"พวกนายสองคน เรื่องสำคัญอย่างการประลองยุทธ์มหาวิทยาลัยโลกแบบนี้ทำไมถึงไม่แจ้งฉัน?"
บนอัฒจันทร์รับรองคณาจารย์เสียงของคณบดีเฉียนดังขึ้นพร้อมกับความขุ่นเคืองไม่น้อย
คณบดีจี้และคณบดีหลี่เหลือบมองเพื่อนเก่าที่เพิ่งเดินทางมาถึงได้ไม่นานก่อนจะหันมาสบตากันแล้วต่างคนต่างทำเป็นไม่สนใจ
ดูจากสภาพของอีกฝ่ายที่ดูรีบร้อนจนฝุ่นตลบแบบนี้ก็เห็นชัด ๆ ว่าบึ่งมาที่นี่อย่างสุดชีวิต
และสิ่งที่ทำให้ตาแก่เฉียนร้อนรนได้ขนาดนี้ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป็นเพราะเรื่องอะไรคงหนีไม่พ้นไป๋ฉางเซิงที่กำลังวาดลวดลายต่อสู้อยู่บนลานประลองในตอนนี้แน่นอน
ทั้งคู่พอจะเดาออกว่าหมอนี่กำลังจะอ้าปากพ่นอะไรออกมาดังนั้นการทำเป็นเมินเฉยจึงเป็นทางเลือกที่ถูกต้องที่สุด
ไม่สนใจฉันงั้นเหรอ?
เมื่อเห็นปฏิกิริยาของเพื่อนทั้งสองคณบดีเฉียนก็ยกยิ้มที่มุมปาก ในเมื่อไป๋ฉางเซิงขึ้นลานประลองยุทธ์ไปแล้วตอนนี้มันไม่ใช่ปัญหาว่าพวกนายจะสนใจฉันหรือไม่
มีดีแล้วไม่โชว์ก็เหมือนใส่ชุดผ้าไหมเดินในที่มืดชัดเจนว่าเขาไม่ใช่พวกประเภทที่อดรนทนต่อการขิงได้โดยเฉพาะต่อหน้าเพื่อนสนิททั้งสองคน
วันนี้ฉันจะขิงให้ยับ!ต่อให้อธิการบดีมาฉุดก็หยุดฉันไม่อยู่ ฉันพูดเอง!
"เอ๊ะ จืออวี๋เวลานี้ไม่ควรจะกำลังฝึกฝนอยู่หรอกเหรอ? ทำไมเธอถึงขึ้นไปบนลานประลองยุทธ์ได้ล่ะ?"
คณบดีเฉียนหย่อนก้นลงนั่งข้างคณบดีจี้ก่อนจะแสร้งอุทานออกมาเบา ๆ พลางเอ่ยปากถาม
คำถามนี้ตั้งใจถามเพื่อนทั้งสองอย่างชัดเจนแต่คณบดีเฉียนยังพอมีสติอยู่บ้างเขาไม่ได้หลุดปากเรื่องที่เจียงจืออวี๋กำลังเปิดทะเลปราณแห่งที่สองออกมา
เพราะบนอัฒจันทร์รับรองคณาจารย์แห่งนี้ยังมีคณบดีและอาจารย์จากมหาวิทยาลัยสายต่อสู้แห่งอื่นนั่งอยู่ด้วย
'ตาแก่นี่มันตีบทแตกจริง ๆ นายมาที่นี่เพราะอะไร ในใจนายไม่มีคำตอบหรือไง?'
ยังคงไม่มีใครตอบรับแต่คณบดีเฉียนกลับเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยและเริ่มการแสดงของเขาต่อ
"เอ๊ะ ทำไมเสี่ยวไป๋ถึงออกมาร่วมต่อสู้ด้วยล่ะเนี่ย?"
"ฉันกำชับเขานักหนาให้ตั้งใจมุ่งมั่นฝึกฝน ทำไมถึงใจร้อนแบบนี้ไปได้นะ"
'ตาเฒ่าเอ๊ย นายนี่มันจอมขิงจริง ๆ'
คณบดีจี้และคณบดีหลี่ต่างลอบด่าอยู่ในใจแต่ใบหน้ายังคงเรียบเฉย ประหนึ่งว่าไม่ได้ยินคำพูดเหล่านั้นเลยสักนิด
แต่คณบดีเฉียนยังไม่ยอมหยุด
"เอ๊ะ คนที่สู้กับเขาอยู่เนี่ย ถึงกับใช้ปราการศักดิ์สิทธิ์ได้เลยเหรอ?"
"ดูท่าจะเป็นเมล็ดพันธุ์แห่งชัยชนะของมหาวิทยาลัยเทวทูตศักดิ์สิทธิ์สินะ"
"เฮ้อ ถึงเสี่ยวไป๋จะพอมีฝีมืออยู่บ้างแต่เจอระดับตัวท็อปของมหาวิทยาลัยเทวทูตศักดิ์สิทธิ์เข้าไปเกรงว่าจะต้านไว้ไม่ไหวน่ะสิ"
ปากก็พร่ำบอกว่าต้านไม่ไหวแต่สีหน้าของตาแก่นี่กลับไม่มีความกังวลเลยสักนิด
เสียงอุทาน'เอ๊ะ' ติดกันสามครั้งต่อให้คณบดีจี้และคณบดีหลี่จะมีสภาวะจิตใจที่มั่นคงแค่ไหนตอนนี้ก็เริ่มจะตบะแตกแล้วเหมือนกัน
ดูจากท่าทางของหมอนี่แล้วถ้าพวกเขายังไม่ยอมรับมุก มีหวังเขาคงได้ 'เอ๊ะ'ไปจนจบงานแน่
"เอ๊ะ..."
เมื่อเห็นคณบดีเฉียนอ้าปากจะอุทานอีกรอบคณบดีจี้ก็รีบพูดแทรกขึ้นมาทันที "ความแข็งแกร่งของเขาก็ไม่เลวจริงๆ นั่นแหละ"
เมื่อเห็นตาแก่จี้ยอมรับมุกในที่สุดดวงตาของคณบดีเฉียนก็หยีลงทันที มุมปากนั้นไม่อาจเก็บทรงไว้ได้อีกต่อไป
"ฮ่า ๆ ก็งั้น ๆ แหละน่า"
"ก็แค่ใช้เวลาสองเดือนครึ่ง เพิ่มค่าพลังเลือดขึ้นมาเจ็ดแปดพันเองแถมยังอัปเกรดเลือดมังกรจากระดับหนึ่งเป็นระดับสี่แล้วก็ปลุกอิทธิฤทธิ์เทวะแต่กำเนิดขึ้นมาได้แค่อย่างเดียวเอง"
คณบดีจี้ ???
เดี๋ยวนะฉันแค่รับคำไปประโยคเดียว นายเตรียมคำพูดไว้รอสวนยาวขนาดนี้เลยเหรอ?
ได้...ได้เลย ถ้าฉันยอมปริปากพูดกับนายอีกแม้แต่คำเดียว ฉันยอมเป็นหมาเลยเอ้า!
คณบดีจี้ตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะไม่สนใจหมอนี่อีกแต่เป้าหมายของคณบดีเฉียนบรรลุผลแล้วแค่เพียงประโยคเดียวเขาก็สามารถเริ่มการแสดงเดี่ยวได้ทันที
"เฮ้อ พวกนายไม่รู้หรอกว่ากว่าจะปั้นงูเกล็ดขาวธรรมดา ๆตัวหนึ่งให้มาถึงระดับนี้ได้ ฉันต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจไปมากขนาดไหน"
"ไม่ต้องพูดถึงทรัพยากรหลายสิบล้านนั่นหรอกนะแค่การสั่งสอนและหยาดเหงื่อแรงงานของฉันในทุกวันคืนมันก็ประเมินค่าไม่ได้แล้ว"
"ยังดีที่เจ้าตัวเล็กนี่มันใฝ่ดี อย่างน้อยความพยายามของฉันก็ไม่สูญเปล่า"
"สองเดือนครึ่งที่ผ่านมาเนี่ยมันมีพัฒนาการก้าวกระโดดยิ่งกว่าจืออวี๋ซะอีก!"
"เอ้อ พวกนายว่าแปลกไหม ทั้งที่จืออวี๋มีพรสวรรค์สูงกว่าเห็น ๆแต่ทำไมเจ้าตัวเล็กนี่กลับยกระดับได้เหนือกว่าจืออวี๋ไปไกลล่ะ?"
เมื่อได้ยินแบบนั้นมุมปากของคณบดีจี้และคณบดีหลี่ก็กระตุกพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
นั่นไงตาแก่นี่มันขุดหลุมรอพวกเขาสองคนไว้ที่ตรงนี้จริง ๆ
คณบดีเฉียน 'ไอ้พวกแซ่จี้แซ่หลี่ เปิดไมค์สิวะ เปิดไมค์ด่าฉันสิ!'
การจะให้เปิดไมค์นั้นก็ไม่มีทางเป็นไปได้ชาตินี้ทั้งชาติก็ไม่มีวัน
คณบดีจี้และคณบดีหลี่เดาได้เลยว่าถ้าพวกเขาหลวมตัวรับคำถามนี้ไปสิ่งที่รออยู่ก็คือการโดนอีกฝ่ายขิงใส่แบบถล่มทลายจนหน้าหงาย
ต้องทนไว้ต้องทนให้ได้
คณบดีทั้งสองคนทนได้แต่กลับมีอาจารย์คนหนึ่งที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ข้าง ๆ ทนไม่ไหว เพราะเขาสงสัยจริง ๆว่าไป๋ฉางเซิงที่เป็นแค่งูเกล็ดขาว ทำไมถึงได้มีพัฒนาการที่น่าเหลือเชื่อขนาดนี้
เมื่อได้ยินคำว่า'ทำไม' ดังมาจากทางด้านหลังมุมปากของคณบดีเฉียนก็ค่อย ๆ โค้งขึ้นขณะที่ใบหน้าของคณบดีจี้และคณบดีหลี่ถึงกับชะงักแข็งค้าง
อาจารย์คนนั้นสัมผัสได้ถึงเจตจำนงสังหารที่วูบผ่านไปอย่างปริศนาแต่สิ่งที่เขาเผชิญหน้าตรง ๆ กลับเป็นใบหน้าที่ยิ้มแย้มอย่างเบิกบานของคณบดีเฉียน
"นายก็รู้ สุ่ยมู่ยึดถือคติการศึกษาไร้พรมแดนมาโดยตลอด และในสายตาของฉันความหมายของสี่คำนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่พรสวรรค์หรือสายเลือดเท่านั้น"
"การปั้นสายเลือดที่ธรรมดาสามัญที่สุดให้รุ่งโรจน์ขึ้นมาได้ต่างหากถึงจะพิสูจน์ได้ว่าฝีมือการสอนของฉันมันยอดเยี่ยมแค่ไหน ไม่ใช่เหมือนกับ 'บางคน' ที่กล้าดีแต่จะแกะสลักแค่หยกดิบเนื้อดีเท่านั้น"
"เสี่ยวต้วน นายต้องเข้าใจนะ การเปลี่ยนหยกดิบชั้นเลิศให้กลายเป็นของล้ำค่ามันไม่ได้พิสูจน์ว่าช่างฝีมือคนนั้นเก่งกาจอะไรมากมายหรอกเพราะสิ่งที่เขาแกะสลักน่ะมันคือหยกดิบอยู่แล้ว"
"แต่ถ้าหากสามารถแกะสลัก 'รากไม้' ผุ ๆ ให้กลายเป็นของล้ำค่าขึ้นมาได้ล่ะก็ฝีมือของช่างคนนั้นก็ต้องเหนือชั้นกว่าช่างคนแรกไปหลายขุมแน่นอน"
'ได้... ได้เลย หลอกด่าพวกฉันชัด ๆ เลยนี่นา?'
