สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 9 บทที่ 255 มีเพียงความตายที่ต่ำทรามถึงจะคู่ควร

        “ไม่เคยมีใครสามารถรับท่าไม้ตายของข้าได้!” มือหนึ่งกำคทาเวทมนตร์แน่นอีกมือหนึ่งวาดสัญลักษณ์บางอย่างขึ้นมาในอากาศ

        สีหน้าของหัวหน้ากองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตตึงเครียด

        เพราะเขารู้สึกได้ถึงความผันผวนของเวทมนตร์ธาตุไฟที่อยู่รอบๆตัวกำลังลอยเข้ามารวมตัวกันในเปลวไฟคล้ายจะควบแน่นเป็นพลังที่น่าเกรงขามบางอย่าง

        “ถ้าหากเจ้ารับการโจมตีนี้ได้ หลังนี้เป็นต้นไปข้าจะไม่กลับมาเหยียบที่นี่อีก!” ซุนเฟยเงยหน้าขึ้นมาพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาเส้นโค้งเปลวไฟสีแดงปรากฏขึ้นรอบๆตัวของเขาเผยให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่แข็งแกร่ง

        หัวหน้ากองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตยิ่งรู้สึกกดดันมากขึ้นเขาต้องประคองพลังและจิตวิญญาณให้เตรียมอยู่ตลอดเวลา

        ก่อนหน้านี้นักเวทหน้ากากดำคนนี้ได้สร้างแรงกดดันให้กับเขามากและยิ่งเพิ่มมากขึ้นเมื่อเขาเห็นว่า ในขณะที่นักเวทหน้ากากดำร่ายคาถาเวทมนตร์ปกป้องที่ปกคลุมร่างของมันก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นต้องเป็นยอดฝีมือที่แข็งแกร่งกว่านักเวทหน้ากากดำเท่านั้นถึงจะสามารถซุ่มโจมตีมันได้ในขณะที่มันร่ายคาถาอยู่ดังนั้นเขาได้แต่หวังว่าหลังจากยอมรับการโจมตีของมันแล้ว ชายคนนี้จะรีบจากไปทันที

        “พร้อมแล้วนะ รับไปเสีย!” ซุนเฟยตะโกนออกมาเสียงดัง

        จิตใจของหัวหน้ากองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตตึงเครียดมากยิ่งขึ้นเกราะหนังสัตว์อสูรสีฟ้าบนร่างของเขาก็เรืองแสงสีฟ้าขึ้นมาในขณะเดียวกันก็โคจรคลื่นพลังในร่างของตัวเองอย่างบ้าคลั่งที่เหลือก็แค่รอรับการโจมตีที่น่าสะพรึงกลัวเท่านั้น

        ทันใดนั้น

        ด้านหลังของหัวหน้ากองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิต ปรากฏระลอกคลื่นขึ้นมาอย่างเงียบๆ

        กริชสีดำสนิทที่มีรูปร่างแปลกๆ ก็ปรากฏขึ้นมาจากช่องว่างในอากาศมันโผล่ขึ้นมาอย่างไร้ร่องรอย ไร้ซึ่งสัญญาณเตือน ประกายแสงสว่างวูบหนึ่งปลายกริชแทงทะลุคลื่นพลังที่ปกป้องร่างของหัวหน้ากองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตฉีกเกราะหนังที่กำลังเรืองแสงสีฟ้าแล้วแทงเข้าไปในร่างของเขา

        “สมควรตาย…ไสหัวไป!”

        หัวหน้ากองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตที่มัวแต่ทุ่มเทสมาธิจดจ่ออยู่กับนักเวทลึกลับที่น่ากลัวตรงหน้าจนลืมระวังรอบๆตัวไป ทำให้พลาดท่าเสียทีจนได้ เขาคาดไม่ถึงจริงๆว่าจะมีคนลอบเข้ามาประชิดร่างเขาอย่างเงียบๆโดยที่อยู่ห่างจากเขาไปไม่ถึงหนึ่งเมตร ไม่น่าเชื่อว่าจะมีอาวุธที่สามารถทำลายคลื่นพลังที่ปกป้องร่างเขาอย่างง่ายดายแบบนี้ทั้งยังสามารถแทงทะลุชุดเกราะหนังจิ้งจอกสีฟ้าที่เป็นชุดป้องกันที่ยอดเยี่ยมที่สุดของเขาได้

        เมื่อเขาตระหนักได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติมันก็สายเกินไปที่จะตอบสนอง

        กริชสีดำนั่นราวกับสามารถตัดผ่านทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้าได้มันได้แทงทะลุหัวใจของเขาอย่างแม่นยำ

