ดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน

    ตอนที่ 30 เซียน

              ผิวอันอุ่นนุ่มของผ้าห่มสัมผัสกับผิวหนังเรย์ไม่รู้ว่ามันนานแค่ไหนแล้วนับตั้งแต่เขาเพลิดเพลินกับความหรูหราแบบนี้ทุกอย่างสงบสุขไม่จำเป็นต้องกลัวว่าจะถูกพวกปีศาจเหล่านั้นโจมตียามหลับ หรือระวังมนุษย์ด้วยกันเองที่พยายามจ้องเล่นงาน


              อย่างไรก็ตามตัวเขานั้นรู้ดีว่าสันติภาพนี้ไม่ได้อยู่ถาวร


              เขาอาบน้ำแต่งตัวลงไปที่ชั้นล่างอย่างไม่รีบเร่ง


              มัตสึบาระบอกว่าวันนี้ยังไม่มีกำหนดการของทีมเป็นพิเศษให้พักผ่อนได้ตามอัธยาศัย เขาจึงเลือกเดินไปยังอาคารที่อยู่ติดกันกับซันพลาซ่าซึ่งเป็นตึกสำนักงานเก้าชั้น โดยที่ชั้นแรกถูกเปลี่ยนให้เป็นลานฝึกซ้อมส่วนชั้นที่เหลือเป็นที่พักอาศัยของผู้อพยพ


              รอบนอกอาคารได้รับการอัปเกรดติดตั้งลวดหนามและเรียงรายด้วยรถยนต์ซึ่งถูกนำมาว่างซ้อนกันเป็นกำแพงเสริมด้วยรั้วเหล็กราวกับป้อมปราการตึกอาคารโดยรอบใช้เป็นที่พักเพิ่มเติมของผู้อพยพที่มีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ พวกมันไม่เพียงแต่สามารถใช้เป็นที่พักอาศัยเพียงอย่างเดียวเท่านั้นแต่ยังเป็นหอสังเกตการณ์ติดอาวุธคอยเฝ้าระวังภยันตราย


              ส่วนด้านนอกใช้กำแพงรถยนต์ล้อมรอบปิดเส้นทางทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นตรอกซอกซอย ใช้ถนนเส้นหลักทางทิศใต้ในการเข้าออกเพียงเท่านั้น เมื่อมองมาจากภายนอกมันจึงเปรียบได้กับเมืองที่อยู่อาศัยของมนุษย์หลังโลกล่มสลายในภาพยนตร์ก็มิปาน


              ไม่รู้ว่าด้วยเวลาที่ยังเช้าเกินไปอยู่หรือเปล่าเลยมีคนตื่นมาฝึกซ้อมอย่างบางตาทำให้คนที่เข้ามาในสายของเขาเป็นคนแรกคือชายที่ดูโดดเด่นสุดนั่นคือโทชิโร่ซึ่งกำลังสาธิตการต่อสู้ด้วยมือเปล่าหรือแฮนด์ทูแฮนด์คอมแบทให้ผู้ขอเข้ารับการฝึก


              “ยืนให้ผ่อนคลายรักษาสมดุลและการเคลื่อนไหวเอาไว้เพื่อให้ตัวเองสามารถจู่โจมหรือป้องกันได้ตลอดเวลา ลดลำตัวท่อนบนให้ต่ำลงป้องกันซี่โครงด้วยต้นแขน และยกกำปั้นขึ้นมาที่แก้มเพื่อปกป้องใบหน้าปล่อยหมัดแย็บไปข้างหน้าเป็นแนวตรง และหดกลับมาอย่างรวดเร็วเหมือนสปริงเพื่อป้องกันการถูกสวนกลับ”


              หลังจากนั้นโทชิโร่ช่วยจัดท่าทางที่ถูกต้องและให้ทุกคนจับคู่ซ้อมกันเอง ก่อนจะเดินเข้ามาหาเขาที่กำลังยืนมองดูอย่างสนใจ


              “ไงฉันกำลังต้องการคู่ซ้อมอยู่พอดี เธอพอจะช่วยฉันหน่อยได้ไหม”


              เรย์รู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่ได้ขาดคู่ซ้อมอย่างที่ปากว่าแต่ต้องการวัดเชิงฝีมือของเขาเสียมากกว่า


              “ไม่มีปัญหาครับผมก็ต้องการคู่ซ้อมอยู่เหมือนกัน”


              เขาไม่ปฏิเสธเพราะอยากรู้ระดับฝีมือของชายตรงหน้าเช่นกัน


              โทชิโร่โยนดาบไม้ให้เขาหนึ่งเล่มก่อนยืนตั้งท่าดาบชี้ตรงมา


              เรย์วิ่งเข้าไปหาอีกฝ่ายแค่ไม่กี่ก้าวเขาก็เข้าประชิดคนตรงหน้าได้


              แค่เห็นเด็กหนุ่มขยับโทชิโร่ก็แทงดาบสวนออกไปตรง ๆ จากการเคลื่อนไหวเพียงผิวเผินเขาก็ยืนยันในสิ่งที่ตัวเองคิดก่อนหน้านี้ว่าเด็กหนุ่มนี่มีฝีมือไม่ธรรมดา


              เรย์ไม่ได้เบี่ยงตัวหลบเขาชักดาบฟันสวนจนดาบอีกฝ่ายเบนวิถีออกแล้วตามด้วยการเอี่ยงตัวเหวี่ยงฝักดาบในมือขวาเข้าใส่ในตำแหน่งที่เปิดโล่ง


              ทว่าเหมือนชายตรงหน้าจะเดาทางออก โทชิโร่ใช้แขนข้างที่ยังว่างตั้งศอกดันกดลงมาปะทะกับฝักดาบเพื่อลดแรงเหวี่ยง


              แม้ว่าโทชิโร่จะช้าไปเพียงเสี้ยววินาทีแต่ยังสามารถลดแรงปะทะได้มากโข


              “โอ้—”


              โทชิโร่ถอยไปสองก้าวแขนข้างที่ปะทะเข้ากับฝักดาบรู้สึกปวดกว่าที่คาด


              “แรงดีจริงนะ”


              เมื่อเห็นว่าชายวัยกลางคนก้าวถอยเรย์รีบเข้าประกบ


              เขาเลือกฟันซ้ำตรงไปยังบริเวณตำแหน่งไหล่และแขนของอีกฝ่าย


              โทชิโร่ก็ไม่ได้ยืนอยู่เฉย ๆแม้จะโดนเด็กหนุ่มบุกอยู่ฝ่ายเดียว แต่การตั้งรับนั้นก็ไม่แย่มีบางครั้งที่ใช้ข้อได้เปรียบตรงขนาดตัวกดดันให้อีกฝ่ายถอยร่นก่อนจะสวนกลับได้บางจังหวะ


              ทั้งสองเข้าปะทะกัน ต่างคนก็ต่างสไตล์เรย์มีความสง่างามและยืดหยุ่น แต่การฟันแต่ละครั้งเห็นผลชัดเจนส่วนโทชิโร่นั้นใจเย็นมาก เขาค่อนข้างมั่นคง ไม่ผลีผลามใส่ช่องว่างที่อีกฝ่ายจงใจเปิดล่อ


              เสียงดาบไม้กระทบอย่างต่อเนื่องกลายเป็นว่าทั้งสองกลับติดลมไม่ยอมหยุดพวกเขาต่างจริงจังขึ้นกับการต่อสู้จนลืมจุดประสงค์ดั้งเดิม


              เมื่อเรย์ประเมินอีกฝ่ายได้แล้วว่าพื้นฐานเชิงดาบนั้นด้อยกว่าตนหลายระดับเขาเป็นฝ่ายขยับรุกใส่มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม เพิ่มชั้นเชิงในกระบวนท่ากดดันมากขึ้น


              เขาฟันกวาดไปที่หน้าอกของโทชิโร่ในขณะที่อีกฝ่ายกุมดาบสองมือไว้เหนือศีรษะทว่าโทชิโร่ก็เอี้ยวตัวก้าวถอยหลังเล็กน้อยหลบได้อย่างหวุดหวิด


              ช่องว่างที่เปิดโล่งเช่นนี้โทชิโร่ไม่ปล่อยให้พลาดโอกาส ดาบที่ชูขึ้นเหนือหัวง้างรอไว้อยู่แล้วนั้นฟาดลงทันใด


              ทว่าช่วงเสี้ยววินาทีก่อนหน้าที่เรย์ฟันพลาดเขาชิงพลิกดาบในมือกลับด้านปลายคมทิ่มลงพื้นย่อตัวใช้สันดาปกระแทกเฉียงขึ้นไปทางซ้ายจากข้างล่างตอกใส่สันดาบของอีกฝ่ายจนดาบไม้ในมือโทชิโร่หลุดกระเด็นปลิวออกไปด้านหลัง


              “ต้องขอชื่นชมเลยล่ะฝีมือดาบของเธอร้ายกาจมากเลยนะ”


              โทชิโร่แสดงอาการทึ่งจากใจจริงเมื่อดาบไม้หลุดจากมือทว่าเรย์ส่ายหัวปฏิเสธไม่รับคำชมนั้น


