ตอนที่ 30: รุ่งอรุณหลังพายุและการตัดสินใจที่เปลี่ยนทุกสิ่ง
ยามรุ่งสาง แสงอรุณแรกเริ่มสาดส่องทะลุผ่านยอดสนสูงตระหง่าน หลังผ่านพ้นค่ำคืนอันยาวนานและโหดร้ายที่สุดคืนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของสำนักวิถีเมฆา ลานบรรพชนในยามเช้าบัดนี้แปรเปลี่ยนไปจากทุกวันที่หลินอันเคยคุ้นตาโดยสิ้นเชิง
ลานพื้นหินแกรนิตที่เคยเรียบเนียน บัดนี้เต็มไปด้วยรอยแตกร้าวใหม่ซึ่งเพิ่งถูกซ่อมแซมไว้อย่างลวกๆ เส้นสายรอยแตกแผ่ขยายกระจายไปทั่วราวกับลวดลายบนม้วนแผนที่โบราณ กำแพงศิลาทางทิศเหนือที่เคยตั้งตระหง่านมั่นคงกลับพังทลายลงมาเป็แถบ ซากก้อนหินขนาดใหญ่กองทับถมกันอยู่ริมลาน ร่องรอยเขม่าควันดำทะมึนจากแรงะเิของพลังปราณยังคงประทับฝังแน่นอยู่บนผนังไม่จางหาย
และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือบนพื้นหินกลางลาน ปรากฏรอยยุบตัวลึกขนาดใหญ่คล้ายรอยประทับของฝ่าเท้าขนาดั์ฝังลึกอยู่
ชายหนุ่มนั่งทอดอาลัยอยู่ข้างรอยเท้านั้นอย่างเงียบงัน ในมือประคองกระบอกชาสมุนไพรรสขมปร่าที่เขาชงทิ้งไว้ั้แ่ก่อนฟ้าจะสาง ไอร้อนจางๆ ลอยกรุ่นขึ้นปะทะความหนาวเย็นของอากาศยามเช้าตรู่ สายตาของเขาจับจ้องไปยังรอยเท้าที่ยุบลึกลงไปเกือบนิ้วครึ่ง
ยามค่ำคืนที่ผ่านมา สถานการณ์บีบบังคับให้เขาจำต้องคลายค่ายกลผนึกกายาลงมากกว่าที่เคยกระทำมาหลายเท่าตัว ผลลัพธ์คือร่างกายที่เคยถูกกดทับพลังเอาไว้ได้ปลดปล่อยอานุภาพออกมาเกินกว่าระดับที่ควรจะให้ผู้คนทั่วไปได้รับรู้ รอยแยกบนพื้นหินตรงหน้าคือหลักฐานชั้นดี หลินอันได้แต่คิดทบทวนในใจ หากเขาจำต้องเผชิญหน้ากับการต่อสู้ในระดับที่รุนแรงมากไปกว่านี้เล่า สิ่งใดจะเกิดขึ้นต่อไป เขายกกระบอกชาขึ้นจิบช้าๆ ปล่อยให้รสฝาดขมบาดคอไหลล่วงลงไป ความขมพร่านั้นช่วยดึงสติและทำให้จิตใจของเขาสงบนิ่งลงได้ดีกว่าคำปลอบประโลมใดในหล้า
ภายในห้วงจิต จิติญญาายังคงสงบนิ่ง ไร้ซึ่งสรรพเสียงแจ้งเตือน ไร้ข้อความปรากฏ และไร้แรงสั่นะเืในห้วงสำนึก ทว่ามันหาได้หลับใหลลงไม่ มันเพียงเฝ้ามองและรับรู้ทุกสรรพสิ่งอยู่อย่างเงียบงัน คล้ายคลึงกับสหายเก่าแก่ที่นั่งเคียงข้างกันในห้องกว้าง โดยไม่จำเป็ต้องเอื้อนเอ่ยวาจาใดต่อกัน
จังหวะนั้นเอง เสียงฝีเท้าแ่เบาดังแว่วมาจากทิศทางของศาลาหลัก หลินอันไม่จำเป็ต้องหันหน้าไปมอง เขาสามารถรับรู้ได้ั้แ่ก้าวแรกที่ััพื้นว่าผู้มาเยือนคือผู้ใด
อาจารย์ใหญ่อู๋หยวนก้าวเดินเข้ามาช้าๆ ก่อนจะหยุดยืนลงเคียงข้างเขา
"ตื่นมารอั้แ่ดาวประกายพรึกยังไม่ทันดับแสงอีกแล้วหรือ"
น้ำเสียงของผู้าุโยังคงราบเรียบและสงบนิ่งเฉกเช่นทุกวัน ทว่าเจือปนไปด้วยร่องรอยของความเหนื่อยล้าที่ซุกซ่อนอยู่ลึกๆ หลินอันขยับกายเล็กน้อยเพื่อเว้นจังหวะพื้นที่ให้ อาจารย์ใหญ่จึงทรุดตัวลงนั่งบนก้อนหินที่แตกหักจากเศษกำแพงเมื่อคืน บริเวณผ้าพันแผลบนต้นแขนของท่านยังคงปรากฏคราบโลหิตซึมจางๆ แม้ว่าจะได้รับการทำแผลและพันทับไว้อย่างประณีตบรรจงแล้วก็ตาม
