่างระแวดระวัง  ขณะที่คนอื่น ๆ นั่งพิงกำแพงหลับตาเพื่อพยายามพักผ่อนท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน บางคนพยายามคุยกันเบา ๆเพื่อสร้างกำลังใจให้กันและกัน


              “โชคไม่ดีเสียเลยนะ”


              กาโต้ถอดถอนหายใจ เขานับถือทหารเหล่านี้ที่คอยเสี่ยงชีวิตตัวเองปฏิบัติหน้าที่ให้ลุล่วงโดยไม่ทิ้งใครไว้ด้านหลัง


              “ตอนนี้เราพยายามส่งยูนิตบอร์ดออกไปสำรวจทางที่ปลอดภัยเส้นอื่นอยู่เชิญพวกคุณพักผ่อนก่อนก็แล้วกัน ผมและทีมจะไปตรวจสอบพื้นที่รอบ ๆ เพื่อความปลอดภัย”


              “ฉันจะช่วยพวกคุณกางอาคมน้ำแข็งป้องกันไว้ด้วยอีกชั้นหนึ่ง”


              ยูกิมิเสนอช่วยงาน


              “ยินดีครับ ช่วยได้มากเลย”


              หลังจากนั้นกาโต้ได้แจ้งสถานการณ์คร่าวๆ ให้พลเรือนที่ติดตามมาได้ทราบ และบอกให้พวกเขาแยกย้ายกันพักผ่อนตามอัธยาศัยเพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมรับมือกับสิ่งที่ไม่คาดฝัน


     


            

              “ขอโทษนะคะ คุณเอ่อ...”


              กาโต้หันตามเสียงเรียกที่ลอยมาจากด้านหลังระหว่างที่เขาเพิ่งเดินออกมาจากห้องน้ำของสถานนีโดยลักษณ์พื้นที่ด้านในมีความกว้างสิบสามเมตร ยาวเกือบแปดสิบเมตรสุดทางเดินมีบันไดเชื่อมต่อไปยังด้านบน


              “ซาซากิกาโต้... ยินดีที่ได้รู้จักครับ... คุณคุโฮวอิน คางูยะ… สินะ”


              กาโต้กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความสุภาพ เขามองเห็นแววตาอีกฝ่ายขยับเล็กน้อยอย่างแปลกใจ ที่เขาทราบถึงตัวตนของเธอ


              “งั้นแสดงว่าว่าเด็กหนุ่มคนนั้นคือเรย์คุงจริง ๆ สินะคะ”


              กาโต้พยักหน้ารับ ดูเหมือนว่าหญิงสาวจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้อย่างรวดเร็ว


              “รายละเอียดคุณรอฟังจากปากเจ้าตัวเองดีกว่านะครับเขาดูเป็นห่วงคุณมาก บั่นทอนร่างกายตัวเอง โดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังฝืน”


              “…”


              คางูยะผลุบตาลงมองไปที่พื้นอย่างนิ่งงันในดวงตาของเธอมีประกายของความห่วงใย


              “เฮ้คุณชื่อกาโต้ใช่หรือเปล่า”


              ทันใดนั้นก็มีเสียงเรียกดังขึ้นจากอีกด้านหนึ่งของสถานีชายคนหนึ่งในกลุ่มพลเรือนวิ่งเข้ามาหากาโต้ด้วยความรีบร้อน


              “ใช่ มีปัญหาอะไรหรือ?”


