ณ เมืองไครสต์เชิร์ชมีจำนวนประชากรอาศัยอยู่ราว 140,000 คน ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วมีมนุษย์วิวัฒนาการที่ยังรักษาสติสัมปชัญญะไว้ได้อยู่เป็นจำนวนกว่าครึ่งหนึ่ง ทว่าหลังจากที่ผ่านเหตุการณ์ที่เรียกว่าเป็นผลงานชิ้นเอกของหยูหานมาแล้ว ไป๋อี้ก็คาดคะเนว่าผู้ที่สามารถมีชีวิตรอดมาได้คงจะมีไม่เกิน 10,000 คน ไป๋อี้เองก็ไม่อยากไปซักถามหยูหานว่าแท้จริงแล้วที่เขากระทำไปเป็นเพราะความแค้นส่วนตัวหรือไม่ และไม่อยากไปซักถามด้วยว่าเหตุใดเขาจึงต้องลงมือทำเรื่องเช่นนี้กันแน่ ไป๋อี้รู้เพียงว่า —— ปล่อยไปไม่ได้เป็นอันขาด!
“แกรู้ไหมว่าตัวแกเองกำลังทำอะไรอยู่?” น้ำเสียงของไป๋อี้หนักแน่นมาก
“อย่าพูดเหมือนกับว่าฉันวิกลจริตไปแล้วอย่างนั้นสิ ฉันต้องรู้อย่างแน่นอนว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ จะว่าไปหลังจากผ่านอะไรมาตั้งเยอะแยะขนาดนี้ ฉันเพิ่งจะรู้ว่าเหตุการณ์เมื่อแรกเริ่มที่ผ่านมาของเราสองคนนั้นมันน่าเบื่อสิ้นดี ไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง”
“ใช่ไหมล่ะ ไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง” หยูหานเงยหน้ามองท้องฟ้า บนใบหน้าเผยความอ้างว้างออกมา
“แต่ว่าในเมื่อเรื่องราวมันเกิดขึ้นแล้ว ถ้างั้นเรื่องนี้ก็จะต้องมีจุดจบ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปให้เรียกเมืองไครสต์เชิร์ชว่าเมืองแห่งสุสานก็แล้วกัน ฉันจะเตรียมงานศพอันยิ่งใหญ่ไว้ให้แกเอง!” หยูหานอ้าแขนสองข้างออกมาพร้อมทั้งหันหน้าไปทางตัวเมืองไครสต์เชิร์ช จากนั้นก็ผายมือคล้ายกับเป็นการขอบคุณผู้ที่รับฟังเขา สีหน้าที่แสดงออกอย่างสง่าแต่กลับแฝงปนไปด้วยกลิ่นอายของจิตประสาทเล็กน้อยของเขานั้นทำให้ทุกคนขมวดคิ้วขึ้นมาในทันที
หลังจากที่ผ่านเหตุการณ์ต่าง ๆ มามากมาย รวมถึงได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของนิวซีแลนด์และโลกทั้งใบแล้ว หยูหานจึงพบว่าอันที่จริงเวทีการแสดงนั้นใหญ่ถึงเพียงนี้ เหตุใดจะต้องต่อสู้เพื่อช่วงชิงสิ่งเล็กสิ่งน้อยเช่นตอนแรกด้วยเล่า ทว่าในเมื่อเหตุการณ์เหล่านี้ได้เกิดขึ้นแล้วจึงไม่สามารถที่จะทำเสมือนมันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนได้ หากไม่ใช่เพราะเหตุการณ์ที่เคยผ่านมาเหล่านั้น เหตุใดเขาจึงต้องดำเนินการมาจนถึงขั้นนี้ด้วย การกระทำทุกประการของเขาในตอนนี้มันคือความชั่วร้ายทุกกระเบียดนิ้ว ทว่าหากเขามีโอกาสแล้วเขาจะเลือกกระทำเช่นนี้หรือ!