"ข้านอนไม่หลับขอรับ" หลินอันตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
อาจารย์ใหญ่เค้นเสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ
"ข้าเองก็เช่นเดียวกัน"
บุรุษต่างวัยทั้งสองนั่งทอดสายตามองซากความเสียหายของลานบรรพชนอยู่เนิ่นนานโดยปราศจากวาจา ลมยามเช้าพัดโชยปะทะยอดสนจนเกิดเสียงใบไม้เสียดสีกันแ่เบา ทว่าบรรยากาศรอบกายกลับหนักอึ้งและกดดันกว่ายามปกติหลายเท่าตัว
ในที่สุด อาจารย์ใหญ่อู๋หยวนก็เป็ฝ่ายทำลายความเงียบงัน
"เ้าเห็นจำนวนตัวเลขเดียวกับที่ข้าเห็นหรือไม่"
"เห็นขอรับ"
"ห้าสิบสี่คน" ผู้าุโเอ่ยช้าๆ เน้นย้ำทุกถ้อยคำ "ระดับการบ่มเพาะพลังมีั้แ่ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นต้น ไปจนถึงระดับรากฐานทองคำ" สายตาของท่านกวาดมองร่องรอยการต่อสู้ที่ทำลายล้างทุกสิ่งบนลาน "นี่คือกองกำลังลอบสังหารขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่สำนักวิถีเมฆาของเราเคยเผชิญหน้ามาในรอบสองร้อยปี"
ท่านทิ้ง่จังหวะลมหายใจ ก่อนจะกล่าวสืบต่อด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและตึงเครียดขึ้น
"คนของตระกูลเทียนฉางไม่ได้ส่งขุมกำลังมาเพื่อหยั่งเชิงหรือทดสอบพวกเราอีกต่อไปแล้ว พวกมันส่งคนมาเพื่อกวาดล้างและจบทุกอย่าง"
หลินอันยังคงนั่งนิ่ง รับฟังอย่างตั้งใจ
"แต่ท้ายที่สุดพวกมันกลับยอมล่าถอยออกไป" อาจารย์ใหญ่หันขวับมามองใบหน้าชายหนุ่ม "นั่นไม่ใช่เพราะสำนักวิถีเมฆาของเราแข็งแกร่งพอที่จะขับไล่พวกมันได้ แต่เป็เพราะที่นี่มีบางสิ่งบางอย่างที่พวกมันคาดไม่ถึงดำรงอยู่ต่างหาก"
ชายหนุ่มยังคงสงวนท่าที ไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมา
อาจารย์ใหญ่ทอดถอนลมหายใจยาว ก่อนจะเอ่ยต่อ
"ข้าไม่ได้มานั่งอยู่ตรงนี้เพื่อคาดคั้นถามว่าแท้จริงแล้วเ้าเป็ใคร และข้ามาเพื่อบอกกล่าวว่า ข้าได้ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดแล้ว"
บรรยากาศรอบกายดิ่งลึกลงสู่ความเงียบงันอีกครา แสงสีทองของรุ่งอรุณค่อยๆ สาดส่องกระทบลานหินศิลา เผยให้เห็นรอยแตกร้าวบนพื้นชัดเจนขึ้นทีละน้อย
อาจารย์ใหญ่อู๋หยวนยกจอกชาของตนขึ้นจิบช้าๆ แล้วเริ่มอธิบายด้วยน้ำเสียงสุขุมลึกล้ำ
"สำนักวิถีเมฆาสามารถหยัดยืนอยู่รอดมาได้ถึงสองศตวรรษ ล้วนเป็เพราะเหตุผลสองประการ ประการแรก สถานที่แห่งนี้เร้นกายอยู่ลึกสุดในหุบเขาอันห่างไกล ไม่มีผู้ใดมองเห็นคุณค่ามากพอที่จะยอมสูญเสียกำลังคนและทรัพยากรเพื่อเข้าโจมตี และประการที่สอง พวกเราไม่เคยสิ่งล้ำค่าใดที่สามารถยั่วยวนให้ผู้อื่นอยากก่อาแย่งชิง"
ท่านทอดสายตามองออกไปไกลแสนไกลยังเส้นขอบฟ้า
"แต่บัดนี้ทุกสิ่งได้เปลี่ยนไปแล้ว ตระกูลเทียนฉางล่วงรู้แล้วว่าพวกเราโลงศพโบราณถึงสองใบ และหากพวกมันหวนกลับมาอีกครั้ง สำนักแห่งนี้คงไม่อาจหลีกหนีความพินาศได้พ้น"
สายลมหนาวเหน็บพัดโชยมาอีกระลอก หลินอันมองรอยพังทลายบนกำแพงศิลา ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"แล้วท่านอาจารย์ใหญ่คิดจะรับมือเช่นไร"
"ข้าจะลักลอบส่งโลงศพทั้งสองใบออกไปให้พ้นจากเขตสำนัก" อาจารย์ใหญ่ตอบกลับโดยไร้ซึ่งความลังเล
หลินอันหันหน้าไปมองท่านเป็ครั้งแรก ดวงตาของผู้าุโเต็มเปี่ยมไปด้วยความเด็ดเดี่ยวและสงบนิ่ง
"เมื่อคนของตระกูลเทียนฉางย้อนกลับมาแล้วพบว่าสิ่งที่พวกมันปรารถนาไม่ได้อยู่ที่นี่อีกต่อไป สำนักวิถีเมฆาก็จะไม่ใช่เป้าหมายหลักในการกวาดล้างอีก บุคคลที่จะทำหน้าที่ขนย้ายโลงศพออกไปได้ จำเป็ต้องมีวิชาฝีมือที่สามารถปกป้องตนเองได้ มีสติปัญญาเฉียบแหลมพอที่จะซุกซ่อนมันให้พ้นสายตาผู้คน และต้องเป็คนที่น่าไว้วางใจมากพอที่ข้าจะยอมฝากฝังอนาคตทั้งหมดของสำนักไว้ในกำมือ"
ท่านจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของชายหนุ่ม
"และข้า้าให้เ้าเป็ผู้รับหน้าที่นั้น"
ความเงียบงันโรยตัวลงมาปกคลุมระหว่างคนทั้งสอง นกูเาตัวแรกเริ่มส่งเสียงเจื้อยแจ้วมาจากยอดสนไกลตา ทว่าเสียงใสกังวานนั้นกลับฟังดูขัดแย้งและผิดที่ผิดทางอย่างยิ่งในเช้าวันที่เต็มไปด้วยคราบเืเช่นนี้
หลินอันนิ่งคิดทบทวนอยู่พักใหญ่ ก่อนจะเอ่ยถามช้าๆ
"หากข้านำมันออกไป สำนักแห่งนี้จะรอดพ้นจากภัยพาลได้จริงหรือ"
"ปลอดภัยจากเงื้อมมือของตระกูลเทียนฉางอย่างแน่นอน" อาจารย์ใหญ่ตอบกลับตามความเป็จริง "แต่จะปลอดภัยจากภัยคุกคามอื่นด้วยหรือไม่ ข้าเองก็สุดที่จะคาดเดาและไม่อาจรับประกันได้ ข้าไม่ได้เอ่ยปากไล่ให้เ้าจากไปเพราะอยากทอดทิ้งเ้า"
ท่านเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง
"ข้าส่งเ้าออกไป เพราะข้าเชื่อมั่นว่าโลกกว้างภายนอกนั้น ้าคนเช่นเ้ามากกว่าสำนักเล็กๆ แห่งนี้"
ชายหนุ่มเผยรอยยิ้มบางเบาที่เจือไปด้วยความเหนื่อยล้า
"ข้าหาได้มีปณิธานอันยิ่งใหญ่ใดที่ต้องกระทำหรอกท่านอาจารย์"
อาจารย์ใหญ่อู๋หยวนส่ายหน้าช้าๆ
"แต่ในสาบเสื้อของเ้า มีสิ่งของจากโลงศพใบแรกซุกซ่อนอยู่"
หลินอันนิ่งอึ้งไป
"เมื่อคืนนี้ ข้าแวะไปตรวจสอบที่หอศัสตราเก่ามาแล้ว" ผู้าุโกล่าวสืบต่อ "โลงศพใบแรกนั้นว่างเปล่า และตัวเ้าเองก็ไม่ได้แสดงท่าทีประหลาดใจเลยแม้แต่น้อยตอนที่เห็นมัน"
ชายหนุ่มไม่ได้เอื้อนเอ่ยคำปฏิเสธใดออกมา
อาจารย์ใหญ่จ้องมองเขาอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงลึกล้ำ
