[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 159 คนผู้นี้ยังนับว่าเป็นมนุษย์อยู่หรือไม่ ถึงกับหาญกล้าคิดเล่นงานแม้แต่มหาเทพ

    ตอนที่ 159 คนผู้นี้ยังนับว่าเป็นมนุษย์อยู่หรือไม่ ถึงกับหาญกล้าคิดเล่นงานแม้แต่มหาเทพ 

            สายตาของกู้ฉางเกอฉายแววสนใจอยู่ลึกๆ

            หลังจากที่เขาตัดสัมพันธ์กับชื่อหลิงโดยสิ้นเชิง บนร่างของเย่หลิงก็ยังคงหลงเหลือแต้มวาสนาถึง 5,000 กว่าแต้ม

            เรื่องนี้แม้แต่ตัวกู้ฉางเกอเองก็อดรู้สึกประหลาดใจอยู่มิน้อย

            ก่อนหน้านี้ เมื่อครั้งสังหารหลงเถิง เขาก็ได้ใช้การ์ดปล้นวาสนาไปและยังประสบผลสำเร็จ

            ดังนั้นครั้งนี้เขาจึงตั้งใจจะทำเช่นเดียวกัน

            แม้จะมีวิธีการมากมายที่จะลดทอนแต้มวาสนาของเย่หลิงได้ ทว่าก็มิมีความจำเป็นอีกต่อไป

            เพราะวิธีการนั้นมันซับซ้อนเกินไป

            "สังหารเย่หลิงซึ่งเป็นผู้ถือครองชะตาฟ้าลิขิตจะได้รับค่าวาสนา 3,000 แต้ม ค่าชะตาสวรรค์ 15,000 แต้ม และได้รับรางวัลพิเศษเพิ่มเติม"

            กู้ฉางเกอก้มมองภารกิจจากระบบ

            นอกจากผลประโยชน์อันมหาศาลจากการปลิดชีพเย่หลิงแล้ว เขายังจะได้รับแต้มวาสนาจำนวนมหาศาลอีกด้วย

            เขาได้คำนวณกำไรจากการกำจัดเย่หลิงเอาไว้เรียบร้อยแล้ว

            ในสายตาของเขา เย่หลิงนั้นมิมีหนทางใดที่จะหลบหนีจากชะตากรรมนี้ไปได้

            "กู้ฉางเกอ! อย่าได้เหยียบย่ำข้าเกินไปนัก!"

            "วันนี้เรามาสู้กันให้ตกตายไปข้างหนึ่งเสียเถิด!"

            เมื่อได้ยินคำตอบของกู้ฉางเกอ เย่หลิงพลันนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ คาดมิถึงว่ากู้ฉางเกอจะกล่าววาจาเช่นนั้น ก่อนจะระเบิดความโกรธเกรี้ยวออกมา ความเย็นเยียบแผ่ซ่านไปทั่วแผ่นหลัง ความเกลียดชังท่วมท้นปกคลุมไปทั่ว

            กู้ฉางเกอช่างชั่วร้ายอย่างล้ำลึก ควรค่าแก่การถูกสับให้เป็นพันชิ้น อีกทั้งบดขยี้ให้แหลกสลาย แม้จะสิ้นชีพไปแล้วเขาก็ยังคงมิปล่อยให้เขาเป็นอิสระ!

            ทันใดนั้น บนร่างของเย่หลิงพลันปรากฏประกายมรรคาสีดำทะมึนลุกโชนกลายเป็นมังกรดำตัวหนึ่งซึ่งดูสมจริงดั่งมีชีวิต แผ่รัศมีแห่งราชันออกมาจนปกคลุมไปทั่วฟ้าดิน เกล็ดเหล็กแวววาวราวกับคมกระบี่ อักขระศักดิ์สิทธิ์สอดประสาน ดุจดั่งสิ่งมีชีวิตที่มีจิตวิญญาณ

            พร้อมกันนั้น แสงสีขาวก็ส่องประกายออกมา ทอเป็นภาพวิหคสีขาวบริสุทธิ์ขนาดมหึมาแผ่ปีกเตรียมทะยานขึ้นฟ้า ส่งเสียงก้องกังวาน

            "โฮก!"

