ตอนที่ 50 ในมุมมองของนิทาน
“ฉันชื่อเซร่า เป็นนักบวชแห่งวิหารปฐมมันตราค่ะ คุณนิทานไม่ทราบว่านับถือศาสนาปฐมมันตราหรือเปล่าคะ”
“สวัสดีครับ ผมได้มีโอกาสเข้าไปเยี่ยมเยือนวิหารในเมืองเกิดของผมค่อนข้างบ่อยเลยครับ”
“สวัสดีครับ ผมชื่อกันต์ทศ เป็นบุตรชายคนเล็กของท้าววลันตรัยครับ”
“สวัสดีครับ ผมเคยได้ยินกิตติศัพท์ของท่านท้าววลันตรัยมามากมายทีเดียวครับ”
“สวัสดีค่ะ ฉันชื่อเคียงเมฆ เป็นหลานของท้าวทัณฑ์โลกา รวมถึงเป็นตัวแทนระดับเอกของหอสมุดด้วยนะคะ”
“สวัสดีครับผม สมแล้วที่เป็นหลานของท้าวทัณฑ์โลกาผู้แข็งแกร่งรวมถึงได้รับการสอนสั่งจากหอสมุด เพียงแค่พบครั้งแรกก็รับรู้ได้ถึงความยอดเยี่ยมเลยครับ”
“สวัสดีค่ะ..”
“สวัสดีครับ..”
นิทานถูกรายล้อมด้วยเหล่าคนหนุ่มสาวมากมายจนเขาปวดหัว แม้แต่ละคนในที่นี้จะดูเป็นผู้มีเบื้องหลังยิ่งใหญ่ แต่คนที่เข้ามาคุยกับเขาล้วนแล้วแต่เป็นคนรุ่นเดียวกัน ราวกับว่าเพียงเขายังไม่คู่ควรให้คนระดับสูงเข้ามาทักทายด้วยตัวเอง
แต่ถึงกระนั้นแค่นี้นิทานก็แทบจะหัวระเบิดแล้ว เขาเริ่มคิดวิธีการตอบกลับอย่างมีมารยาทที่ไม่ซ้ำกันไม่ออกแล้ว บางครั้งจึงเป็นการทักทายอย่างง่าย ๆ และรอยยิ้ม
“ไม่เจอกันพักเดียว กลายเป็นคนดังไปแล้วนะคะ”
เสียงหวานใสอันแสนคุ้นหูเรียกให้นิทานหันไปมอง ตรงหน้านั้นคือสาวน้อยหน้าตาดีในชุดกระโปรงสีแดงสดอันเป็นเอกลักษณ์
นิทานเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยก็เผยรอยยิ้ม
“คุณฟาง หมิงก็ชมเกินไปครับ ผมแค่ได้อานิสงส์จากผู้พันเท่านั้นเองครับ” นิทานยิ้ม อย่างน้อย ๆ เขาก็ได้เจอคนที่เขาพอจะรู้จักเสียที
“บอกแล้วไงคะว่าคุณนิทานมาอยู่ในเมืองหลวงยังไงก็รุ่ง” ฟาง หมิงยิ้มหวานพลางเดินเข้าไปพูดคุยกับนิทาน เธอเดินตัดผ่านเหล่าคนรุ่นเดียวกันที่รายล้อมเข้าไปหาอย่างง่ายดาย เป็นการกันคนอื่นออกไปอีกชั้นหนึ่ง
“ยังมีอีกหลายอย่างที่ผมปรับตัวไม่ได้เลยครับ อย่างเรื่องคนเยอะกับอากาศร้อนนี่ยังไงก็ปรับตัวยากจริง ๆ” นิทานยิ้มอ่อน อากาศร้อนในนครรัตนะนั้นเป็นของขึ้นชื่อของดินแดนแห่งไฟ
“โฮ่ง!”
พี่สาวคนสวย พี่สาวคนสวย!
