ภายในเมืองจงหนานที่เงียบสงบมาตลอดหลายปี กลายเป็เสมือนศูนย์กลางในสายตาของเหล่าผู้ฝึกตนระดับต่ำ
ทั้งชาวบ้านพเนจร เด็กหนุ่มที่พึ่งเริ่มฝึกตน และเหล่าศิษย์สำนักเล็กสำนักน้อยที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วผืนแผ่นดิน ต่างก็เริ่มหลั่งไหลเข้าสู่เมืองด้วยความหวังอันแรงกล้าว่าสักวันหนึ่งตนจะได้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของเส้นทาง
แม้จะรู้ดีว่าโอกาสนั้นบางเฉียบดั่งเส้นไหม แต่ก็ไม่อาจห้ามใจไม่ให้ฝันถึงได้
หลังจากหลัวหยางตัดสินใจว่าจะปักหลักพักอาศัยอยู่ในเมืองจงหนาน เขาก็แทบจะไม่ได้ออกไปปรากฏตัวต่อสายตาใครอีกเลย
เขาเลือกใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ภายใต้เงามืดแห่งโรงเตี้ยมร้อยั
ห้องพักชั้นสามที่อยู่ในมุมสงบของอาคารไม้ทรงเก่าแห่งนั้นได้กลายเป็สถานที่สำหรับการหลีกเร้นตนอย่างแท้จริง
ชายหนุ่มไม่ได้แสวงหาความครื้นเครงหรือย่ำต๊อกตามตลาดเยี่ยงผู้ฝึกตนคนอื่นๆ เขาเลือกที่จะนั่งนิ่งอยู่กับตัวเอง
บางเวลาก็เพียงกินข้าวจานง่ายๆที่เ้าของโรงเตี้ยมจัดไว้ให้ ส่งยิ้มบางๆเป็การขอบคุณ แล้วก็กลับขึ้นห้องไปโดยไม่มีคำพูดใด
ภายในห้องไม้นั้น กลิ่นของธูปจันทน์จากเบ้าไฟโบราณระเหยอ่อนๆ ผสานกับแสงแดดที่สาดลอดผ่านร่องหน้าต่างให้บรรยากาศเงียบสงบ
หลัวหยางในชุดคลุมสีเข้มกำลังนั่งขัดสมาธิบนเสื่อไม้ไผ่ ใบหน้าของเขานิ่งสงบ แผ่พลังปราณเพื่อต่อเนื่องการฝึกฝนด้วยคัมภีร์จักรพรรดิแห่งความโกลาหล พลังจากห้วงอันลี้ลับทั้งสิบสองในร่างหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง
หล่อหลอมเข้าไปในเส้นชีพจรปราณทุกเส้นสาย ดั่งสายน้ำจากห้วงอเวจีที่ไหลรวมสู่ทะเลวัฏจักรไร้จุดจบ
เวลาไหลผ่านไปอย่างเงียบเชียบ จนเมื่อพระจันทร์เต็มดวงผันผ่านไปสองคืน
ราตรีเปลี่ยนเป็อรุณ พลังแห่งท้องฟ้าเริ่มกระเพื่อมไหว เสียงฝีเท้าแห่งความหวังและการทดสอบโชคชะตาก็เริ่มแว่วมาแต่ไกล
ภายนอกโรงเตี้ยม เสียงจอแจของผู้คนที่หลั่งไหลมาจากทั่วทุกสารทิศพลันดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ใน่เช้าของวันที่สาม เมืองจงหนานที่เคยคุ้นเคยกับความเงียบงันกลับถูกโอบล้อมด้วยความวุ่นวายและพลังแห่งการแสวงหา
ท้องถนนทุกสายต่างแออัดไปด้วยผู้คนที่เดินทางมาเพื่อลงทะเบียนเข้าทดสอบกับขั้วอำนาจทั้งสิบ บางกลุ่มเป็ศิษย์น้อยจากสำนักเล็ก บ้างก็เป็บุตรหลานตระกูลขุนนาง บ้างเป็ผู้ฝึกตนไร้สังกัดที่หวังจะฉายแสงเพียงครั้งเดียวในชีวิตเพื่อเปลี่ยนแปลงโชคชะตา
เสียงผู้คนที่ตื่นเต้นอื้ออึง
“พระเ้าช่วย นั่นคือสำนักเงาจันทราละ!”