หยูหานกล่าวช้า ๆ ขณะเดียวกันก็มีมนุษย์วิวัฒนาการจำนวนราว 30 กว่าคนค่อย ๆ ก้าวเดินออกมาอยู่บริเวณรอบข้างหยูหาน และดูเหมือนว่าหยูหานจะคิดว่าชัยชนะอยู่ในกำมือของตนแล้ว ดังนั้นจึงไม่ได้บุกจู่โจมพวกไป๋อี้ในทันที
เมื่อเปรียบเทียบดูกำลังของทั้งสองฝ่ายแล้วจะเห็นได้ชัดเจนว่ามีความแตกต่างกันเป็นอย่างมาก พวกของไป๋อี้นั้นมีเพียง 20 กว่าคน ทว่าจำนวน 10 กว่าคนในนั้นคือผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องด้วย ซึ่งพวกเขาเหล่านั้นล้วนแต่อาศัยการคุ้มกันจากพวกไป๋อี้จึงทำให้ออกมาจากกลุ่มสัตว์ร้ายได้ การที่พวกเขาสามารถยืนอยู่ได้ในตอนนี้ก็ถือว่าสุดยอดมากแล้ว ครั้นแม้แต่พวกไป๋อี้เองก็ยังมีอาการบาดเจ็บที่แตกต่างกันไปทุกคนเช่นเดียวกัน ประกอบกับพวกเขาเองก็มีความเหนื่อยล้าสะสมจากการต่อสู้อันแสนยาวนานก่อนหน้านี้อีกด้วย
จะว่าไปที่หยูหานกล่าวก็ถูกต้อง เรื่องนี้จำเป็นต้องมีจุดจบ แต่น่าเสียดายที่จุดจบนั้นเกิดขึ้นภายใต้การต่อสู้ล้มล้างของสองฝ่าย เห็นได้ชัดว่าหยูหานเองก็เปลี่ยนไปมากเช่นกัน ถือได้ว่าเขาสรรหาทุกวิถีทางเพื่อชัยชนะในครั้งนี้ ซึ่งเขาใช้เมืองไครสต์เชิร์ชเป็นเหยื่อล่อพร้อมทั้งดึงดูดให้สิ่งมีชีวิตวิวัฒนาการจำนวนมหาศาลออกมาด้วยวิธีบางประการ จุดประสงค์ของการกระทำเช่นนี้ก็เพียงเพื่อทำลายพละกำลังและสภาพจิตใจของพวกไป๋อี้ให้ถดถอยลงก็เท่านั้น ต่อจากนั้นเขาก็เรียกคนจำนวนมากมารวมพลเพื่อทำการซุ่มโจมตีพวกไป๋อี้ ณ สถานที่แห่งนี้ นับว่าเป็นเป็นกลวิธีนั่งรอคอยผลประโยชน์โดยไม่ต้องลงแรงเอง
ถูกต้องแล้ว ไม่ได้ด้วยเล่ห์ ก็ต้องเอาด้วยกล!
หลังจากที่อดัมส์จากไปในเหตุการณ์ที่ผ่านมาหยูหานเองก็ถือว่าท้อแท้หมดกำลังใจเช่นกัน ถ้าหากไม่เป็นเพราะยังมีหนิงเสวี่ยอยู่เคียงข้างเขามาโดยตลอด หยูหานก็คงจะทรุดลงอย่างไม่มีวันฟื้นขึ้นมาได้หรือคงตายอยู่ในสถานที่อันไกลโพ้นอย่างเงียบ ๆ คนเดียวแล้วเป็นแน่ ถึงแม้จะเป็นเช่นนี้ทว่าหยูหานเองก็ใช้เวลานานมากกว่าจะหวนความโกรธแค้นกลับคืนมาได้ หลักการของหยูหานก็คือ —— ในเมื่อเป็นคนดีไม่ได้ ถ้าเช่นนั้นก็ต้องเป็นคนเลวให้ถึงที่สุด!