        และกริชที่น่ากลัวนั่นอยู่ในมือของเด็กผู้ชายตัวผอมบางคนหนึ่ง

        “ไม่…” หัวหน้ากองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตตวาดออกมาด้วยความสิ้นหวังเขาโคจรคลื่นพลังในร่างเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อช่วยให้เขาโจมตีสวนกลับไปได้และการเคลื่อนไหวนี้ก็ยิ่งทำให้บาดแผลบนร่างของเขาสาหัสมากขึ้นกว่าเดิมเลือดไหลทะลักออกมาจากหลุมแผลที่อยู่ด้านหลังไม่หยุดกริชที่แทงร่างของเขามีอำนาจทำลายล้างมาก มันได้ทิ้งรอยบาดแผลที่น่ากลัวไว้ที่ร่างของเขา

        “แค่กๆๆ…อั่ก…แฮ่กๆ...ต่ำ...ต่ำทราม...เจ้า…”หัวหน้ากองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตเดินตุปัดตุเป๋ไปมา ไม่ช้าก็ยืนไม่มั่นคง

        “ต่ำทราม…ฮ่าๆๆๆ แบบนี้เรียกว่าต่ำทรามงั้นหรือ?”ซุนเฟยกระโดดลงมาจากรูปปั้นหิน ก่อนจะลอยมาหยุดอยู่ห่างจากเขาประมาณสิบเมตรทันทีที่เท้าแตะพื้น เขาก็ก้าวไปหาร่างที่ได้รับบาดเจ็บหนักตรงหน้าทีละก้าวพลางแสยะยิ้มมุมปากอย่างดูถูก “แต่ทำไมข้าถึงรู้สึกว่ามันไม่ได้ต่ำทรามเล่า? กับสวะอย่างเจ้า บิดาอยากจะมอบความตายที่น่ากลัวที่สุดให้กับเจ้าเป็นร้อยๆครั้ง น่าเสียดายที่ชีวิตสุนัขอย่างเจ้ามีเพียงชีวิตเดียว…อะไรกันนี่เจ้ายังคิดว่าจะได้ตายด้วยน้ำมือของบิดางั้นสิ? ถุย!เจ้า...ไม่...คู่...ควร!”

        “แฮ่กๆ...เจ้า...เจ้าเป็น...เป็นใครกันแน่?”ในใจของหัวหน้ากองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตเต็มไปด้วยความไม่ยินยอม

        ดวงตาของเขาเริ่มมืดลงถ้าไม่ใช่เพราะว่าในร่างของบุรุษที่อยู่ตรงหน้ามีเปลวไฟลุกโชนอยู่ล่ะก็บางทีเขาอาจจะไม่สามารถจับภาพของคนอื่นได้เลยในสายตาของเขามองเห็นภาพเบื้องหน้าซ้อนทับมากขึ้นๆ โลกทั้งโลกดูวุ่นวายและซับซ้อน…อย่างน้อยๆก่อนจะตายเขาก็อยากจะรู้ว่าใครเป็นคนฆ่าเขา

        “ข้าคือ…” ซุนเฟยเดินเข้าไปข้างๆเขาก่อนจะก้มลงกระซิบที่ข้างหูอย่างไม่ถือตัวประหนึ่งสหายเก่าเขาพูดชื่อของตัวเองเบาๆ ให้มันฟัง

        “เจ้า...เป็น...รา...” ดวงตาของหัวหน้ากองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตเบิกกว้างขึ้นและเต็มไปด้วยความตกตะลึง

        “ในเมื่อรู้แล้วว่าข้าเป็นใคร คงตายแบบโล่งใจขึ้นเยอะสินะ!”

        ซุนเฟยเดินไปที่ด้านหลังของเขาก่อนจะจับกริชที่ยังคงปักอยู่ที่หลังของเขาแล้วกระชากมันออกมาเลือดพุ่งตามออกมาเป็นสายจากนั้นซุนเฟยก็กระชากผมของหัวหน้ากองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตจนหน้าหงายแล้วทาบกริชสีดำในมือไปที่คอก่อนจะปาดลึกเข้าไปดังซวบ! ไม่ช้า หัวของผู้นำกองกำลังทหารรับจ้างที่ชั่วช้าที่สุดก็ถูกตัดออกมา

        “วันนี้จะไม่มีใครได้ออกไปจากที่นี่ในสภาพที่ยังมีชีวิตอยู่ วะฮะฮ่า!”เปลวไฟโหมกระหน่ำขึ้นมายิ่งกว่าเดิมภาพของบุรุษที่กำลังหัวเราะอย่างพึงพอใจดังกึกก้องไปทั่วท้องฟ้ายามราตรีมือหนึ่งถือกริชอีกมือหนึ่งก็ถือหัวของผู้นำกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตไว้ภาพตรงหน้าทำให้ทุกคนรู้สึกว่าชายคนนี้ไม่ต่างอะไรกับปีศาจที่หลุดมาจากนรกจิตสังหารที่ชั่วร้ายแผ่พุ่งออกมาจากร่างเขา