              “ผมว่าสู้แบบนี้ไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาเพราะมันไม่ใช่อะไรที่คุณถนัดเลยสักนิด"


              เขากล่าวพร้อมกับเว้นช่วงใช้สายตาสื่อไปยังดาบหนักประจำตัวของอีกฝ่ายซึ่งวางผิงเสาอยู่ออกไปไม่ไกล


              “ผมว่าคุณควรเอาจริงได้แล้วนะครับ”


              “ฮ่าฮ่าจะดีเหรอ เธอจะเป็นฝ่ายแพ้ไวมากเลยนะแบบนั้น”


              โทชิโร่เผยรอยยิ้ม



              “ผมอยากลองดูครับ”

     

              คราวนี้พวกเขาเปลี่ยนเป็นใช้อาวุธประจำตัวของตนเองย้ายสถานที่เป็นลานกว้างด้านนอกใกล้สถานีรถไฟฟ้า


              เริ่มมีคนมามุงดูมากขึ้นราวกับมีเรื่องสนุกให้ชม


              ทว่า... ในทันทีที่การต่อสู้เริ่มขึ้นมันก็ได้จบลงอย่างรวดเร็วดั่งที่อีกฝ่ายกล่าวไว้ไม่มีผิด


              โทชิโร่ถือดาบด้วยมือสองข้างเป็นฝ่ายพุ่งเข้ามาเปิดฉากบ้าง


              เขาถูกแรงเหวี่ยงของดาบใหญ่อันทรงพลังนั่นรุกใส่ซ้ำๆ ทำได้เพียงตั้งรับ ทั้งหนัก ทั้งทรงพลังโดยไม่ต้องใช้เชิงดาบหรือกระบวนท่าใด ๆ


              สุดท้าย...รอบนี้เป็นฝ่ายที่ดาบในมือของเขา ปลิวกระเด็นหลุดลอยออกไปแทน


              “นี่รุ่นพี่กำลังรังแกลูกทีมของฉันอยู่งั้นเหรอคะ”


              มัตสึบาระที่ไม่แน่ใจว่ามายืนดูตั้งแต่ตอนไหนเอ่ยถามขึ้นหลังการต่อสู้จบลง


              “ยัยบ้าเราแค่ประลองฝีมือกันนิดหน่อยเท่านั้นแหละ”


              “แพ้ราบคาบอย่างที่คุณโทชิโร่บอกไว้จริงๆ ...คุณเองก็ใช้เต๋าได้เหมือนกันงั้นเหรอครับ”


              เรย์ยอมรับความพ่ายแพ้ได้อย่างง่ายดายพลางเอ่ยถามขณะมองมือตัวเองที่กำลังสั่นชาจากแรงปะทะของอีกฝ่าย หากว่ากันตามตรงเขาไม่ได้แพ้ที่กระบวนท่า ทว่าแพ้ที่กำลังอันสุดโต่งนั่นเสียมากกว่า


              “หืม?เต๋างั้นหรือ มันคืออะไรล่ะนั่น ฉันไม่เข้าใจว่าเธอหมายถึงอะไร”


              โทชิโร่แสดงออกด้วยสีหน้าฉงนในสิ่งที่เด็กหนุ่มกล่าวถึง


              สำหรับเรย์นั้นด้วยนิสัยแต่กำเนิด หรืออาจเป็นเพราะการฝึกพิเศษที่ได้รับมาตั้งแต่ยังเยาว์ทำให้แม้จะตั้งใจฟังผ่าน ๆ แต่คำพูดที่ผ่านเข้าหูก็ล้วนถูกสลักฝังแน่นไว้ในหัวจึงรู้สึกติดค้างในสิ่งที่ชายปริศนาเคยพูด เขาจึงเล่าทุกอย่างที่ได้ยินมาให้โทชิโร่ฟังทั้งหมด


              "อา... เป็นอย่างนี้เองงั้นรึหมอนั่นพูดว่าพลังพวกนี้คือเต๋างั้นสิ"


              "มันคืออะไรงั้นเหรอคะคุณโทชิโร่"


              มัตสึบาระเอ่ยถามแทนสิ่งที่ทุกคนสงสัย


              "เอ— จะว่ายังไงดีล่ะ... ฉันเคยได้ยินมาว่าในสมัยก่อนพวกนักพรตเป็นผู้ศึกษาและฝึกปรือหรือจะเรียกว่าบำเพ็ญเพียรก็ได้”