            เสียงคำรามสะท้านฟ้าของมังกรดำดังก้อง คล้ายกับเสียงกลองแห่งสวรรค์ที่ดังกังวานสะท้อนก้องทั้งสี่ทิศ

            นี่คือการแปรรูปแห่งพลังวัฏสงสาร สีดำและสีขาวเป็นตัวแทนแห่งความตายและการกำเนิดใหม่ในวัฏจักรเวียนวน แฝงไว้ด้วยพลังอันน่าหวาดหวั่น

            แม้แต่ผู้ที่อยู่ในขอบเขตเทวะสวรรค์ก็ยังต้องพึงระวัง มิอาจแตะต้องได้โดยมิประมาท

            "เหตุใดเจ้าจึงชอบกล่าววาจาเช่นนี้นัก อันใดคือการกล่าวหาว่าข้านั้นข่มเหงเจ้าจนเกินไป"

            กู้ฉางเกอยังคงสงบนิ่ง รอยยิ้มบางปรากฏขึ้นบนใบหน้าดุจปราศจากความใส่ใจ "หรือเจ้าคิดว่า เมื่อเปล่งวาจานี้ออกมาแล้ว ข้าก็จะมิข่มเหงเจ้าอย่างนั้นหรือ"

            เขาสะบัดชายแขนเสื้อ ลอยเด่นอยู่กลางเวหา

            ครืน!

            ฝ่ามือมหึมาทอดลงจากฟากฟ้า

            กลุ่มหมอกปกคลุมทาบทับ อักขระศักดิ์สิทธิ์ลอยวน แผ่พลังหนักหน่วงปานจักรวาลพันธการ มวลอากาศสั่นสะเทือน ราวกับท้องนภาจะแยกแตกออกเป็นเสี่ยงๆ

            พลังอันน่าสะพรึงกลัวนี้ทำให้จิตใจของเย่หลิงสั่นสะท้าน พลันเผยสีหน้าถอดสี

            สิ่งนี้คือพลังที่สรรค์สร้างจากอักขระนับอนันต์

            บ่งบอกได้ว่าผู้ใช้มันนั้นแตกฉานในมรรคาเทพอันลึกล้ำ กระแสพลังนี้ยังดึงดูดพลังแห่งฟ้าดินเข้าร่วม สอดประสานรัดแน่นเข้าทุกชั่วขณะ

            ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ...มันยังสอดแทรกด้วยพลังแห่งกฎเกณฑ์!

            ปัง!

            แม้พลังวัฏสงสารจะแข็งแกร่งถึงเพียงใด ทว่าเมื่ออยู่เบื้องหน้ากฎแห่งชั้นภพที่แตกต่างกันแล้วนั้น ก็กลับถูกบดขยี้จนสิ้นภายในพริบตา

            วิหคขาวและมังกรดำพลันกรีดร้องเสียงโหยหวน ก่อนจะถูกฝ่ามือของกู้ฉางเกอบดขยี้จนมลายกลายเป็นเถ้าธุลี

            "ข้ากับเจ้ามิได้มีความแค้นอันใดต่อกัน เหตุใดเจ้าจึงต้องทำกับข้าเช่นนี้ด้วย!"

            เย่หลิงเผยใบหน้าซีดขาว พยายามดิ้นรนหลบหนีจากอาณาเขตของพลังฝ่ามือนั้น ทว่าพบว่าวิญญาณอากาศรอบตัวกลับหยุดนิ่ง ราวกับเขาติดอยู่ในบึงโคลนตม

            ความเย็นเยียบพลันแผ่ซ่านไปทั่วแผ่นหลัง

            ตูม!

            ในยามคับขัน เย่หลิงพลันวาดลายอักขระศักดิ์สิทธิ์ในมือ เสียงกระหึ่มของพลังแห่งขอบเขตศักดิ์สิทธิ์แผ่ซ่านออกมา กฎแห่งระเบียบฟ้าดินปะทุขึ้น ก่อนโจมตีใส่กู้ฉางเกอ

            "น่าเบื่อเสียจริง"

            กู้ฉางเกอคลายรอยยิ้มในทันที แววตาเปลี่ยนเป็นเย็นชา

            ครืน!