“สวัสดีค่ะคีตา เป็นเด็กดีกับนิทานใช่มั้ยคะ พี่เอาขนมมาฝากด้วยนะ” ฟาง หมิงลูบหัวคีตาอย่างเอ็นดูพลางเอื้อมมือไปในกระเป๋า หยิบขนมเปี๊ยะชิ้นใหญ่ออกมาให้คีตา
คีตาจำได้เรื่องที่นิทานบอกให้ตนรักษามารยาทในงานเลี้ยง แทนที่มันจะนอนลงแทะขนม มันจึงกินภายในคำเดียวให้ไม่เลอะเทอะ มันกำลังจะส่ายหางไปมาด้วยความสุข แต่เหมือนนึกได้ จึงเก็บท่าทีไม่แสดงความวุ่นวาย
ฟาง หมิงที่เห็นคีตาพยายามรักษามารยาทก็อดหัวเราะไม่ได้
“ไม่เห็นมาหาฉันที่สำนักงานบ้างเลยนะคะ ฉันอุตส่าห์เตรียมของราคาถูกคุณภาพดี ๆ ไว้ตั้งเยอะ คิดว่าเหมาะสำหรับคนพึ่งย้ายเข้ามากเลยแท้ ๆ” ฟาง หมิงยิ้ม
“พอดีช่วงนี้ยังไม่ค่อยว่างน่ะครับ งานของหน่วยพิทักษ์เมืองยุ่งมากจริง ๆ” นิทานยิ้มตอบ
การสนทนาอันแสนธรรมดานี้กลับเป็นการลองเชิงกันเล็กน้อย ความหมายที่แฝงไว้คือ เรื่องข้อตกลงกับกลุ่มการค้าฟางเป็นไงบ้าง และคำตอบก็คือ ยังไม่ได้ตัดสินใจ การมางานเลี้ยงครั้งนี้สำหรับนิทานเป็นเหมือนการเล่นหมากรุกที่แสนเหนื่อยยากกระดานหนึ่ง ทุก ๆ คำพูดและการกระทำมักมีความหมายแฝงไว้เสมอ
เฮ้อ เสือสิงห์กระทิงแรดเต็มไปหมดจริง ๆ นั่นแหละ นิทานลอบบ่น
ระหว่างที่กำลังพูดคุยสัพเพเหระกับฟาง หมิง ผู้พันลาลันตาก็กลับมาพร้อมองค์หญิงไพลิน นิทานรู้สึกได้ว่านัยน์ตาขององค์หญิงไพลินสดใสขึ้นกว่าแต่ก่อน ราวกับปลดเปลื้องบางอย่างออกไปได้ และที่สำคัญกว่านั้น ในนั้นปรากฏความมั่นใจที่เธอไม่ค่อยแสดงออกมานัก
“โฮ่ง!”