        ฉากที่น่ากลัวนี้ทำให้ทหารรับจ้างดาบโลหิตนับพันคนที่กำลังพยายามดับไฟอยู่พลันหยุดชะงัก

        “อ๊าก เขาฆ่าหัวหน้า…”

        “หัวหน้าตายแล้ว! หัวหน้าตายแล้ว!!!”

        “จบสิ้นแล้ว กองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตจบสิ้นแล้ว ปีศาจร้ายเขาเป็นปีศาจร้ายที่มาจากขุมนรก!”

        “หนีกันเถอะ พวกเรารีบหนีกัน!”

        ในทะเลเพลิงเต็มไปด้วยเสียงร้องที่แตกตื่นและเสียงโหยหวนความกล้าที่จะต่อต้านสลายหายไปจนหมด เมื่อกองทัพพ่ายก็เหมือนภูเขาถล่มต้นไม้ใหญ่เอนล้ม เหล่าฝูงลิงกระจัดกระจาย ช่วงวิกฤติได้มาถึงแล้วในความคิดของพวกเขาก่อนหน้านี้คือ อีกไม่นานทหารของ ‘ค่ายวีรบุรุษเหล็ก’ หรือไม่ก็ทหารรักษาการณ์แห่งราชอาณาจักรจะมาแต่จนถึงตอนนี้พวกเขาก็ยังไม่มาแม้แต่กำลังเสริมจากตระกูลเฟล็นส์ก็ไม่มีมาเลยสักคนเดียวนี่ก็มากพอที่จะอธิบายได้แล้วว่ากองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตไปล่วงเกินคนที่ไม่ควรล่วงเกินเข้าเสียแล้ว

        กองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตถูกตัดหางแล้ว!

        ร่างในทะเลไฟเริ่มหลบหนีกันจ้าละหวั่นบางคนฉวยโอกาสคว้าหยิบข้าวของที่มีค่าใส่กระเป๋าตัวเองบางคนก็คิดจะบุกเข้าไปเอาสมบัติในห้องลับ แม้จะตกอยู่ในสถานการณ์อันตราย แต่ทหารรับจ้างหลายคนก็ยังคิดฉกฉวยผลประโยชน์เข้ากระเป๋าตัวเอง…

        กองกำลังที่อยู่ในสังกัดของหัวหน้าทหารรับจ้างดาบโลหิตมีอยู่หกกลุ่มใหญ่ๆ

        และผู้นำกลุ่มหนึ่งในหกคนนั้นก็คือ‘งูหลามตาเดียว’ ที่ถูกซุนเฟยจับตัวไว้ตอนนี้เขาอยู่ด้านนอกอาคารหกชั้นที่อยู่ฝั่งตรงข้ามและคอยมองสำนักงานใหญ่ของตัวเองกำลังตกอยู่ในทะเลเพลิงด้วยสีหน้าสิ้นหวังและซีดเซียวเขามองไปยังหัวหน้าที่ตัวเองคิดว่าเป็นนักรบผู้ไร้พ่ายถูกตัดหัวออกมาอย่างง่ายดายมองมิตรสหายที่พากันหนีตายเหมือนสุนัข จนถึงตอนนี้ เขาถึงเพิ่งมารู้สึก…กลัวแต่เขาก็ไม่มีโอกาสได้รู้สึกเสียใจอีกไปเพราะอัศวินบรอนซ์เซนต์ที่ยืนอยู่ด้านหลังเขาเงียบๆก็ยกขวานขึ้นมาสับลงตรงคอของเขา จากนั้นก็นำศพของเขาโยนทิ้งไปในทะเลเพลิง

        ผู้นำกลุ่มอีกห้าคนที่เหลือในตอนนี้ต่างมีความคิดเป็นของตัวเองบางคนก็พาลูกน้องกลับไปหยิบฉวยเงินทองและของมีค่าให้ได้มากที่สุดก่อนที่จะหลบหนีไปบางคนก็หันเขี้ยวเล็บไปสังหารเหล่าทหารรับจ้างดาบโลหิตที่กำลังฉกฉวยของมีค่าบางคนก็…

        เลือกที่จะแก้แค้น

        “เจ้าสังหารหัวหน้าของข้า ข้าจะสังหารเจ้าเพื่อแก้แค้นแทนท่าน!!!”