            พลังอันน่าสะพรึงกลัวปรากฏขึ้น กายาแกร่งกล้าประหนึ่งอสูรจากฟ้าดินผุดพรายจากมือของเขา สิ่งที่ปรากฏขึ้นคือทวนมารทลายสวรรค์ พลังอันมืดมิดห้อมล้อมทุกสรรพสิ่ง

            เสียงกรีดร้องแผ่วเบาเผยถึงความยินดีราวกับมันรอคอยเวลานี้มาแสนนาน

            กู้ฉางเกอเหยียดยิ้มเย็น ใบหน้านิ่งขรึม

            เพียงฟาดทวนออกไปหนึ่งครั้ง!

            สายลำแสงสีดำปะทุรุนแรง ฉายไปทั่วฟ้าดิน อักขระแห่งกฎดำทะมึนพันเกี่ยวอยู่รอบทวน ราวกับตัดผ่านห้วงมิติ ทำลายความว่างเปล่าทั้งหมด!

            "นั่นมัน..."

            ผู้อาวุโสกุยจ้องมองด้วยความตระหนก เขามิคาดคิดเลยว่า ศาสตรามรณะเล่มนี้จะตกอยู่ในมือของกู้ฉางเกอได้

            ปัง!

            ในชั่วขณะเดียว อากาศรอบตัวเย่หลิงพลันแตกกระจาย เสียงร้องโหยหวนดังขึ้น ก่อนที่อักขระศักดิ์สิทธิ์ที่เขาใช้ออกมาจะแตกสลายกลายเป็นความว่างเปล่า

            กระดูกทุกส่วนในร่างกายของเขาถูกบดขยี้ โลหิตสาดกระเซ็นดุจหมอกสีชาดที่ล่องลอยในอากาศ

            "พลังนี้...เหนือกว่าขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ทั่วไปเสียอีก..." เสียงของผู้อาวุโสกุยสั่นสะท้านอย่างมิเคยปรากฏ

            "เย่หลิง! อย่าลังเลอีกต่อไป จงใช้มันเสียเถิด! หาไม่แล้ว วันนี้เจ้าจะต้องดับสิ้น ณ ที่แห่งนี้!"

            น้ำเสียงของมันเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นอย่างที่มิเคยมีมาก่อน

            แม้การโจมตีครั้งก่อนของกู้ฉางเกอจะมิอาจปลิดชีพเย่หลิงลงได้ ทว่าเขาก็หาได้รู้สึกประหลาดใจไม่

            ผู้ถือครองชะตาฟ้าลิขิตย่อมมีของวิเศษสำหรับปกป้องตนอยู่อย่างล้นหลาม

            ทว่ากระนั้น...วันนี้คงมิมีสิ่งใดจะมาขัดขวางการสังหารเย่หลิงของเขาได้อีก

            ฟั่บ!

            "มาดูกันว่า เจ้าจะต้านทานได้อีกสักกี่ครั้ง"

            กู้ฉางเกอพลันแผ่พลังมารอันมหาศาลออกมา ความเยียบเย็นฉายชัดในดวงตาลึกล้ำราวกับห้วงอเวจี

            พลังดุจมหาสมุทรคลั่งสาดซัดทั่วฟ้าดิน ดาราน้อยใหญ่ดุจสั่นไหวอยู่ในท่ามกลางคลื่นพลังอันลี้ลับนั้น

            เขายกทวนขึ้นอีกครั้ง ก่อนฟาดฟันลงมาอย่างไร้ปรานี เบื้องหน้าพลันปรากฏรอยแยกแห่งความว่างเปล่า พื้นที่รอบด้านบิดเบี้ยวราวกับแผ่นกระดาษที่ถูกฉีกขาด

            "เป็นไปมิได้..." เย่หลิงที่บัดนี้โชกไปด้วยโลหิตจ้องมองทุกสิ่งด้วยความหวาดหวั่น เขาสิ้นหวังจนเกินจะทานทน

            เขาถูกแสงแห่งทวนฟาดลงมากลางร่าง เกราะเจ็ดสีบนตัวพลันแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ เกราะนั้นคือสิ่งที่สามารถป้องกันการโจมตีจากผู้ศักดิ์สิทธิ์สูงสุดได้!