โลกใบนี้กว้างใหญ่ไพศาลและอำนาจมืดก็กว้างใหญ่มากเช่นกัน อย่างไรก็ตามหยูหานเองเป็นนักศึกษาที่เติบโตขึ้นมาบนพื้นฐานของการศึกษาปกติ ดังนั้นในตอนแรกเขาจึงมีความคิดที่อยากจะกลายเป็นวีรบุรุษเช่นเดียวกัน มิใช่อยากจะเป็นคนต่ำช้าโดยสมบูรณ์เช่นนี้
“พวกแกล่ะ อยากจะรนหาที่ตายอยู่ที่นี่หรือว่าจะไสหัวไปทางอื่น” หยูหานยืนขึ้นบนลำตัวของมังกรวิหค พร้อมกล่าวกับผู้คนที่ยืนอยู่ข้างไป๋อี้กลุ่มนั้น
“พวกเราจะหนีไปได้อย่างไร ไอ้บัดซบ! แกคิดว่าตอนนี้มีแค่ความแค้นส่วนตัวระหว่างแกกับไป๋อี้หรือไง แกรู้ไหมว่าการกระทำของแกฆ่าคนตายไปแล้วกี่คน ตอนนี้ฉันอยากจะกินแกเสียให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย” ทันใดนั้นก็มีเสียงตะโกนขึ้นมาจากกลุ่มคนที่ยืนอยู่ข้างไป๋อี้ ขณะเดียวกันเมื่อทุกคนได้ยินดังนั้นบรรยากาศโดยรอบจึงค่อย ๆ คุกรุ่นไปด้วยความเคียดแค้น ถูกต้อง ในตอนนี้ไม่ได้มีเพียงความแค้นส่วนตัวระหว่างไป๋อี้กับหยูหานเท่านั้น เพราะนับตั้งแต่ตอนที่เมืองไครสต์เชิร์ชถูกสัตว์ร้ายครอบงำ คนเหล่านั้นก็กลายเป็นศัตรูคู่อาฆาตกับหยูหานอย่างถึงที่สุดด้วยเช่นเดียวกัน
“งั้นถ้าอยากรนหาที่ตายนัก ฉันก็จะสนองให้พวกแกเอง” หยูหานเผยรอยยิ้มที่เยือกเย็นออกมาจากนั้นเขาก็ยกมือขวาขึ้น
ในเวลาชั่วพริบตาหนึ่ง บรรยากาศของสถานที่เกิดเหตุก็ได้มีความตึงเครียดมากราวกับพร้อมจะระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ ต่อให้พวกเขาจะรู้ดีว่าโอกาสในการได้รับชัยชนะหรือโอกาสในการมีชีวิตรอดของพวกเขาจะมีไม่มากก็ตาม ทว่าดูเหมือนเลือดในกายของทุกคนได้พุ่งพล่านขึ้นมาอย่างเดือดดาลจากก้นบึ้งของจิตใจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในเวลานี้ไป๋อี้กระชับดาบจุมพิตสีแดงในมือไว้แน่นพร้อมทั้งสูดหายใจเข้าลึก ๆ จากนั้นก็ถอนหายใจออกมายาว ๆ ดวงตาคู่นั้นของเขาเบิกขึ้นมาทันทีพร้อมทั้งสีหน้าที่แลดูน่าเกรงขามอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
“เข้ามา!” ทันใดนั้นไป๋อี้ก็ตะโกนขึ้นมา มันคือเสียงแห่งความโกรธแค้นที่ถูกกักเก็บไว้จนถึงขีดสุด
หยูหานเผยรอยยิ้มอันเหี้ยมโหดออกมา ทันใดนั้นเองมังกรวิหคก็ได้โผบินขึ้นไปบนท้องฟ้า และคนอื่น ๆ อีก 10 กว่าคนก็พุ่งเข้าใส่พวกไป๋อี้ในทันที ในเวลานี้คนกลุ่มที่เพิ่งออกมาจากการโจมตีของสัตว์ร้ายทางฝั่งของกองทัพไป๋อี้ก็ได้เผยใบหน้าอันเหี้ยมโหดออกมาเช่นเดียวกัน จากนั้นพวกเขาก็พุ่งตรงเข้าไปจู่โจมกลุ่มฝ่ายตรงข้าม เมื่อเรื่องราวดำเนินมาจนถึงขั้นนี้แล้วจึงไม่มีวิธีใดที่จะสามารถคลี่คลายสถานการณ์นี้ลงได้เลย ระหว่างกองทัพของไป๋อี้และหยูหานจำเป็นต้องสู้รบกันจนถึงเลือดหยดสุดท้ายเพียงเท่านั้น
และระหว่างการต่อสู้ ก็มีเสียงแทงดัง ชวบ ขึ้นมา เสียงนั้นดังกึกก้องเข้าไปในก้นบึ้งจิตใจของทุกคน!