              โทชิโร่นำข้อมูลที่ได้รับทั้งหลายเมื่อครู่มาสรุป


              “ว่ากันว่าพลังพวกนี้สถิตในทุกสรรพสิ่งทุกชีวิตล้วนไม่แตกต่าง การฝึกฝนเพิ่มพูนเต๋ามีห้าวิถี โดอิน(ชี้นำ)ไทโซคุ(หายใจในช่องท้อง) ชุอิทซึ(กำหนดใจเป็นหนึ่ง) ชูเท็น(ดวงดาวโคจร) และโบจูจุทซึ(ศาสตร์แห่งสัมพันธ์หญิงชาย) ซึ่งสำคัญเป็นที่สุด เพราะวิธีอื่นทั้งสี่สามารถกระทำด้วยตัวคนเดียวได้แต่โบจูจุทซึต้องมีคู่ฝึก เพราะต้องร่วมสัมพันธ์หมุนเวียนหยินหยาง"


              "ร่วมสัมพันธ์หมายความว่าไง?"


              "ถ้าพูดให้ชัด ๆก็คือการร่วมเพศนั่นแหละ"


              โทชิโร่กล่าวหน้าตาย


              "หา? ทำอย่างว่าคือการฝึกตน!? บ้าบอเกินไปแล้ว"


              มัตสึบาระโวยวายหน้าระเรื่อขึ้นสีราวกับเป็นหวัด



              "แต่นี่เป็นการฝึกฝนอันประเสริฐสำหรับวิถีนี้ทุกสรรพสิ่งล้วนมีซี่ของหยินหรือหยางอย่างละเล็กละน้อย ทั้งสัตว์ พืชหรือแม้แต่สิ่งที่ไม่มีชีวิต แต่ว่าสิ่งมีชีวิตทั่้วไปจะมีขุมพลังได้เพียงหนึ่งดังนั้นจึงต้องมีคู่ฝึกเพื่อแลกเปลี่ยนสองขุมพลังหยินหยาง เพศชายมีซี่เป็นหยางเพศหญิงเป็นหยิน หลอมรวมแลกเปลี่ยน ยิ่งหมุนเวียนสองขุมพลังมากเท่าใดเต๋าก็ยิ่งเพิ่มพูน 'โดอิน' 'ไทโซคุ' ล้วนเป็นการตระเตรียมกายใจในขณะที่การหลอมรวมแลกเปลี่ยนหยินหยางของสองร่าง  นี่จึงเป็นโบจูจุทซึและเต๋าที่รับการเพิ่มพูนถึงขีดสุดสามารถก่อเกิดพลังถึงขนาดเปลี่ยนกฎเกณฑ์ของธรรมชาติได้ผู้ที่ฝึกปรือสิ่งเหล่านั้นจนสำเร็จก็มีแต่พวกเซียนในตำนานเรื่องเล่าที่ผู้คนแต่งขึ้นเท่านั้นแหละ"


              "เอ่อ... แต่ว่าที่ฟังมาทั้งหมดดูแล้วเหมือนพวกลมปราณในละครทีวีกำลังภายในเลยนะครับ"


              "จะว่าอย่างนั้นก็ไม่ผิดมันขึ้นอยู่กับวิธีเรียก เพราะศาสตร์อื่น ๆ ถึงแม้จะมีวิถีการฝึกตนแตกต่างกันแต่สิ่งเหล่านั้นล้วนมีรากฐานและจุดประสงค์เดียวกัน"


              "สรุปก็คือการฝึกฝนทั้งห้ารูปแบบนำไปสู่ความเป็นเซียนสินะคะ...ว่าแต่ทำไมคุณโทชิโร่ถึงรู้เรื่องพวกนี้ได้ล่ะ"


              มัตสึบาระเอ่ยถามอย่างทึ่งๆ


              "ปู่ของฉันเคยสอนพื้นฐานของมันให้เมื่อตอนเด็กๆ น่ะ ต่อให้ไม่รู้ว่าสิ่งที่เรียกนั่นคือเต๋าแต่ก็ไม่แปลกหรอกถ้าจะเคยฝึกฝนอะไรที่คล้ายคลึงกันมาก่อนตอนนี้ฉันเริ่มเข้าใจแล้วล่ะว่าทำไมร่างกายถึงรู้สึกสัมผัสมันได้อย่างชัดเจนกว่าคนอื่น ๆ”


              โทชิโร่พยักหน้าอืม ๆเหมือนได้ทบทวนกับตัวเอง เข้าใจอะไรได้มากขึ้น


              “—เอาล่ะในเมื่อเข้าใจหลักการแล้วฉันคิดว่ามันน่าจะเป็นประโยชน์ในการฝึกของทุกคนนับจากนี้นะต้องขอบคุณข้อมูลนี้ของอาซากุระคุงจริง ๆ"


              "งั้นคุณโทชิโร่ช่วยมาจับคู่ฝึกโบจูจุทซึกับฉันหน่อยสิคะ"


              มัตสึบาระประกบมือทำหน้าไร้เดียงสา


              "ยัยบ้า วิธีอื่น ๆก็ฝึกได้เหมือนกัน ฉันไม่ได้ต้องการบรรลุเป็นเซียนขนาดนั้น!"


              “เต๋า ลมปราณ กำลังภายในสินะครับ”


              เรย์เริ่มเข้าใจในสิ่งที่เนตรมารของเขามองเห็นมากยิ่งขึ้นเมื่อนำสิ่งที่ได้ฟังมาประกอบพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนเกี่ยวกับความสามารถของตนเอง


              "อืมโลกนี้นี่มีเรื่องยุ่งยากซับซ้อนอยู่เต็มไปหมดจริง ๆ"


              เคนจิที่ไม่แน่ใจว่ามายืนอยู่ข้างๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่เอ่ยขึ้น


              "งั้นก็ต้องเริ่มจาก 'โดอิน' คือการเคลื่อนไหวร่างกายส่งเสริมการไหลเวียนของพลังจินตนาการถึงปราณในร่างกายให้เปรียบดั่งหยดน้ำ ค่อย ๆชักนำหยดน้ำเหล่านั้นให้ไหลมารวมกันเป็นกระแสน้ำเล็ก ๆควบคุมทิศทางการไหลของมันไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย”


              โทชิโร่กล่าวเขากระชับดาบในมือตั้งท่าสาธิตให้ผู้เข้าร่วมฟังการฝึกสอนดู


              “และเพิ่มพลังที่ปล่อยออกมาอย่างมั่นคงพร้อมเพรียงกัน—เอาล่ะ!”


              เขาฟันใส่รถยนต์ที่อยู่ใกล้ ๆขาดเป็นสองท่อน ราวกับผ่าเนย โดยมีทุกคนมองดูด้วยความทึ่ง


              “พอเข้าใจหลักการแล้วก็ดูเรียกใช้ง่ายขึ้นหน่อยหนึ่งแฮะ”


              โทชิโร่ลูบคางอย่างอารมณ์ดี


              “อย่าทำลายข้าวของโดยไม่บอกกล่าวกันแบบนี้สิคะรุ่นพี่!”



     

              ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา หลังรับรู้ถึงการมีอยู่ของสิ่งที่เรียกว่าเต๋าหรือลมปราณ


              คุณโทชิโร่สั่งให้ทุกคนเริ่มฝึกฝนมันแม้ไม่รู้ว่าทำไมพวกเขาถึงใช้พลังเหล่านี้ขึ้นได้แต่ดูเหมือนก็ยังไม่ชินกับการใช้มันในการต่อสู้จริงเสียเท่าไหร่


              แต่ก็สัมผัสได้ว่าภายในระยะเวลาสั้น ๆนี้ บางคนยิ่งฝึกปรือยิ่งเริ่มคุ้นชินในพลังของตนเองขึ้นเรื่อย ๆ จนปรากฏออกมาอยู่ในรูปแบบที่แตกต่างกัน


              พวกที่ใช้อาวุธระยะประชิดเองแต่ละคนก็เริ่มดึงอำนาจทำลายล้างของการฟันและทุบให้สูงขึ้นเริ่มมีคนที่ใช้สิ่งที่เรียกว่าอัตลักษณ์พิเศษที่บางคนทำไม่ได้อย่างการเรียกไฟออกมาจากปลายดาบ หรือ ปล่อยมันออกไปปรากฏขึ้น


              พอเห็นภาพรวมใหญ่แบบนี้ทำให้รู้ข้อมูลเพิ่มมาอีกอย่างหนึ่งคือ ใช่ว่าทุกคนจะมีพลังพิเศษประหลาด ๆเหมือนกันไปซะทั้งหมดอย่างคุณโทชิโร่หรือคุณมัตสึบาระก็ไม่ได้มีพลังแปลกประหลาดอะไรปรากฏแยกย่อยออกมาเหมือนเช่นที่บางคนมี


              เงื่อนไขการได้รับอัตลักษณ์พิเศษคืออะไรซึ่งนี่ยังเป็นปริศนาที่เขายังไม่ได้รับคำตอบ


              ‘ยังไงซะนี่มันก็แค่จุดสตาร์ตในการเข้าถึงพลังเท่านั้นการเอาตัวรอดหลังจากนี้ให้ได้ต่างหากที่ลำบาก’

     

    คล้ายกับเรื่องดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน ที่คุณอ่าน