            เพียงแค่คิดว่าการโจมตีของกู้ฉางเกอเทียบเคียงได้กับพลังแห่งผู้ศักดิ์สิทธิ์สูงสุด เย่หลิงก็ราวกับวิญญาณหลุดลอย ความกลัวกลืนกินจิตใจจนเกือบจะยอมแพ้

            กู้ฉางเกอผู้เป็นเพียงคนรุ่นเยาว์ ไฉนจึงได้ครอบครองพลังอันน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้

            พลังต้องห้ามของมารนั้นน่ากลัวถึงเพียงนี้เชียวหรือ

            เขารู้สึกเย็นเยียบไปทั้งร่าง ความคิดทั้งปวงแทบจะหยุดชะงัก

            ทว่าเสียงของผู้อาวุโสกุยยังคงดังสะท้อนอยู่ในหู

            เย่หลิงมิอาจปล่อยให้ตนดับสิ้นไปเช่นนี้ได้

            "อาจารย์ ช่วยข้าด้วย!"

            เขาร้องเสียงดังอย่างสุดชีวิตพร้อมกับกระตุ้นอักขระทองคำโบราณในมือ แม้ต้องเผาผลาญโลหิตวิญญาณของตนก็ตาม

            บริเวณเหนือศีรษะนั้น วิญญาณเทพพลันส่องสว่างจนโปร่งใส

            อักขระทองคำโบราณนั้นคือสิ่งที่มหาเทพวัฏสงสารได้มอบให้เป็นสุดยอดวิชาแห่งการป้องกันชีวิต

            ทว่าในยามนี้เย่หลิงนั้นก็มิอาจจะใส่ใจสิ่งใดได้อีก

            หากมิใช้มัน เขาย่อมต้องจบชีวิตลงในที่แห่งนี้

            ฟึ่บ!

            อักขระทองคำในมือเย่หลิงถูกจุดประกายขึ้น แสงสว่างเจิดจ้าพลันระเบิดออกมา เปล่งอานุภาพน่าสะพรึงกลัวดุจมีสิ่งทรงพลังอำนาจกำลังฟื้นคืนจากการหลับใหล

            ในชั่วขณะนั้น แม้แต่ถ้ำพำนักและราชวังที่อยู่มิไกลก็ยังสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เสียงก้องกังวานประหลาดดังขึ้นจากทุกมุม

            เมื่ออักขระทองคำลุกไหม้ มิติรอบด้านพลันบิดเบี้ยว

            พลังมืดอันมหาศาลพลันแผ่ซ่านออกมา แสงสีดำทะมึนพลันลุกโชนขึ้นกลางนภาดุจดวงตะวันสีดำที่ฉายแสงอันเยือกเย็น

            เงาร่างสูงใหญ่ปรากฏขึ้นจากความเลือนราง คล้ายกับได้ก้าวข้ามกาลเวลานับหมื่นปีมาสู่ปัจจุบัน

            ดวงตาของเขาเจิดจ้าด้วยพลังอันน่าหวาดหวั่น ดุจตะวันอันดำมืดและจันทราสีขาวบริสุทธิ์ที่ล่องลอยอยู่เคียงกัน

            มหาเทพวัฏสงสารปรากฏตัวขึ้นแล้ว

            ดวงตาของเขาลุ่มลึกไร้ที่สิ้นสุด แม้จะเป็นเพียงเงาแห่งอดีตที่เหลือไว้จากกาลเวลาอันยาวนาน

            ทว่าพลังอันสงบนิ่งในกายกลับพลุ่งพล่านดั่งคลื่นมหาสมุทร ก่อให้มิติรอบด้านบิดเบี้ยว แผ่วเบาราวกับกำลังจะแตกสลาย  

            แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวพลันถาโถมลงมาราวกับฟ้าดินจะถล่มทลาย

            กู้ฉางเกอประเมินว่า มหาเทพวัฏสงสารนี้คงเป็นสิ่งมีชีวิตจากโลกอีกฟากฟ้าแห่งเซียน เป็นตัวตนแห่งยุคบรรพกาลที่ก้าวข้ามขอบเขตของผู้ศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวง  

            แม้จะปรากฏเพียงเงาอันเลือนราง ทว่าก็ยังทรงพลังอย่างถึงที่สุด เพียงเศษเสี้ยวนี้ก็เพียงพอที่จะบดขยี้ผู้แข็งแกร่งแห่งมหาศักดิ์สิทธิ์ได้โดยง่ายดาย!

            "อาจารย์ โปรดช่วยข้าด้วย!"

            เมื่อเห็นเงาร่างสูงใหญ่นั้นปรากฏ เย่หลิงก็มิอาจปกปิดความยินดีบนใบหน้าได้ เสียงตะโกนดังราวกับพบเห็นหนทางรอดจากหุบเหวแห่งความตาย

            ความหวังที่ดับมอดกลับลุกโชนขึ้นอีกครั้ง

            "นายท่าน!"

            เสียงจากผู้อาวุโสกุยในจี้หยกพลันดังลั่น เต็มเปี่ยมไปด้วยความปิติ

            "มหาเทพวัฏสงสาร..." อิ่นเหมยยืนมองด้วยใบหน้าที่เปลี่ยนสีเล็กน้อย นางหันมามองกู้ฉางเกอด้วยความกังวล

            เงาร่างตรงหน้าคือผู้ยิ่งใหญ่ในยุคเซียนโบราณ ผู้ครอบครองความลึกล้ำแห่งวัฏสงสาร เข้าใจความเป็นและความตายโดยแท้จริง มิอาจลบเลือนหรือทำลายได้

            อย่างไรก็ตาม ใบหน้าของกู้ฉางเกอกลับสงบนิ่ง มิแสดงอารมณ์ใดแม้แต่น้อย ความเฉยเมยนั้นทำให้อิ่นเหมยผ่อนลมหายใจ รู้สึกโล่งอกขึ้นเล็กน้อย

            "ช่างไร้ค่าโดยแท้"

            เสียงอันเย็นเยียบพลันดังออกมาจากเงาร่างมหาเทพวัฏสงสาร เขามองดูเย่หลิงด้วยสายตาเปี่ยมไปด้วยความผิดหวัง มิแม้แต่จะปิดบังอารมณ์ใด

            แม้จะเป็นเพียงเงาภาพที่ห่างไกลจากอดีตนับกัปกัลป์ 

            ทว่าเพียงครู่เดียว เงาร่างนั้นก็เข้าใจในสถานการณ์ตรงหน้า

            เย่หลิง ศิษย์ผู้สืบทอดพลังของเขา กลับต้องพึ่งพาพลังสุดท้ายนี้เพื่อเอาชีวิตรอดจากผู้เยาว์รุ่นเดียวกัน

            ความล้มเหลวเช่นนี้ช่างทำให้เขาผิดหวังจนยากจะทานทน

            "ผู้อาวุโสกุย เจ้าก็มิน้อยหน้าไปกว่ากัน"

            ดวงตาของมหาเทพวัฏสงสารหันมาจ้องมองไปยังจี้หยก สายตานั้นเต็มไปด้วยการตำหนิ ความมิพอใจฉายชัดจนผู้อาวุโสกุยต้องหลุบสายตาลงด้วยความละอาย

            เขาคือมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุค แม้จะปรากฏเพียงเงาร่างจางๆ หาใช่ร่างอันแท้จริงที่หลอมรวมกฎเกณฑ์แห่งมรรคา  

            ทว่าเพียงขยับมือ ก็มากเกินพอที่จะบดขยี้คนรุ่นเยาว์ผู้หนึ่งให้มลายหายสิ้นไปได้โดยง่าย

            "นายท่าน..." ผู้อาวุโสกุยเปล่งเสียงอย่างละอาย รู้ดีว่าตนเองทำให้เขาผิดหวัง

            ทว่ามันจะอธิบายได้อย่างไร ว่าพลังของกู้ฉางเกอนั้นเกินกว่าที่จะบรรยายด้วยถ้อยคำสั้นๆ ได้

            สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ มหาเทพวัฏสงสารยังมิล่วงรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของกู้ฉางเกอ ผู้ซึ่งยืนอยู่เบื้องหน้าในยามนี้

            "อาจารย์..."

            เย่หลิงเองก็รู้สึกอึดอัดใจ

            ทว่าด้วยการปรากฏตัวของเงาร่างนี้ เขาก็เริ่มมีความมั่นใจมากขึ้น

            แม้กู้ฉางเกอจะร้ายกาจถึงเพียงใด ทว่าเบื้องหน้าเขานั้นคือเทพในตำนานของยุคเซียนโบราณ ผู้ใดเล่าจะสามารถเทียบเทียมได้

            ในใจของเย่หลิงพลันคิดย้อนกลับไป หากรู้ล่วงหน้าว่าเงามหาเทพวัฏสงสารยังสถิตอยู่ในอักขระทองคำ เขาก็คงมิต้องลำบากถึงเพียงนี้

            บางทียามนี้อาจจะเป็นฝ่ายกู้ฉางเกอที่ต้องสิ้นหวัง

            ทว่าสิ่งที่ทำให้เย่หลิงตกตะลึงเสียยิ่งกว่าก็คือ ใบหน้าของกู้ฉางเกอกลับปราศจากร่องรอยของความหวาดหวั่นใดๆ

            มิมีความกังวล มิมีความหวาดกลัว

            เขานิ่งเฉยราวกับมิได้ใส่ใจสิ่งใด

            นี่เป็นเพียงการเสแสร้งแสดงความมั่นใจ หรือว่าภายในใจของเขานั้นมีความมั่นคงอย่างแท้จริง

            "ช่างน่าเสียดายนัก เหตุใดจึงเป็นเพียงเงาจางๆ เท่านั้นเล่า…"

            กู้ฉางเกอกล่าวขึ้น น้ำเสียงแฝงแววเสียดาย ขณะกวาดสายตามองไปยังเงาร่างตรงหน้า ราวกับมันเป็นสิ่งที่มิน่าตื่นตาตื่นใจนัก

            "หืม เจ้าหนุ่มน้อย เจ้ากล้าดูแคลนข้าเช่นนั้นหรือ"

            มหาเทพวัฏสงสารเอ่ยด้วยน้ำเสียงอันเยียบเย็น ดวงตาลุ่มลึกดุจห้วงลึกไร้ก้นบึ้ง ความกดดันอันมหาศาลแผ่กระจายออกมา อำนาจอันน่ากลัวนั้นเพียงพอจะบดขยี้สิ่งมีชีวิตทั้งหมดในที่แห่งนี้ได้ 

            หากอยู่ในโลกภายนอก มันคงจะก่อให้เกิดหายนะแห่งฟ้าดินได้ภายในพริบตา

            ในมิตินี้ เขาคือผู้ควบคุมทุกสิ่งดุจมหาอำนาจเบ็ดเสร็จ

            ทว่ากู้ฉางเกอกลับยังคงยืนอยู่ในที่แห่งนั้นอย่างสบายใจ แย้มยิ้มราวกับไร้กังวล "ดูแคลนหรือ มิใช่เลยท่านมหาเทพ เพียงแต่เป็นท่านเองที่เห็นค่าตนเองสูงเกินไปนัก"

            ถ้อยคำของเขาช่างแฝงไว้ด้วยความเย้ยหยัน ดวงตาฉายแววมั่นคงราวกับคาดการณ์ทุกสิ่งเอาไว้แล้ว

            ดังนั้น กู้ฉางเกอจึงมิแสดงความรีบร้อนใดๆ

            ทุกสิ่งล้วนอยู่ในกำมือของเขาทั้งสิ้น

            "เจ้าหนุ่มน้อย..."

            มหาเทพวัฏสงสารพลันเผยสีหน้าเคร่งเครียดขึ้น รู้สึกโกรธเกรี้ยวที่ถูกหยามเกียรติเช่นนี้

            ตั้งแต่ครั้งใดกัน ที่ผู้เยาว์คนใดจะกล้าดูหมิ่น แม้เขาจะปรากฏเพียงเศษเงาแห่งอดีต ทว่าในสายตาของผู้อื่น เขานั้นคือตัวตนที่มิอาจต้านทานได้

            มหาเทพกำลังจะยกมือขึ้นเพื่อบดขยี้กู้ฉางเกอให้สิ้น แต่แล้วดวงตาของเขาพลันหดแคบลง เมื่อเห็น ทวนมารทลายสวรรค์ในมือของกู้ฉางเกอ

            พลังอาถรรพ์ที่แผ่ออกมาจากทวนนั้นทำให้หัวใจของเขาสั่นสะท้าน เขารู้ดีว่าความน่าสะพรึงกลัวของมันยิ่งใหญ่เพียงใด

            มันเป็นสิ่งที่ถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์แห่งความมืดมิด เป็นพลังที่แม้แต่เทพเซียนยังต้องสะท้านไหว

            ความคิดของมหาเทพพลันชะงักไปชั่วครู่ ก่อนที่เขาจะสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง มิติรอบตัวกลับบิดเบี้ยวและอัดแน่นไปด้วยพลังแห่งกฎเกณฑ์

            ครืน!

            เพียงครู่เดียว ร่างของมหาเทพกลับถูกผนึกไว้ในมิติ แม้จะเป็นเพียงอึดใจเดียว ทว่ามันก็เพียงพอที่จะทำให้เขาตกตะลึง

            "มหาเทพ ท่านจงดูให้ถี่ถ้วนเถิด"

            กู้ฉางเกอกล่าวด้วยสุ้มเสียงเบา สายตาเต็มไปด้วยความเย็นชา ก่อนร่างของเขาจะหายวับไปจากเดิม

            ทันใดนั้น เขาก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเย่หลิง ก่อนที่ทวนมารทลายสวรรค์จะฟาดลงมาจากห้วงอากาศ พลังมารอันมหึมาราวกับท่วมท้นทุกมิติ แสงแห่งความมืดมิดนั้นพร้อมจะทำลายล้างทุกสิ่ง

            "มะ...ไม่นะ..."

            สีหน้าของเย่หลิงที่เพิ่งเต็มไปด้วยความหวังกลับกลายเป็นขาวซีดไปในทันที ความหวาดกลัวเกาะกินจิตใจ เขามิอาจขยับเขยื้อนได้แม้แต่เพียงเสี้ยวเดียว

            "อาจารย์ ช่วยข้าด้วย! ข้ายังมิอยากตาย…"

            "ข้ามิอาจยอมรับได้… ข้ายังมิได้ก้าวขึ้นจุดสูงสุดเพื่อมองลงมาเหนือผู้อื่นเลย…"

            เสียงร้องของเย่หลิงเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ทว่ามิมีโอกาสใดได้ถูกมอบให้กับเขา

            ทวนมารทลายสวรรค์พลันตัดผ่านความว่างเปล่า เสียงสะท้อนดังกังวาน

            เย่หลิงที่เต็มไปด้วยความหวังพลันล่มสลาย เขากลายเป็นสายหมอกโลหิตในพริบตา รูปกายและจิตวิญญาณถูกบดขยี้จนสิ้น ก่อนร่างกายจะแหลกเป็นผุยผง ความหวังที่หลงเหลืออยู่ดับสิ้นดุจเปลวเทียนใต้สายลม...

            "ศิษย์ของท่าน ช่างไร้ค่าจนน่าขัน" กู้ฉางเกอกล่าวด้วยรอยยิ้มบางเบา สายตาหยั่งลึกทอดมองไปยังมหาเทพวัฏสงสาร

            "เจ้าหนุ่มน้อย! บังอาจนัก! เจ้ามันรนหาที่ตาย!"

            เสียงของมหาเทพวัฏสงสารดังก้องสะท้านฟ้าดิน ความโกรธเกรี้ยวแผ่ซ่านราวกับพายุคลั่ง ดวงตาเต็มไปด้วยแรงอาฆาต

            เมื่อได้สติว่าศิษย์ผู้สืบทอดของตนถูกสังหารต่อหน้าต่อตา ความหยิ่งยโสและใจกล้าบ้าบิ่นของกู้ฉางเกอทำให้เขาเดือดดาลจนถึงขีดสุด

            เจ้าหนุ่มผู้นี้…รนหาที่ตายโดยแท้!

            แม้จะเป็นผู้ครอบครองศาสตราอาถรรพ์เล่มนั้นในยามนี้ เขาก็หาได้ยกเว้นไม่!

            พลังอันมหาศาลดั่งฟ้าทลายดังกึกก้อง สายพลังโหมกระหน่ำดั่งคลื่นมหาสมุทรถาโถม กดทับลงมาที่กู้ฉางเกอ ราวกับจะบดขยี้เขาให้แหลกเป็นผุยผง

            "มหาเทพ อย่าได้เร่งรีบไปนัก ข้าจะส่งท่านลงไปสมทบกับศิษย์ของท่านเดี๋ยวนี้" กู้ฉางเกอยังคงเผยยิ้มบาง สงบเสงี่ยมราวกับมิรู้จักความเกรงกลัว

            เขาสะบัดแขนเสื้อเบาๆ พลันเผยให้เห็นขวดศักดิ์สิทธิ์มหามรรคามารสีดำสนิทขนาดเพียงฝ่ามือที่ลอยออกมาจากแขนเสื้อ

            ฟึ่บ!