นิทาน นิทาน คนนี้เขาอารมณ์เดียวดีเดียวร้าย เขาเป็นอะไรอะ
คีตาที่สัมผัสได้เช่นกันพลันถามขึ้นจนนิทานอดหัวเราะไม่ได้ หากมองในมุมมองของคีตา องค์หญิงไพลินก็เป็นคนที่แปลกจริง ๆ พวกเขานั้นจับสีหน้าเก่งมาแต่ไหนแต่ไร ดังนั้นตอนที่องค์หญิงไพลินอารมณ์สับสนเมื่อครู่ย่อมอยู่ในสายตาของพวกเขาเช่นกัน
แม้อาจจะไม่ได้ละเอียดดังเช่นที่ผู้พันลาลันตาเห็น แต่ก็มากพอจะทำให้พวกเขารู้ว่าองค์หญิงไพลินนั้นอารมณ์ไม่มั่นคง
เอาเถอะ คนระดับนั้นเขาต้องมีเรื่องเครียดของตัวเองอยู่แล้ว นายก็รู้สึกใช่มั้ยล่ะคีตาว่าเธอแบกรับอะไรไว้เยอะมากจริง ๆ นิทานตอบกลับทางจิต
คีตาเอียงคอเล็กน้อย สองตาดำสนิทดุจเม็ดลำไยจับจ้องไปที่องค์หญิงไพลิน
นี่คือสิ่งที่เขารู้สึกจริง ๆ ความประทับใจแรกของนิทานเมื่อเห็นองค์หญิงไพลินคือ เธอนั้นคล้ายกับเขาเหลือเกิน สีหน้าท่าทาง การวางตัว วิธีการพูดจา ล้วนเป็นของปลอมที่ผ่านการปั้นแต่งมาอย่างยาวนานจนเหมือนของจริง
เธอคือผู้ที่ใช้เปลือกนอกปรับตัวเข้าหาคนอื่นเช่นเดียวกับเขา เป็นผู้ที่หลีกเลี่ยงคนภายนอกโดยการใช้หน้ากากแผ่นหนาบดบังตัวตนเอาไว้
อย่างต่อไปคือ เธอดูเหนื่อยล้าเหลือเกิน
อาจเป็นเพราะเธอเป็นคนประเภทเดียวกันกับเขาละมั้ง เขาจึงสัมผัสได้ว่าภายใต้หน้ากากนั้นซ่อนความเหนื่อยล้าไว้มากเพียงไหน เธออาจจะพอต่างกับนิทานตรงที่เธอนั้นมักเข้าหาคนอื่นก่อน เธอชอบช่วยเหลือประชาชน ต่างกับตัวเขาเองที่มักเลี่ยงปัญหามากกว่า
พอได้พูดคุยกันสักพักและท่าทีของเธอยามที่เขาโดนเชียนเป่า เยว่หาเรื่อง นิทานพลันเข้าใจได้อีกอย่างว่าจริง ๆ แล้วเธอกับเขาต่างกันโดยสิ้นเชิง เธอนั้นเกลียดตัวเอง เธอนั้นเป็นผู้ที่พยายามมาตลอด แต่ตัวเองกลับไม่เคยให้ผลลัพธ์อะไรที่เธอคาดหวังเลย
ต่างกับเขาที่ไม่เคยเกลียดตัวเองเลย ได้แต่อึดอัดกับโชคชะตาเท่านั้น
เขาเองปั้นแต่งฉากหน้าขึ้นมาเพื่อให้ใช้ชีวิตในฐานะเด็กกำพร้าได้สะดวก แต่เธอปั้นแต่งสิ่งเหล่านั้นเพื่อนำมาทดแทนสิ่งที่เธอไม่มี
นิทานรู้สึกเห็นใจพลางเข้าใจขึ้นมาอีกหน่อยว่าทำไมประชาชนถึงรักองค์หญิงไพลินผู้นี้ ทำไมผู้พันลาลันตาถึงเลือกสนับสนุนเธอ
เพราะเธอไม่เคยยอมแพ้เลย แม้จะทรมานมากขนาดนั้น เหนื่อยขนาดนั้น แต่เธอไม่ยอมแพ้เลย ทั้ง ๆ ที่ไม่มีใครบังคับเธอให้พยายาม แต่เธอก็ยังพยายาม เพื่อบ้านเมืองและประชาชนที่เธอรัก
แม้แต่ตัวนิทานเองที่ยังรู้จักกับเธอได้ไม่ถึงวันดียังรู้สึกอยากเอาใจช่วยไม่ได้
ตัวเขานั้นโดนผู้พันลาลันตาลากเข้าร่วมสงครามการเมืองนี้อย่างไม่เต็มใจนัก แต่ในตอนนี้เขาพลันรู้สึกว่าก็ไม่แย่เท่าไหร่หากฝ่ายที่เขาเข้าร่วมคือฝ่ายของผู้หญิงคนนี้
นัยน์ตาของเขาและเธอสบกันแล้ว นิทานรู้สึกได้ถึงห้วงอารมณ์หนึ่งอันแสนพิเศษ
ความขอบคุณ?
ทำไมต้องขอบคุณด้วย หรือจะเป็นเรื่องเชียนเป่า เยว่ แต่เรื่องเล็กน้อยแค่นั้นเธอน่าจะพบจนชินแล้วนี่? นิทานสงสัย แต่แน่นอนว่าเขาย่อมไม่ถือวิสาสะเข้าไปถามผู้หญิงที่ไม่รู้จัก ยิ่งเธอเป็นถึงเจ้าหญิงด้วยแล้ว
นิทานจึงพอกหน้าของตนด้วยหน้ากากจอมปลอมอีกครั้ง ฉีกยิ้มกว้างพลางคารวะให้แก่การมาของเธอและผู้พันลาลันตา เมื่อองค์หญิงมาถึง เหล่าฝักฝ่ายที่เข้ามาทักทายนิทานย่อมเบนความสนใจไปหาเธอ คนพวกนี้ย่อมล้วนเป็นคนที่สนับสนุนเธอจึงได้เข้ามาทักทายนิทานอย่างเป็นมิตรเช่นนั้น
ส่วนฝักฝ่ายอื่นล้วนแยกตัวห่างเหินอย่างสิ้นเชิง ไม่เข้ามากระแนะกระแหนเช่นก่อน ดูเหมือนว่าการกระทำของเขาเมื่อครู่จะทำให้ฝ่ายขององค์หญิงดูมีเปรียบขึ้นมา
“ไง ได้รู้จักลูกคุณหนูสวย ๆ ถูกใจบ้างมั้ย” ผู้พันลาลันตาทัก
“ยังไม่จบเรื่องนี้อีกเหรอครับเนี่ย” นิทานถอนหายใจรอบที่ 43
“ฉันจะไม่ถามหรอกนะว่านายทำได้ยังไง แต่ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็มาหาฉันล่ะ” ผู้พันลาลันตาขยิบตา
“ว่าแต่ ผู้พันวางแผนทั้งหมดไว้เหรอครับ?” นิทานอดถามขึ้นตรง ๆ ไม่ได้ เขามีสังหรณ์ตงิด ๆ ตั้งแต่แรกแล้ว และสิ่งที่เกิดขึ้นมันก็ช่วยสร้างผลลัพธ์ที่ดีให้แก่หน้าตาขององค์หญิงไพลินและเขาเหลือเกิน แม้จะตามมาด้วยความเสี่ยงเรื่องตกเป็นเป้าความสนใจก็เถอะ
“ฉันมีแผนจริง และมันสำเร็จไปแล้วด้วย” ผู้พันลาลันตายิ้มพลางมองไปที่องค์หญิงไพลินและนิทาน
นิทานพลันเลิกคิ้วสงสัย พวกเธอหายไปกันสั้น ๆ เท่านั้น ตกลงพวกเธอไปทำอะไรมากันแน่?
“ส่วนเรื่องเชียนเป่า เยว่น่ะ ฉันจะไปรู้ได้ยังไง คำแห่งพลังของฉันไม่มีอะไรที่ใช้มองอนาคตได้นะ” ผู้พันลาลันตายักไหล่
“งั้นที่คุณเงียบตอนที่อีกฝ่ายเข้ามาหาเรื่องผมขนาดนั้น?” นิทานเลิกคิ้ว นี่คือจุดที่เขาสงสัยที่สุด ด้วยนิสัยของเธอ ผู้พันลาลันตาย่อมออกหน้าอยู่แล้ว
“อะไร เป็นเด็กติดแม่อยากให้แม่ช่วยตลอดรึไงหือ?” ผู้พันลาลันตาหัวเราะ
“ขอเถอะครับ ถึงมันจะไม่ส่งผลอะไรมาก แต่มันก็เกี่ยวกันถึงหน้าตาขององค์หญิงไพลินนะครับ” นิทานถอนหายใจจนเขาไม่ได้นับแล้ว
“เอาน่ะ ฉันคอยระวังอยู่แล้วล่ะ อีกอย่าง ที่นายทำก่อนหน้าที่ทำให้ไอ้เด็กอวดดีนั่นล้มนี้ก็สมเป็นนายสุด ๆ เลยนะ โยนเรื่องเสียให้ตัวเองเนี่ย”
“ถึงยังไงผมก็พึ่งเข้าฝักฝ่ายนี้ จะให้มาถึงก็ทำเรื่องเลยไม่ได้หรอกครับ”
“แหม กล้าพูดนะ ไอ้ลอบโจมตีคนในงานเลี้ยงนี่ไม่นับเลยสิ” ผู้พันลาลันตายิ้มมุมปาก
“ผมทำอะไรเหรอครับ” นิทานยิ้มมุมปากเช่นกัน
“ไม่ใช่ทุกคนหรอกนะที่จะไม่รู้ แค่คนส่วนใหญ่เขาไม่มีหลักฐาน ส่วนคนที่มีก็เลือกจะปล่อยผ่านต่างหาก” ผู้พันลาลันตาเตือนอ้อม ๆ
“เอาเถอะ ถ้านายยังยืนอยู่ตรงนี้โดยที่ไม่โดนลากไปขังคุกได้ก็แปลว่าไม่มีเรื่องอะไรจากเบื้องสูงแล้วล่ะ”
แปลว่าฉันเดาถูกสินะว่าฝ่ายของเราก็มีคนเบื้องสูงคอยสนับสนุนเหมือนกัน นิทานเป่าปาก เขารู้ตัวดีว่าที่ทำไปมันเสี่ยงแค่ไหน แต่เขาเชื่อว่าฝ่ายขององค์หญิงไพลินย่อมออกหน้าหากมีเรื่องใหญ่โตเกิดขึ้นจริง ๆ ถึงยังไงเขาก็เป็นคนที่ผู้พันลาลันตาอันเป็นผู้สนับสนุนหลักพามาด้วยตนเอง
แน่นอนว่าเขาไม่โง่พอจะคิดว่าการกระทำของเขาจะไม่มีผู้ใดดูออก แม้จะสามารถตบตาอริยะได้ แต่คนที่แข็งแกร่งกว่านั้นย่อมมองออกอย่างง่ายดาย และที่แห่งนี้คือราชวังแห่งอาณาจักรไฟกัลป์ หากจะมีสักที่หนึ่งที่มีผู้แข็งแกร่งเหนือกว่าอริยะอยู่เยอะที่สุดในอาณาจักรนี้ ที่แห่งนั้นก็สมควรเป็นที่นี่
ระหว่างที่พวกเขากำลังพูดคุยกัน แรงกดดันบางอย่างแผ่ออกมาจากบันไดขนาดใหญ่ บรรยากาศก็พลันเงียบสงบลงอีกครั้ง ทหารยามหลายร้อยคนต่างเดินออกมายืนเรียงกันที่บันได ในมือต่างพกพาเครื่องดนตรีหลากหลาย ร่วมกันบรรเลงดนตรีอันแสนร้อนแรง บรรยากาศพลันระอุขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อคนนับร้อยต่างตะโกนสรรเสริญองค์ราชินีและราชวงศ์
“ขอเพลิงกัลป์ส่องสว่างสรรพสิ่งและแผดเผาความมืดชั่วนิรันดร์!”
“ขอเพลิงกัลป์ส่องสว่างสรรพสิ่งและแผดเผาความมืดชั่วนิรันดร์!”
“ขอเพลิงกัลป์ส่องสว่างสรรพสิ่งและแผดเผาความมืดชั่วนิรันดร์!”
ร่างหนึ่งเดินลงมาจากบันไดท่ามกลางเสียงโห่ร้องและทหารยามที่ค้อมกายคารวะราวกับกำลังพบเจอพระเจ้า
“องค์ชายจันทรกานต์ อัคนี ไฟกัลป์ เสด็จ!”