"ข้าไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าสิ่งของที่หลับใหลอยู่ภายในโลงศพนั้นคือสิ่งใดกันแน่ แต่หากปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักจงใจซุกซ่อนมันเอาไว้เพื่อเฝ้ารอคอยการมาถึงของใครสักคน และหากโชคชะตากำหนดให้คนผู้นั้นคือเ้า ข้าเองก็คงไม่มีเหตุผลอันใดที่จะต้องไปขัดขวางมติของ์"
หลินอันยกกระบอกชาขึ้นดื่มรวดเดียวจนหยดสุดท้าย รสชาติขมฝาดของสมุนไพรยังคงติดตรึงอยู่ที่ปลายลิ้น
"หากข้าเดินทางออกไปพร้อมกับโลงศพ คนของตระกูลเทียนฉางย่อมต้องตามล่าตัวข้าอย่างพลิกแผ่นดิน และทุกหนแห่งที่ข้าย่างกรายไป อาจจะแปรเปลี่ยนเป็สนามรบนองเื"
อาจารย์ใหญ่พยักหน้ารับอย่างเชื่องช้า
"ข้าตระหนักถึงข้อนั้นดี มันคือภาระหน้าที่อันหนักอึ้งเหลือคณา"
หลินอันส่ายหน้าปฏิเสธเบาๆ
"ข้าไม่ได้หวาดกลัวต่อภาระหน้าที่" เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแ่เบาแต่หนักแน่น "ข้าเพียงแต่กลัว กลัวว่าผู้บริสุทธิ์รอบข้างจะต้องมารับเคราะห์กรรมเพราะตัวข้า ทั้งที่พวกเขาเ่าั้ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นหรือเลือกที่จะเผชิญหน้ากับมันเลย"
ถ้อยคำพรั่งพรูนั้นส่งผลให้อาจารย์ใหญ่นิ่งขึงไป ก่อนที่สุดท้ายท่านจะเผยรอยยิ้มบางๆ ที่เต็มไปด้วยความอ่อนล้าทว่าแฝงความชื่นชม
"และนั่นแหละ คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ข้ามั่นใจว่า เ้าคือบุคคลที่เหมาะสมที่สุด"
ลมเช้าพัดโชยมาอีกระลอก ครานี้หลินอันปล่อยให้ความเงียบทอดตัวยาวนานกว่าเดิม ก่อนที่เขาจะตัดสินใจเอ่ยปากขึ้นในที่สุด
"ข้าขอเวลาเตรียมตัวสักสามวัน"
อาจารย์ใหญ่พยักหน้ารับคำ
"ย่อมได้ และก่อนที่เ้าจะออกเดินทาง ข้าจะส่งมอบโลงศพใบที่สองให้แก่เ้าด้วยตัวข้าเอง" ท่านทิ้งจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถาม "แล้วเ้าคิดวางแผนจะมุ่งหน้าไปที่ใด"
"ข้าเองก็ยังหาคำตอบที่แน่ชัดไม่ได้" หลินอันตอบกลับตามตรง "แต่การตามรอยเส้นทางของโลงศพปริศนาอีกยี่สิบเอ็ดใบที่เหลือ น่าจะเป็จุดเริ่มต้นที่ดีที่สุด"
อาจารย์ใหญ่อู๋หยวนเงียบงันไปชั่วครู่ ก่อนจะลดระดับน้ำเสียงลงต่ำคล้ายกระซิบ
"ข้าพอจะล่วงรู้ตำแหน่งเบาะแสของโลงศพอีกสองใบ ใบแรกถูกเก็บซ่อนอยู่ที่เมืองหยุนเซ่อ ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ส่วนอีกใบนั้น หลับใหลอยู่ในสุสานูเาเก้าชั้นทางทิศอุดร ทว่าสถานที่แห่งหลังนั้นเต็มไปด้วยฝูงสัตว์อสูรระดับสูงที่ดุร้าย จนไม่มีผู้ใดหาญกล้าเหยียบย่างเข้าไปใกล้มานานนับหลายสิบปีแล้ว"
หลินอันจดจำข้อมูลล้ำค่านั้นฝังลงในห้วงสมองทันที
"ขอบพระคุณมากท่านอาจารย์"
อาจารย์ใหญ่หัวเราะออกมาเบาๆ อย่างขื่นขม
"อย่าได้กล่าวคำขอบคุณต่อข้าเลย เพราะแท้จริงแล้ว ข้ากำลังผลักไสเ้าให้ออกไปเผชิญหน้ากับพายุลูกใหญ่ต่างหากเล่า"