        มีเงาร่างหนึ่งกระโดดออกมาจากทะเลเพลิงเสื้อผ้ากับชุดเกราะบนร่างของเขาต่างมีเปลวเพลิงลุกไหม้ ตามเนื้อตามตัวของเขาต่างถูกไฟคลอกเห็นได้ชัดว่าคงเหลือเวลาอีกไม่นาน แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ฉวยโอกาสที่ซุนเฟยไม่ทันตั้งตัวลอบโจมตีเขา…คนคนนี้มีฝีมือ!

        แต่น่าเสียดายที่ความจงรักภักดีของเขาอยู่ผิดที่

        ใบหน้าของซุนเฟยยังคงฉายแววเย็นชาเขาเปิดใช้ทักษะ ‘เทเลพอร์ต’ เคลื่อนย้ายร่างของตัวเองไปด้านหลังของศัตรู จากนั้นก็ขว้าง ‘กระสุนเพลิง’ ใส่ชายที่เต็มไปด้วยความจงรักภักดีคนนั้นจึงหลบ ‘กระสุนเพลิง’ที่ถูกขว้างมา ในขณะเคลื่อนไหวหลบมาอีกทางเขาก็รู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกของโลหะกำลังทาบอยู่บนคอของเขา…

        ฉัวะ!

        ศพล้มลงกับพื้นแทบจะทันที

        ตุบ!

        ซุนเฟยโยนกริชในมือของตัวเองไปให้เด็กหนุ่มร่างผอม

        “เจ้าทำได้ไม่ดีเท่าไรนักในการลงมือครั้งนี้ หลังจากที่แทงมันเเล้วไม่ว่ามันจะเป็นหรือตายก็ต้องรีบถอยออกมาก่อน เมื่อครู่ตอนที่เจ้าแทงกริชใส่ร่างของมันทำไมถึงหยุดชะงักไป?เพราะแบบนี้ถึงได้ถูกศัตรูฉวยโอกาสโจมตีสวนกลับได้…เฮ้อโชคยังดีที่ข้าตรึงร่างของมันไว้ บวกกับมันเองก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสด้วยไม่อย่างนั้นเจ้าจะยังมีชีวิตรอดมายืนอยู่ตรงนี้ได้งั้นหรือ?” ซุนเฟยมองเด็กหนุ่มตรงหน้าแล้วพูดออกมาอย่างช้าๆ

        “ข้าจะจำไว้ขอรับท่านอาจารย์”เด็กหนุ่มร่างผอมคนนั้นก็คือ ลูกศิษย์คนแรกของซุนเฟยฟีลิปโป อินซากี

        พลังของอินซากีอาจจะไม่สูงนักแต่พรสวรรค์ของเขากลับเป็นที่ประจักษ์ เขาสามารถซ่อนตัวอยู่ในช่องว่างของอากาศอย่างเงียบเชียบแม้แต่ซุนเฟยเองก็เกือบจะมองไม่เห็น ซุนเฟยครุ่นคิดมาสักพักแล้วว่าถ้าอยากให้อินซากีควบคุมความสามารถพิเศษของตัวเองได้อย่างชำนาญแล้วล่ะก็ จะต้องพาเขามาฝึกฝนในสถานที่จริงปฏิบัติจริง ดังนั้นซุนเฟยจึงนำเขามาที่นี่ด้วย และเพื่อสร้างโอกาสให้อินซากีลงมือ เขาจึงใช้พลังของตัวเองทั้งหมดในการตรึงร่างของหัวหน้าทหารรับจ้างดาบโลหิตไว้แน่นอนว่าส่วนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จไปได้ด้วยดี ก็เพราะ ‘สายธารแห่งความตาย’ และ ‘สัมผัสอสรพิษ’อาวุธที่ถูกสร้างขึ้นโดยชาร์ซี ช่างตีเหล็กสาวจากโลก Diabloกริชคู่นี้ทั้งแข็งแกร่งทั้งแหลมคมเทียบเท่าอาวุธของพระเจ้าดังนั้น อินซากีจึงสามารถแทงทะลุคลื่นพลังป้องกันและเกราะหนังสัตว์อสูรสีฟ้าของหัวหน้าทหารรับจ้างดาบโลหิตได้

        “นักฆ่าเป็นนักฉวยโอกาส เจ้าจงท่องจำคำพูดนี้ไว้เมื่อเจ้ากลายเป็นปรมาจารย์นักฉวยโอกาสได้เมื่อไรเจ้าก็จะกลายเป็นนักฆ่าที่ไร้เทียมทานเมื่อนั้น”

        “ขอรับท่านอาจารย์!”

        -------------------

คล้ายกับเรื่องสดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน