บทที่52 ข้าจะตีคนชั่ว
“ภูเขาเงินภูเขาทองมากเกินไป แต่ปิ่นปักผมกลับไม่เป็นไร? เจ้าคิดว่าทุกคนจะเป็นเหมือนเจ้า มีเงินเหลือกินเหลือใช้ ทั่วแผ่นดินเต็มไปด้วยกุมารแจกทรัพย์?” ถึงตอนนี้ถ้าเย่อวี๋หรานยังดูไม่ออกว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไรอีกนั่นก็คือนางโง่แล้ว
เจ้าหนุ่มนี่คงเป็นคุณชายสกุลใหญ่ที่ยังไร้ประสบการณ์ ออกมาท่องทัศนาจรเรียนรู้โลกกว้าง
น่าเสียดายที่คนในครอบครัวเลี้ยงเขาออกมาไร้เดียงสาเกินไป เจอสาวชาวบ้านคนไหนเข้าคงถูกหลอกเอาได้ง่าย ๆ
“เปล่า ข้าไม่ใช่กุมารแจกทรัพย์ ทั้งยังไม่มีทรัพย์สินมากมายให้แจกจ่ายได้ด้วย” กานอี้เซียนยอมรับว่าตนเองไม่มีเงินอย่างเขินอาย
เฮ้อ...ในฐานะถู่ตี้เฉิน[1]ผู้หนึ่ง ทั้งยังจนกรอบจนมีสภาพเช่นนี้ เขาก็อับจนปัญญา
ช่างขายหน้าเทพเซียนยิ่งนัก!
“เจ้านี่ซื่อจริง ๆ!” เย่อวี๋หรานอยากเสริมให้อีกประโยคว่า หมายถึงซื่อบื้อหรอกนะ
“ขอบคุณ! คนอื่นก็พูดกันอย่างนี้”
“ข้าไม่ได้ชมเจ้า”
กานอี้เซียนไม่เข้าใจ “ซื่อบริสุทธิ์ ไม่ใช่คำที่ใช้ชมเชยผู้อื่นหรอกหรือ?”
เย่อวี๋หราน “...”
ซื่อที่ข้าพูดถึงคือ ‘ซื่อบื้อ’ ไม่ใช่ ‘ซื่อบริสุทธิ์’
แต่ว่าเจ้าหนุ่มนี่ ‘บื้อ’ จนถึงขั้นนี้ได้ก็คงนับว่า ‘บริสุทธิ์’ มากจริง ๆ นั่นแหละ
“เอาอย่างนี้ก็แล้วกันคุณชายหม่า เจ้าบอกมาว่าพักอยู่ที่ไหน ข้าจะไปส่งเจ้า ระหว่างทางจะได้ถกเรื่องการคบค้าสมาคมของคนในหมู้บ้านสกุลจูให้เจ้าฟัง จะได้ทำความเข้าใจคุณค่าวัตถุในมุมมองของชาวบ้านสามัญชนไปด้วย”
แม้เย่อวี๋หรานจะค่อนข้างชื่นชมหน้าตาของคนหนุ่มผู้นี้ แต่นางก็ไม่มีความคิดจะคบค้าสมาคมกับหนุ่มน้อยที่ ‘ซื่อบริสุทธิ์’ ถึงเพียงนี้ นางมีความรู้สึกประมาณว่า ‘ตอนนี้ข้าแก่มากแล้ว’
เฮ้อ...ข้ามยุคมาเป็นสาวแก่วัยใกล้สี่สิบก็ช่างเถอะ แต่ช่วยให้นางไม่ต้องคิดถึงปัญหาเรื่องอายุตัวเองหน่อยจะได้หรือไม่?
“หม่า? เอ่อ ข้าไม่ได้แซ่หม่า ข้าแซ่กาน” กานอี้เซียนกล่าว
“เจ้าไม่ใช่คุณชายหม่า?!” เย่อวี๋หรานหวิดจะกัดลิ้นตัวเองแล้ว “เช่นนั้นเจ้าเป็นใคร?”
“ข้าแซ่กาน นามอี้เซียน เป็น...” ถู่ตี้เฉินประจำหมู่บ้านสกุลจูผู้นี้เพิ่งจะมารับตำแหน่ง ต่อให้เขาจะซื่อแค่ไหนก็ทราบว่าไม่อาจพูดถึงตัวตนที่แท้จริงของเขาออกไปได้
“ทำไมไม่พูดให้เร็วกว่านี้ ทำข้าเสียเวลาหมด” ในที่สุดเย่อวี๋หรานก็ทราบว่าตนเองมาหาเรื่องผิดคน ดังนั้นไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลง นางก็รีบวิ่งไปทางป่าตะวันออกของหมู่บ้าน
“นี่ ท่านจะไปไหน? ท่านยังไม่ได้บอกข้าเลยว่าหมู่บ้านสกุลจูอยู่ที่ใด?” กานอี้เซียนรีบร้อนตามไป
“อยู่ใต้เท้าของเจ้า”
“หา?”