ชายหนุ่มคนหนึ่งร้องออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ดวงตาเบิกโพลงด้วยความชื่นชม
เขาชี้ไปยังขบวนของสตรีในชุดคลุมสีเงินอ่อนที่เดินผ่านฝูงชนอย่างสง่างาม ถึงจะเทียบไม่ได้กับนิกายั์ใหญ่ แต่สำนักเงาจันทราก็เป็ที่รู้จักในฐานะสำนักที่มีรากฐานแน่นแฟ้นและวิชาที่เกี่ยวกับพลังิญญาอันลึกลับ
อีกคนหนึ่งกล่าวอย่างตื่นเต้น
“ก่อนหน้านี้ก็มีสำนักอัคคีมาแล้วนะ! พวกเขาสวมชุดขาวสลักด้วยลวดลายเปลวเพลิง ราวกับเปลวไฟนั้นเป็ส่วนหนึ่งของร่างกาย ว่ากันว่าวิชาแห่งเปลวเพลิงของพวกเขาสามารถเผาผลาญกระทั่งิญญาของศัตรู และขุนเขาลูกใหญ่ก็ยังอาจหลอมละลายได้!”
ขณะเดียวกันนั้น คนกลุ่มหนึ่งที่แผ่รัศมีเจิดจ้าราวกับดวงตะวันก็เดินผ่านกลางถนน
ชุดคลุมสีทองสว่างล้อมรอบร่างของพวกเขาเสมือนเรืองแสงด้วยตนเอง เสียงกระซิบดังกระหึ่มขึ้นราวกับลมพัดโบก
“พวกนั้นคือสำนักแสงสุริยัน ทุกคนในกลุ่มนั้นระดับการบำเพ็ญเพียรสูงส่งยิ่งนัก!”
“พวกเขาเปล่งรัศมีออกมาเหมือนจะเผาทุกสิ่งที่อยู่รอบข้างให้กลายเป็เถ้าถ่าน!”
เสียงอุทานด้วยความตื่นเต้นได้ก่อให้เกิดบรรยากาศอันครึกโครม ทุกคนต่างก็รู้ดีว่าเป้าหมายคือบริเวณลานกว้างซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมือง ลานแห่งนั้นที่เคยใช้เป็ที่จัดเทศกาลประจำปี บัดนี้ถูกเนรมิตให้กลายเป็เวทีสำหรับการทดสอบผู้มีพร์จากทั่วอาณาเขตเมือง
ทุกผู้ที่หวังจะกลายเป็ศิษย์ของขั้วอำนาจต้องเข้ารับการทดสอบอย่างเคร่งครัด
ทั้งการวัดพลังการบำเพ็ญเพียร ตรวจสอบโครงสร้างจุดชีพจร และประเมินสายเื แม้แต่ลมหายใจยังกระเพื่อมไม่ได้
เพราะแม้เพียงเสี้ยวเดียวที่แสดงความอ่อนแอ ก็อาจทำให้ชื่อของตนหายไปจากสายตาของขั้วอำนาจเ่าั้ตลอดกาล
ขณะนั้นเอง บรรยากาศหน้าประตูโรงเตี้ยมร้อยัพลันปั่นป่วนขึ้นเล็กน้อย
ผู้คนต่างชะเง้อคอด้วยความสงสัย ก่อนจะรีบหลบทางให้กับกลุ่มชายหนุ่มกลุ่มหนึ่งที่แต่งกายในชุดม่วงลึกลับพร้อมลวดลายแห่งดวงิญญาหมุนวน พวกเขาคือสำนักิญญา สำนักที่ขึ้นชื่อในเื่ของพลังอำนาจอันไม่ธรรมดา
จุดศูนย์กลางของเหตุการณ์กลับอยู่ที่ชายหนุ่มผู้หนึ่งที่กำลังยืนอยู่ตรงทางเข้าโรงเตี้ยม
เ้าชายหนุ่มผู้นั้นมีรัศมีบางเบาเปล่งประกายเหนือศีรษะ
รัศมีที่บ่งบอกว่าเขาเป็ผู้ถือโชคชะตาระดับแปด อันเป็สัญญาณของผู้ที่อาจก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของโลกได้ในภายภาคหน้า
แต่สถานการณ์กลับไม่ได้ราบรื่น เมื่อมีเสียงพูดด้วยความไม่พอใจจากชายคนหนึ่งในกลุ่มของสำนักิญญา
“เ้ากล้าดีอย่างไร.. เดินชนข้าแล้วไม่แม้แต่จะเอ่ยขอโทษ!?”
ชายหนุ่มที่โดนชนลุกขึ้นจากพื้น เขาปัดฝุ่นจากชุดด้วยท่าทีขุ่นเคือง
แววตาแฝงเจตนาร้ายอย่างชัดเจน แต่หลงเซียวเหยากลับแสดงท่าทีไม่แยแสหรือยี่หระ
“ข้าไม่มีเวลามาเสียกับเื่ไร้สาระ”
เขากล่าวอย่างเฉยชา พร้อมหมุนตัวจะกลับเข้าด้านใน ทว่าเขากลับลืมไปว่ากลุ่มคนที่อยู่ตรงหน้าหาใช่ผู้ฝึกตนทั่วไปไม่ ถึงจะเป็เพียงกลุ่มที่แยกตัวออกมาจากกลุ่มหลัก พวกเขาก็ล้วนแล้วมีระดับการบำเพ็ญเพียรที่ไม่ต่ำกันเลยซักนิด
“ไม่แสดงความเคารพต่อสำนักิญญา เช่นนี้ถือว่าิ่เกียรติอย่างร้ายแรง!”