              “ทหารพวกนั้นบอกว่ามีบางสิ่งกำลังมุ่งตรงมาทางชานชาลาเลยอยากให้คุณลงไปช่วยหน่อย”


              “เข้าใจแล้วจะไปเดี๋ยวนี้”


              กาโต้รีบตามมาสมทบกับทหารทั้งสองนายและยูกิมิขณะพวกเขาเข้าประจำตำแหน่งเตรียมรับมือ


              ทว่าเมื่อได้เห็นสิ่งที่เคลื่อนตัวเข้ามาอย่างช้าๆ ตามรางรถไฟแล้ว ใบหน้าของกาโต้และยูกิมิก็คลายความกังวล แย้มยิ้มออกมาด้วยความโล่งใจ


              “ไอ้เด็กบ้าเอ๊ยปล่อยให้ฉันเป็นห่วงแทบแย่”

     


              “อาจารย์ครับ”


              ในฐานะที่คางูยะเป็นอาจารย์มาหลักสิบปีทำให้เธอหันตามเสียงเรียกด้วยความเคยชินแม้ว่าเสียงเรียกนั้นจะหมายถึงตัวเธอหรือไม่ก็ตาม


              ร่างของชายคนหนึ่งเดินตรงเข้ามาพร้อมกับถอดหน้ากากเผยให้เห็นใบหน้าอันคุ้นเคยตอนนี้เขาดูแปลกตาไปเล็กน้อยสำหรับเธอ ท่าทีมุ่งมั่นจริงจังของเขาเป็นสิ่งปกติแต่อารมณ์อ่อนไหวของความโหยหาอย่างลึกซึ้งแบบนั้น เป็นสิ่งที่เธอไม่เคยเห็น


              เขาไม่ได้เอื้อนเอ่ยคำใดเพียงเดินเข้ามาอย่างแช่มช้า ก่อนที่ตัวคางูยะจะตกอยู่ภายใต้อ้อมแขนของเขา


              คางูยะเบิกตากว้างครู่หนึ่งพร้อมกันนั้นก็เผลอผลิยิ้มบาง ความรู้สึกอบอุ่นที่แผ่ซ่านแทรกซึมลึกสู่จิตใจสัมผัสได้ถึงผิวกายอันสั่นเทาของเรย์วงแขนที่เกี่ยวรอบอยู่ด้านหลังบีบรัดคล้ายกับจะฝังตัวลงไปในร่างกายของเธอให้ได้สัมผัสได้ถึงความห่วงใยอันเอ่อล้นออกมา เธอลังเลว่าควรพูดอะไร ควรทำอะไรและควรแสดงอารมณ์อย่างไร


              เกิดความเงียบขึ้นระหว่างคนทั้งสอง


              “...”


              มันไม่ใช่ความเงียบที่ชวนอึดอัด


              เพราะคนเราต่างก็เป็นแบบนี้เมื่อหัวใจเฝ้าปรารถนาให้อีกฝ่ายปลอดภัยและได้กลับมาพบกันอีกครั้งเราก็จะซักซ้อมช่วงเวลานั้นครั้งแล้วครั้งเล่า


              ผู้คนมักคิดทบทวนว่าจะเอ่ยประโยคแรกเช่นไรถึงจะแสดงความห่วงหาและสุขด้วยวิธีไหน และจะตอบสนองต่อความห่วงใยของอีกฝ่ายอย่างไร


              ผู้คนมักอยากให้ช่วงเวลาอันพิเศษนี้สมบูรณ์แบบแต่ไม่ว่าใครก็ย่อมรู้สึกไร้เรี่ยวแรงที่จะทำลายความเงียบซึ่งอยู่ตรงหน้า


              เช่นเดียวกับพวกเขาทั้งสองเมื่อได้รู้ว่าอีกฝ่ายคิดเหมือนกันความเงียบงันอันอิ่มเอิบใจก็โรยตัวปกคลุมชั่วขณะ


              คางูยะปลอบเรย์ด้วยการสัมผัสไปยังแผ่นหลังของอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบากลายเป็นคางูยะที่ต้องคอยลูบหลังเขาราวกับกำลังปลอบประโลมเด็กน้อยผู้กำลังหลงทางรับรู้ได้ถึงความสั่นเทาที่เพิ่มขึ้น เธอจึงเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงอันนุ่มลึกทว่าแฝงไปด้วยความอ่อนโยนเหลือแสน


              “ขอโทษที่ทำให้เป็นห่วงฉันไม่เป็นอะไรแล้วนะคะ”

    คล้ายกับเรื่องดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน ที่คุณอ่าน