เย่อวี๋หรานเพิ่งจะพุ่งเข้าไปในป่าก็ได้ยินเสียงกรีดร้องของจูปาเม่ย
“กรี๊ด!”
“เสี่ยวเม่ย?!” เย่อวี๋หรานเคร่งเครียด รีบตะโกนเรียกหา รุดหน้าไปยังที่มาของเสียง
จูปาเม่ยได้ยินเสียงของมารดาก็พยายามแกะมือที่ปิดปากนางไว้ออก “อื้อ ๆๆๆ...” ท่านแม่ ข้าอยู่ตรงนี้ มาช่วยข้าเร็วเข้า!
“คุณชายหม่า” คนที่อุดปากนางไว้หน้าซีด รีบพูดกับสหายว่า “ไม่ได้การแล้ว มีคนตามมา”
“บ้าฉิบ! งั้นก็เร็วหน่อย ข้าบอกแล้วว่าการค้ารายนี้ก็ช่างมันเถอะ เจ้ายังจะพานางไปด้วยให้ได้ ยุ่งยากจะตายชัก”
คนหนึ่งหามร่างท่อนบนของจูปาเม่ย ส่วนอีกคนก็หามเท้า แล้วหนีไปจากตรงนั้นอย่างเร่งรีบ
“เด็กคนนี้หน้าตาสะสวยกว่าเด็กสาวจากหลายหมู่บ้านก่อนหน้านี้มากนัก เลี้ยงอีกสักหลายปี จะต้องกลายเป็นตู้ซานเหนียงอีกคน ทำให้ลูกท่านหลานเธอเหล่านั้นหลงใหลหัวปักหัวปำได้แท้ ๆ เชียว”
“ผายลมเถอะ! เด็กสาวที่จับไปคราวก่อนนั้นเจ้าก็พูดแบบนี้ แต่กลายเป็นว่าแม่นั่นเข้าหอไปได้ก็แขวนคอตาย ทำร้ายบิดาจนผลประโยชน์อะไรก็หาไม่ได้ ทั้งยังไปชักนำเจ้าหน้าที่ของทางการมาอีกคน”
……
จูปาเม่ยได้ยินบทสนทนาของพวกเขาก็ตกใจกลัวจนน้ำตาร่วง
‘คุณชายหม่า’ อะไรนี่ไฉนกลายเป็นพวกค้ามนุษย์ไปได้?!
ฮือ ๆๆ...น่ากลัวเกินไปแล้ว ท่านแม่ รีบมาช่วยข้าเร็วเข้า!
เย่อวี๋หรานทะลวงหาอยู่ในดงต้นไม้ ร้อนใจจนแทบเสียสติ “จูปาเม่ย! จูปาเม่ย! จูปาเม่ย!”
ผลก็คือนางไปพบกำไลข้อมือที่ตกอยู่บนพื้น แต่กลับไม่เจอเงาของจูปาเม่ย
เมื่อครู่ยังได้ยินเสียง แต่ตอนนี้กลับเงียบสนิทเสียแล้ว หรือจะมาช้าเกินไป?!
นางว้าวุ่นใจไปหมด
กานอี้เซียนตามมาด้านหลัง ชี้ไปทิศทางหนึ่งพลางว่า “ทางนี้”
“เจ้ารู้ได้อย่างไร?” เย่อวี๋หรานถาม
“ข้าเป็นผู้ฝึกวรยุทธ์ การได้ยินค่อนข้างดี ท่านรีบหน่อยดีกว่า พวกเขามีรถม้า ถ้าขึ้นรถม้าไปได้ก็แย่แน่” ส่วนเรื่องที่ว่าเขาร่ายอาคมลงมือกับรถม้าคันนั้นไปแล้ว เขาไม่ได้บอกกับท่านป้าผู้นี้
เย่อวี๋หรานไม่ได้พูดอะไรอีก นางรีบตามไปทางนั้นทันที
พวกเขายังออกไปไม่ถึงถนนนอกป่า ก็เห็นอยู่รำไรว่าด้านล่างมีรถม้าคันหนึ่งจอดอยู่
เย่อวี๋หรานเห็นเงาคนสองคนกำลังหามแม่นางน้อยคนหนึ่งตรงไปที่รถม้า แม่นางน้อยผู้นั้นแต่งกายเหมือนจูปาเม่ยทุกกระเบียด หากไม่ใช่จูปาเม่ยแล้วจะเป็นใครไปได้?
“ทางนี้!” ขณะที่นางร้อนใจกลัวว่าจะตามไปไม่ทัน กานอี้เซียนก็พานางใช้ทางลัด “ปากทางเข้าหมู่บ้านต้องอ้อมไปอีก พวกเราใช้ทางนี้ตัดตรงไปก็ถึง”
ไฉนเลยจะสนใจเรื่องอื่นอีก นางรีบวิ่งตามเขาไปอีกทาง ปล่อยให้กิ่งไม้ใบหญ้ากรีดผ่านร่างกายตนเอง แล้วพุ่งลงเขาไปราวกับเสียสติ
เร็วหน่อย!
เร็วขึ้นอีก!
ให้เร็วกว่านี้!
นางคิดแค่ว่าต้องเร็วกว่านี้จึงจะขัดขวางรถม้าคันนั้นเอาไว้ได้ และช่วยจูปาเม่ยได้ทันการ มิเช่นนั้นทุกอย่างก็คงจะสายเกินไป
ครั้นใกล้จะถึงถนนข้างหน้าแล้ว ตรงหน้ากลับเป็นหน้าผาสูงชันราวหนึ่งจั้ง นางแทบหกคะเมนหัวทิ่มลงไป
“เชื่อใจข้า!” กานอี้เซียนพูดประโยคนี้แล้วก็โอบเอวนางกระโดดลงไป
เย่อวี๋หรานตระหนกจนเกือบจะหลุดเสียงร้องออกมา แต่นางทราบว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลามากรีดร้อง จึงรีบปิดปากตัวเองเอาไว้
“เจ้าเป็นจอมยุทธ์งั้นหรือ?!”
เมื่อพวกเขาถึงพื้นดินอย่างมั่นคงแล้ว เย่อวี๋หรานก็ถามขึ้นด้วยหัวใจที่เต้นกระหน่ำ
“รีบไปช่วยคน” กานอี้เซียนส่งท่อนไม้ของนางที่ไม่ทราบว่าไปเก็บกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่
เย่อวี๋หรานอึ้งไป “ท่อนไม้อันเดียวเนี่ยนะ?!”
กานอี้เซียนแสดงสีหน้าใสซื่อบริสุทธิ์ “แล้วจะเอาอะไร? ตอนที่ท่านเอาท่อนไม้มาไล่ตีข้าเมื่อครู่นี้ก็น่าเกรงขามมากเลยไม่ใช่หรือ?”
ชีวิตช่างเอาแน่เอานอนไม่ได้ เย่อวี๋หรานแทบอยากใช้ท่อนไม้นี้ฟาดเขาอีกสักครั้ง
เสียงรถม้าวิ่งดังมาทางนี้ บนทางโค้งปรากฏเงาของรถม้าขึ้นมา
เย่อวี๋หรานกัดฟัน ตั้งใจว่าเมื่อถึงเวลานั้นจะพุ่งตัวออกไป อย่างไรเสียถนนในยุคโบราณก็ไม่ได้ดีอะไรอยู่แล้ว รถม้านั่นก็ไม่ได้วิ่งเร็วมาก ขอเพียงนางเคลื่อนไหวให้เร็วก็พอ...
ไม่รอให้นางบุก ล้อของรถม้าคันนั้นก็ชนเข้ากับหินก้อนหนึ่ง สูญเสียสมดุลจนพลิกคว่ำ
“เฉาเหล่าลิ่ว เจ้าบังคับรถม้าให้ดี ๆ หน่อยไม่ได้เรอะ?!” คุณชายหม่าที่อยู่ในรถม้าตกใจร้องเสียงหลง
เฉาเหล่าลิ่วไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น อยู่ดี ๆ ก็ปลิวตกลงมาจากรถม้า ศีรษะกระแทกหินที่อยู่บนพื้นจนสลบไป
ส่วนคุณชายหม่าผู้นั้นก็เคราะห์ร้ายยิ่งนัก เขาอยู่ในรถม้า ไม่มีทางชนถูกก้อนหิน ทว่าในรถม้าวางหีบบรรจุสิ่งของอยู่จำนวนหนึ่ง เขาถูกสตรีที่หมดสติไปแล้วล้มทับ หลบไม่ทัน หน้าผากจึงชนเข้ากับหีบไม้จนหมดสติไปเช่นกัน
เย่อวี๋หรานที่นึกว่าตนเองจะต้องเสี่ยงชีวิตไปช่วยเหลือได้แต่ตกตะลึง
“...”
นิ้วทองคำนี้จะเล่นใหญ่ไปหน่อยหรือเปล่า?!
นางรีบหันกลับไปมองกานอี้เซียน นางยังไม่ได้ลงมือทำอะไรเลยนะ เขาคงไม่สงสัยนางกระมัง?
กานอี้เซียนที่ปิดบังทั้งอิทธิฤทธิ์และชื่อเสียงเรียงนามของตัวเองกะพริบตาอย่างใสซื่อ เขายืนลงมืออยู่ข้างหลังนาง นางไม่เห็นอะไรสักนิด ไม่น่าจะสงสัยเขาหรอกกระมัง?
ผู้ที่เก็บงำความลับเอาไว้ทั้งสองคนตัดสินใจเรื่องเดียวกันโดยไม่ได้นัดหมาย ตราบใดที่อีกฝ่ายไม่ถาม ตนเองก็จะไม่พูดถึงเรื่องนี้
[1] เจ้าแห่งผืนดิน หรือที่ชาวไทยเชื้อสายจีนเรียกกันว่า ‘ตี่จู๋เอี๊ยะ’ เป็นเทพเจ้าที่ ซึ่งอาศัยอยู่ในชุมชน