ท่าทางดังกล่าวก็เหมือนน้ำมันที่สาดใส่กองเพลิง สถานการณ์จึงปะทุขึ้นในพริบตา
“เอาเว้ย โชคชะตาระดับสาม โชคชะตาระดับสี่.. เริ่มมารวมตัวกันแล้ว”
หลัวหยางที่ยืนมองอยู่บนของโรงเตี้ยมผ่านบานหน้าต่างไม้ก็ได้เลิกคิ้ว รอยยิ้มปรากฏขึ้นที่มุมปาก เหมือนจ้องมองเื่สนุกเลยก็ว่าได้
ขณะที่สถานการณ์เองก็เริ่มวุ่นวาย เหตุที่กำลังก่อตัวอยู่เบื้องหน้าประตูโรงเตี้ยมร้อยั
กลุ่มคนมากมายพากันหยุดยืน หันมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง
บางคนก็กระซิบกันด้วยความตื่นเต้น บางคนก็ก้าวเท้าเข้ามาใกล้ หวังจะเห็นฉากปะทะระหว่างผู้ฝึกตนกับผู้ฝึกตนที่อาจลุกลามกลายเป็เื่ใหญ่ และภายใต้สายตานับร้อยนั่นเอง หลงเซียวเหยา เ้าของชื่อที่แทบไม่มีใครเคยได้ยินมาก่อนในวงการบำเพ็ญเพียร
กลับะโออกมาด้วยน้ำเสียงกร้าวกร่างจนผู้คนต้องหันขวับมองเป็ตาเดียว
“ไอ้พวกบ้า! ข้าไม่เคารพต่อสำนักิญญาของพวกแกตรงไหนกันหา!”
“ตัวของเ้านั่นต่างหากที่เดินมาชนไหล่ข้าแล้วก็ล้มลงเอง!”
เสียงะโที่แผดกึกก้องไปทั่วบริเวณ ดังกระแทกใจคนฟังอย่างไม่มีเกรงกลัว
สายตาหลายคู่จับจ้องไปยังร่างของชายหนุ่มผู้กล้าท้าทายขั้วอำนาจอย่างไม่หวั่นเกรง โดยเฉพาะเมื่อเขาแผดเสียงต่อ
“อันที่จริงมันควรจะขอโทษข้าหลงเซียวเหยาเสียมากกว่า!”
คำพูดของเขาประหนึ่งทิ่มแทงอัตตาของศิษย์สำนักิญญาเข้าอย่างจัง
เหล่าผู้ชมที่ล้อมวงอยู่เริ่มซุบซิบอย่างตื่นเต้น ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็ฉากที่น่าชมยิ่งกว่าเื่เล่าของนักพเนจรคนใด
ผู้คนเริ่มถอยหลังเปิดทางให้กว้างขึ้น หวังจะไม่พลาดฉากสำคัญที่จะเกิดขึ้นตรงหน้า
เพราะในห้วงแห่งโลกบำเพ็ญเพียร การกล่าววาจาดูิ่สำนักใหญ่นั้น ถือเป็เื่ร้ายแรงประหนึ่งลบหลู่์
สายตาของเหล่าศิษย์จากสำนักิญญาพลันเปลี่ยนเป็กร้าวกราด สีหน้าแต่ละคนแดงกร่ำด้วยความโกรธเกรี้ยว เส้นเืบนหน้าผากของชายที่ถูกกล่าวหาว่าเดินชนเองปูดขึ้นอย่างชัดเจน ขณะกัดฟันกรอด
“แม่งงง! กล้าต่อล้อต่อเถียงพวกข้าเรอะ!”
“รู้หรือไม่ว่าเ้ากำลังพูดอยู่กับใคร!”
“แกมันกวนบาทาชะมัด!”
อีกเสียงหนึ่งดังขึ้นจากเพื่อนร่วมสำนักที่ยืนอยู่ข้างๆ ใบหน้าบูดเบี้ยวและคิ้วที่กระตุกขึ้นอย่างเห็นได้ชัดแสดงถึงความอดกลั้นที่ถึงขีดสุด
“งั้นแกก็ต้องเจ็บตัวหน่อยแล้วละ!”
ไม่ต้องเอ่ยถ้อยคำใดอีกต่อไป ร่างของชายผู้เดินชนพลันพุ่งตัวออกมาด้วยความรวดเร็วประดุจเหยี่ยวกลางเวหา หมัดขวาของเขาถูกชูขึ้นโดยแฝงพละกำลังและความเร็ว หวังซัดเข้ากลางใบหน้าของหลงเซียวเหยาเพื่อยุติความอวดดีนี้เสียที
แต่ท่ามกลางสายตานับร้อยที่กำลังจับจ้อง
หลงเซียวเหยากลับขยับร่างกายอย่างสงบนิ่ง ไม่มีท่วงท่าตั้งรับ ไม่มีพลังป้องกันใดๆปรากฏออกมา
ทว่าในเสี้ยววินาทีก่อนที่หมัดจะเข้าถึงเป้าหมาย เขากลับก้มหัวหลบอย่างฉับพลันและลื่นไหลอย่างผิดธรรมชาติ
“หวา!
ศิษย์จากสำนักิญญาร้องอุทานด้วยความใ แต่ก็ยังไม่ทันจะถอนตัวกลับ ร่างของหลงเซียวเหยาก็หมุนตัวด้วยความคล่องแคล่ว ฝ่ามือของเขาถูกผลักขึ้นอย่างแม่นยำและฉับไว กระแทกเข้าไปยังข้อต่อบริเวณศอกของคู่ต่อสู้อย่างเต็มแรง
“ปังงงงงงง!
เสียงที่ดังก้องทำให้ผู้ชมรอบข้างรู้สึกเหมือนถูกฟาดด้วยพายุน้ำแข็ง กระดูกที่แตกร้าวนั้นทำให้หลายคนถึงกับกลืนน้ำลายแทบไม่ลง
“อ๊ากกกกกกกกกก!
ความเ็ปดังขึ้นดังสะท้อนก้องไปทั่วซอย แขนข้างที่ถูกโจมตีของศิษย์จากสำนักิญญาผิดรูปทันตาเห็น ข้อศอกพลิกออกจากจุดเชื่อม กล้ามเนื้อบิดเบี้ยว ใบหน้าของเขาซีดเผือด ดวงตาเบิกกว้างด้วยความเ็ปและหวาดกลัวสุดขีด
“กะ.. แกเป็ระดับหลอมกายาขั้นเจ็ดเรอะ?!”
ท่าทางนั้นปรากฏออกมาท่ามกลางลมหายใจที่กระท่อนกระแท่น
“อะไระ?!”
และประโยคนั้นก็เหมือนระฆังปลุกสติของเหล่าศิษย์สำนักิญญาที่เหลืออยู่
สีหน้าของแต่ละคนพลันเปลี่ยนเป็หมองหม่นและตึงเครียดทันที
เพราะสิ่งที่พวกเขาคิดไว้ั้แ่แรกนั้นผิดมหันต์ พวกเขาคิดว่าหลงเซียวเหยาเป็เพียงผู้บำเพ็ญเพียรธรรมดา อาจจะพอมีโชคชะตาบ้างแต่คงไม่มีพลังเพียงพอจะต่อต้าน ทว่าความจริงกลับตรงกันข้าม เพียงท่วงท่าการเคลื่อนไหว
ท่าทางการหลบหลีก ไปจนถึงน้ำหนักของฝ่ามือที่ตอบโต้กลับมา มันล้วนแล้วแต่ผ่านการฝึกฝนจากระดับปรมาจารย์ที่แท้จริง
และเมื่อพวกเขารู้ว่าชายตรงหน้าคือผู้ที่บรรลุถึงหลอมกายาขั้นที่เจ็ดแล้วจริงๆ ความมั่นใจที่เคยมีก็สลายไปในพริบตา
เพราะระดับของพวกเขานั้นยังหยุดอยู่เพียงขั้นที่ห้าเท่านั้น หากจะประลองกันจริงๆก็คงไม่พ้นถูกบดขยี้จนไม่เหลือเกียรติยศของสำนัก
เสียงซุบซิบของผู้ชมรอบข้างก็เริ่มเปลี่ยนทิศทาง
“นั่นมันหลอมกายาขั้นเจ็ดเชียวนะ ศิษย์จากสำนักิญญายังสู้ไม่ได้เลยรึ”
“ว่าแต่หลงเซียวเหยาคนนี่เป็ใครกันแน่นะ?”
ต่อให้จะไม่มีคำตอบใดหลุดออกมาจากปากหลงเซียวเหยา แต่ท่วงท่าที่ขยับมือถูฝ่ามือเล็กน้อยหลังการโจมตีก็เหมือนกับบุรุษที่กำลังเช็ดละอองฝุ่นมากกว่าจะเป็ผู้ที่เพิ่งเอาชนะศึก โทนเสียงหัวเราะเบาๆดังกังวานอย่างไม่หวั่นเกรง พลางหันไปกล่าวกับคนเจ็บเสียงเรียบ
“ครั้งหน้า.. ก็อย่าเดินชนใครสุ่มสี่สุ่มห้าอีกละพวกโง่!”