            พร้อมกับการร่ายรำแห่งความคิดของเขา

            อักขระสีดำสนิทนับมิถ้วนพลันปรากฏขึ้นในอากาศ แสงเงาดำทมิฬดุจตราประทับแห่งความลึกลับและอาถรรพ์ กักขังพื้นที่รอบตัวของมหาเทพวัฏสงสารจนสิ้น

            พื้นที่แห่งนั้นมืดดำยิ่งขึ้น ราวกับห้วงมิติถูกกลืนกินด้วยพลังอันลึกลับ

            "นี่มัน... วิชามหามารกลืนเทพ..."

            "เจ้าเป็น…"

            ในชั่วขณะนั้น สีหน้าของมหาเทพวัฏสงสารพลันเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ความรู้สึกราวกับตกหลุมพรางเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ

            เขาเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง โดยเฉพาะเมื่อยามสายตาจับจ้องไปยังขวดศักดิ์สิทธิ์แห่งมหามรรคามารสีดำที่กู้ฉางเกอปลดปล่อยออกมา ความมิอยากจะเชื่อในภาพที่เห็นก็ยิ่งปะทุขึ้น

            เขามิกล้าดูแคลนกู้ฉางเกออีกต่อไป

            บุรุษผู้นี้กลับเป็นผู้สืบทอดแห่งวิชามหามารกลืนเทพ!

            "คนผู้นี้ยังนับว่าเป็นมนุษย์อยู่หรือไม่ ถึงกับหาญกล้าคิดเล่นงานแม้แต่มหาเทพ ช่างน่าหวาดหวั่นยิ่งนัก..."  

            ผู้อาวุโสกุยในจี้หยกยังมีชีวิตอยู่ มันจ้องมองไปยังภาพเบื้องหน้าด้วยความสะพรึงกลัวจนสุดขั้วหัวใจ ร่างทั้งร่างสั่นสะท้านอย่างมิอาจจะควบคุม

            พรึบ!

            ในพริบตา อักขระมืดมนทะยานขึ้นเป็นสาย พลังอันมืดมิดกลืนกินพื้นที่ ก่อนแผ่ขยายออกไปอย่างไร้ที่สิ้นสุด คลื่นพลังสั่นสะเทือนจนมิติรอบด้านบิดเบี้ยว!

            กู้ฉางเกอถือขวดศักดิ์สิทธิ์ในมือก้าวเข้าสู่พื้นที่แห่งความมืดนั้นอย่างมั่นคง!

            เสียงคำรามที่เต็มไปด้วยความเดือดดาล ความมิยินยอม และความเหลือเชื่อดังแว่วออกมาจากม่านหมอกนั้น ทำให้ผู้อาวุโสกุยในสร้อยจี้สั่นสะท้าน!

            นั่นคือมหาเทพวัฏสงสาร ผู้เคยเป็นนายเหนือหัวผู้ไร้เทียมทานของมัน!

            แม้เพียงเงาอันเลือนราง ก็ทรงพลังพอที่จะทำลายล้างดวงดาราให้มลายสิ้นเพียงในความคิด ทว่านายท่านกลับถูกเด็กหนุ่มรุ่นหลังใช้เล่ห์เหลี่ยมลอบสังหารจนต้องกู่ร้องอย่างสิ้นหวัง

            ภาพตรงหน้าช่างสะเทือนใจจนสุดขั้วจิตวิญญาณ

            หากเหตุการณ์นี้ถูกเปิดเผย ย่อมจะก่อให้เกิดความสั่นสะเทือนดั่งพายุ!

            ทว่ามินานนัก ความปั่นป่วนในพื้นที่นั้นกลับสลายหายไป ก่อนม่านหมอกดำที่ปกคลุมทั่วฟ้าดินจะเลือนหาย

            อักขระแห่งมหามรรคาค่อยๆ หายลับไปในความว่างเปล่า

            กู้ฉางเกอก้าวออกมาด้วยสีหน้าสงบนิ่ง ขวดศักดิ์สิทธิ์ในมือเร้นหายเข้าไปใต้แขนเสื้อโดยไร้ร่องรอย ราวกับมิมีสิ่งใดเคยเกิดขึ้น

            ส่วนเงาของมหาเทพวัฏสงสารนั้น...ได้มลายหายไปโดยสิ้น มิหลงเหลือแม้เพียงร่องรอยแห่งการดำรงอยู่

    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา ที่คุณอ่าน