แต่เมื่อจบประโยคอาจารย์เสี่ยวต้วนคนนั้นกลับยังมีสีหน้ามึนงง
ดูเหมือนคณบดีเฉียนจะอธิบายทุกอย่างแล้วแต่ในขณะเดียวกันก็เหมือนไม่ได้อธิบายอะไรเลยสักนิด
เมื่อเห็นว่าอาจารย์เสี่ยวต้วนทำท่าจะถามต่อคณบดีหลี่ก็รีบชิงตัดบททันที "อะแฮ่ม...เสี่ยวต้วน นายยังมีธุระต้องไปจัดการไม่ใช่เหรอ? ถ้ามีอะไรก็ไปทำเถอะ"
เมื่อคณบดีออกปากสั่งต่อให้อาจารย์เสี่ยวต้วนไม่มีธุระ ก็ต้องมีขึ้นมาเดี๋ยวนั้น
เมื่อตัวประกอบที่คอยตบมุกเดินจากไปบรรยากาศบนอัฒจันทร์ก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง
"เฮ้อ..."
คณบดีเฉียนอ้าปากจะพูดอะไรต่อแต่คณบดีจี้และคณบดีหลี่กลับประสานเสียงขึ้นพร้อมกัน"หุบปาก แล้วดูการแข่งขันไป!"
เหอะมีคนเริ่มร้อนตัวแล้วแฮะ
ถ้าเป็นเวลาปกติเขาไม่มีทางยอมหุบปากง่าย ๆ แบบนี้แน่แต่นาทีนี้ถือว่าช่วยสงเคราะห์คนแก่ก็แล้วกัน
มุมปากของคณบดีเฉียนยังคงประดับด้วยรอยยิ้มไม่จางหายเขาเบนสายตากลับไปยังลานประลองยุทธ์เพื่อเฝ้าดูศึกระหว่างไป๋ฉางเซิงและมอนเต้ต่อไป
ในขณะนั้นเองท่ามกลางลานประลอง ไป๋ฉางเซิงเพิ่งจะตะโกนออกมาว่า "ฉันควรหลบคมดาบเขาก่อนเหรอ?"
สิ้นเสียงของเขาธาตุไฟจำนวนมหาศาลในอากาศก็เริ่มรวมตัวอยู่เหนือศีรษะแค่เพียงมองจากโครงสร้างของลูกไฟลูกนี้ก็รู้ได้ทันทีว่าครั้งนี้ไป๋ฉางเซิงไม่ได้คิดจะออมมือเลยสักนิด
ดูเหมือนเขาจะเลือดขึ้นหน้าไปแล้วจริงๆ ถึงได้ไม่สนอะไรทั้งนั้น คิดจะตัดสินผลแพ้ชนะกับมอนเต้ภายในกระบวนท่าเดียว
ทางด้านมอนเต้เองก็มีขวัญกำลังใจพุ่งทะยานถึงขีดสุดเขายกโล่ทองคำขึ้นตั้งรับพลางพุ่งทะยานเข้าใส่ไป๋ฉางเซิงอย่างดุดัน
แต่เมื่อได้เห็นการกระทำที่ดูไร้สติของไป๋ฉางเซิงเขากลับกระตุกยิ้มที่มุมปาก
'ไอ้หมอนี่มันติดกับแล้ว!'
สัมผัสได้จากแรงสั่นสะเทือนที่แผ่ออกมาจากลูกไฟนั่นมอนเต้ก็รู้ดีว่านี่คือขีดจำกัดเท่าที่แม่ทัพอสูรระดับต้นจะควบคุมได้แล้ว
เว้นเสียแต่ว่าพลังจิตของไป๋ฉางเซิงจะเหนือกว่าแม่ทัพอสูรระดับต้นไปไกลลิบไม่อย่างนั้นการฝืนรั้งพลังหลังจากรวบรวมลูกไฟขนาดใหญ่ขนาดนี้มีแต่จะทำให้ตัวเองได้รับบาดเจ็บสาหัสก่อนใครเพื่อน!
และเพราะความมั่นใจในจุดนี้เองมอนเต้จึงวางแผนในใจไว้แล้วว่าเขาจะปิดฉากการประลองครั้งนี้ยังไง
"เจียงจืออวี๋ ในเมื่อเธอดูถูกฉันขนาดนี้แถมยังคุมสัตว์อสูรของตัวเองไม่ได้..."
"ถ้าอย่างนั้น กระบี่นี้... สุดท้ายฉันจะฟาดฟันลงที่ตัวเธอเอง!"