ทุกคนเห็นพร้อมกันว่ามือขวาของโม่โม่กำลังหยิบดาบดำทมิฬเล่มใหม่ขึ้นมาป้องกันการโจมตีของคนคนหนึ่งเอาไว้ ทว่าหางหนามของอีกคนหนึ่งกลับแทงเข้าไปยังลำตัวโม่โม่ในทันที
ซึ่งสองคนนี้ก็คือสองคนหลังที่เพิ่งเข้ามาในทีมของพวกไป๋อี้ขณะที่พวกเขากำลังจะออกมาจากเมืองไครสต์เชิร์ช ทำไมถึงได้ ……ขณะที่มีคำถามนี้เกิดขึ้นในใจ เขาก็รู้คำตอบในทันที เห็นได้ชัดว่าทั้งสองคนนี้มิใช่ประชากรที่อาศัยอยู่ในเมืองไครสต์เชิร์ชจริง ๆ เกรงว่าพวกเขาคงเป็นผู้ที่หยูหานจงใจสั่งการให้เข้ามาหาพวกไป๋อี้หลังจากที่ทราบเส้นทางของพวกไป๋อี้แล้ว
และการที่พวกเขาไม่เลือกลงมือกับไป๋อี้แต่กลับเป็นโม่โม่แทน ก็คงเป็นคำสั่งของหยูหานเช่นเดียวกัน หยูหานและไป๋อี้ได้สู้รบกันมายาวนานขนาดนี้แล้วจึงถือว่ามีความเข้าใจซึ่งกันและกันพอสมควร ตามพละกำลังของสองคนแล้วนั้นต่อให้เป็นการลักลอบจู่โจมทว่าโอกาสในการทำร้ายไป๋อี้ก็มีไม่มากนัก หากเลือกจู่โจมผู้อื่นก็คงจะมีโอกาสทำได้มากกว่า ยิ่งไปกว่านั้นไป๋อี้ก็รักและหวงแหนลูกสาวคนนี้เป็นที่สุด ถ้าหากว่าโม่โม่ต้องตายในเวลาแบบนี้ ไป๋อี้จะเป็นเช่นไร
ทุกคนตกอยู่ในความตะลึงงันในทันที ทั้งใบหน้าเต็มไปด้วยความอึ้งระคนไปด้วยความเหม่อลอย
ทว่าในเวลาต่อมาก็มีเสียงดาบดังขึ้น ทันใดนั้นโม่โม่ก็ใช้ร่างกายหมุนดาบดำทมิฬเล่มใหม่ที่มีความสูงเกือบจะเท่าตัวของเธอ จากนั้นก็มีเส้นลำแสงสีดำพุ่งสว่างวาบขึ้นไปยังท้องฟ้า และอาวุธในมือของสองคนนั้นรวมถึงหางหนามก็ได้ลอยขึ้นกลางอากาศในทันที จากนั้นก็ถูกดาบดำทมิฬเล่มนั้นผ่าจนแตกเป็นสองซีกดังเพล้ง และแม้กระทั่งบนร่างกายของสองคนนั้นก็ปรากฏเป็นรอยบาดแผลที่ลึกมากเช่นเดียวกัน
ดาบดำทมิฬ เป็นดาบยาวที่ใช้เวลาหล่อหลอมขึ้นมาเป็นเวลานานกว่าหนึ่งปี ในอนาคตจะมีดาบยาวที่ดีกว่านี้หรือไม่ก็มิอาจรู้ได้ ทว่าในปัจจุบันดาบยาวเล่มนี้ถือว่ามีความคมกริบอย่างถึงที่สุด
การหมุนตัวได้หยุดลง ชายสองคนที่ถูกโม่โม่โจมตีเมื่อสักครู่นี้ได้วิ่งหนีร่นถอยหลังไปในทันที และในเวลานี้คนอื่น ๆ ถึงได้พบว่ามือซ้ายของโม่โม่มีมีดด้ามสั้นที่แตกหักกระเด็นหล่นลงมาหนึ่งเล่ม ซึ่งมันได้ตัดเฉือนโดนเสื้อผ้าที่โม่โม่สวมอยู่ออกเป็นสองส่วน มีดด้ามสั้นนี้ก็คือมีดที่โม่โม่ใช้งานเมื่อก่อนหน้านี้ ถึงแม้ว่ามันจะแตกหักไป ทว่าโม่โม่ก็ใช้งานมันมาตั้งสองปีกว่าแล้ว เธอจึงไม่ได้โยนมันทิ้งในทันทีแต่กลับเอาเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อ ซึ่งมีดด้ามสั้นเล่มนี้ได้เป็นส่วนกำบังร่างโม่โม่ไว้ เธอจึงไม่ถูกหางหนามทิ่มแทงเข้าไปในร่างกาย
ไม่ต้องรอให้โม่โม่วิ่งตามชายสองคนนั้นไป ชาร์ไป่และพูพูก็กระโจนออกมาจากทางด้านข้าง สองคนนั้นที่เพิ่งได้ได้รับบาดเจ็บยังไม่ทันได้วิ่งหลบหนีไปจนพ้นเขตอันตรายก็ถูกชาร์ไป่และพูพูวิ่งตามไปจนถึงตัวในเวลาอันรวดเร็ว ชาร์ไป่จู่โจมคนผู้นั้นพลันร่างกายของเขาก็ถูกฉีกเป็นชิ้น ๆ เลือดสด ๆ พร้อมกับชิ้นส่วนของอวัยวะถูกฉีกลอยกระเด็นกระดอนออกไปจนไกลโข และแม้กระทั่งหัวสมองของเขาก็ถูกชาร์ไป่ใช้อุ้งเท้าตะปบจนแตกกระจายเช่นเดียวกัน ส่วนอีกคนที่พูพูเข้าไปจู่โจมก็ต้องรู้สึกราวกับว่าตนกำลังถูกรถไฟความเร็วสูงชนเข้าใส่จนร่างเขาได้ลอยกระเด็นออกไปในทันที โดยลอยออกไปทางกองทัพของหยูหาน และเมื่อร่างของเขาได้ลอยไปกระแทกกับกำแพงที่ผุพังอย่างต่อเนื่องแล้วนั้น สุดท้ายร่างนั้นก็แหลกละเอียดคล้ายกับน้ำพริกเนื้อบดและร่วงหล่นกองลงบนพื้น
อันที่จริงสองคนนั้นที่ถูกโม่โม่ฟันโดนตัวก่อนหน้านี้ พวกเขาควรจะสิ้นใจไปแล้ว แต่ทว่าอย่างนี้มันจะทำให้พวกเขาตายอย่างฉับไวยิ่งกว่า
ทั้ง ๆ ที่กำลังจะเริ่มต้นการต่อสู้แล้วแท้ ๆ ทว่ากลับมีการแสดงอันน่าตื่นตาตื่นใจเช่นนี้ นั่นจึงทำให้ทุกคนหยุดชะงักลงในทันที ในเวลานี้เบ็คกี้เพิ่งจะเข้าใจถึงความหมายของประโยคที่ไป๋อี้ใช้ภาษามือสื่อสารอย่างง่าย ๆ ออกมาก่อนหน้านี้ ทว่าตัวไป๋อี้มองออกตั้งแต่แรกแล้วหรือว่าอันที่จริงผู้ที่ไม่ใช่สมาชิกในทีมของไป๋อี้ทุกคนล้วนอยู่ในขอบเขตที่เตรียมรับมือจากพวกไป๋อี้ทั้งหมดไว้แล้วอย่างนั้นหรือ
“น่าเสียดายนะที่ไม่สำเร็จ ถ้าหากแกคิดหาทุกวิถีทางเพื่ออยากเอาชนะให้ได้จนถึงขั้นนี้ ฉันคิดว่าจุดมุ่งหมายของแกควรจะเป็นฉันนะ” ไป๋อี้มองหยูหาน
“จะได้ผลกับแกเหรอ อีกอย่างฉันไม่คาดหวังให้แกตายไปอย่างง่ายดายอย่างนี้น่ะสิ ใช่ไหมล่ะ” ในเวลานี้หยูหานกลับยิ้มขึ้นมาคล้ายกับเป็นเพื่อนเก่าเพื่อนแก่กันอย่างไรอย่างนั้น
“ที่แกพูดก็ถูก!” ไป๋อี้ยิ้มขึ้นมาเช่นกัน
ทั้งสองคนได้เดินเข้ามาหากัน ฝีก้าวเพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อย ๆ และในขณะที่ระยะห่างของทั้งคู่เหลืออยู่สิบกว่าเมตร ทั้งสองคนก็ได้เร่งความเร็วของฝีเท้าขึ้นพร้อมกัน จนกระทั่งทั้งสองได้เผชิญหน้ากันในเวลาต่อมา ดาบจุมพิตสีแดงของไป๋อี้และดาบญี่ปุ่นในมือของหยูหานกระทบไขว้กันอยู่ ในช่วงเวลาเริ่มต้นที่นิวซีแลนด์เกิดการเปลี่ยนแปลงนั้น หยูหานได้มีดาบญี่ปุ่นเล่มหนึ่งไว้ในครอบครอง ซึ่งนั่นทำให้สามารถเดาได้เลยว่าหยูหานค่อนข้างชอบอาวุธมีคมเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตามเนื่องจากมีช่วงเวลาหนึ่งที่มือขวาของเขาขาด ดังนั้นเขาจึงต้องจำยอมล้มเลิกการฟันดาบไป
“พวกแกจะต้องตายกันอยู่ที่นี่!” ทั้งคู่มองหน้ากันผ่านดาบญี่ปุ่น จากนั้นหยูหานก็ได้กล่าวขึ้นอย่างโหดเหี้ยม
“นั่นมันก็ไม่แน่!” ไป๋อี้ไม่มีการอ่อนข้อให้เลยแม้แต่น้อย ต่อให้ตอนนี้ไป๋อี้เองจะรู้สึกเหนื่อยล้ามากจริง ๆ ก็ตาม ทว่าเขาจะไม่ยอมแพ้เป็นอันขาด
ม่านตาบุษบาผกผัน!
ไป๋อี้ถือโอกาสในเวลานี้เปลี่ยนแปลงดวงตาของเขาทันที และไป๋อี้ก็รู้ดีว่าร่างกายของตนเองได้ผ่านการสู้รบก่อนหน้านี้มายกใหญ่แล้ว ซึ่งอันที่จริงเขาก็เหนื่อยล้าเต็มทน ถึงแม้เขาจะพยายามเก็บพละกำลังเอาไว้แต่ทว่าคงจะสามารถยืดหยัดอยู่ได้ไม่นานนัก
ในขณะที่ดวงตาของไป๋อี้กำลังเปลี่ยนแปลง ทันใดนั้นหยูหานก็ได้ใช้ดาบพร้อมทั้งพลังอันรุนแรงทำให้ทั้งสองคนลอยขึ้นจนตัวปะทะกันกลางอากาศ ทั้งคู่หมุนตัวตีลังกาอยู่บนอากาศสองรอบก่อนจะค่อย ๆ หล่นลงมา ขณะที่เงยหน้าขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ดวงตาของหยูหานก็มีกระจกตาเพิ่มขึ้นมาหนึ่งชั้น มองดูแล้วคล้ายกับมีเปลือกตาพิเศษเพิ่มขึ้นมาอีกชั้นอย่างไรอย่างนั้น แต่ว่านี่ไม่ใช่การเสริมแต่งแต่อย่างใด อันที่จริงนี่ก็คือวิธีที่หยูหานคิดขึ้นมาเพื่อใช้รับมือกับม่านตาบุษบาผกผันของไป๋อี้
ความสามารถในการสะกดจิตของม่านตาบุษบาผกผันของไป๋อี้จะมีผลลัพธ์มากที่สุดก็ต่อเมื่อสายตาทั้งสองคู่สบกันเท่านั้น ทว่าสายตาของหยูหานในตอนนี้มองไม่เห็นเป็นรูปร่างลักษณะของไป๋อี้ที่เป็นตัวตนเลย ซึ่งสิ่งที่เขามองเห็นนั้นเป็นเพียงเงาของ ‘ร่างมนุษย์’ กลุ่มหนึ่งเท่านั้นเอง ถ้าหากจะต้องบรรยายนั้นมันก็มีความคล้ายคลึงกับภาพถ่ายจับความร้อนของสัตว์จำพวกงูอะไรทำนองนั้น ซึ่งหยูหานยังมองไม่เห็นแม้กระทั่งประสาทสัมผัสทั้งห้าของไป๋อี้เลยด้วยซ้ำไป ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงดวงตาของไป๋อี้เลย
ในหัวของหยูหานมีความมึนงงอยู่เล็กน้อย แต่ทว่าในเวลาชั่วพริบตาเดียวเขาก็ฟื้นตัวหวนกลับคืนสู่สภาพปกติ
เหอะ…… เป็นเช่นนี้นี่เอง!
ในขณะที่ไป๋อี้และหยูหานสู้รบกันนั้น กลุ่มคนอื่น ๆ ก็ได้พุ่งเข้าจู่โจมฝ่ายตรงข้ามทันทีเช่นเดียวกัน