สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 6 บทที่ 155 น่ากลัว! ภูเขากองกระดูก

            ซุนเฟยรีบวิ่งเข้าไปไม่ช้าเขาก็วิ่งมาถึงปลายอุโมงค์ ภาพด้านหน้าก็ขยายใหญ่ขึ้น

            พื้นที่ขนาดใหญ่ที่ไม่น่าเชื่อปรากฏขึ้นตรงหน้าของซุนเฟยและที่ทำให้รู้สึกแปลกๆ คือ มันเหมือนตัวเขาวิ่งออกจากอุโมงค์แล้วเข้ามาอยู่ในเขาวงกตแทนที่นี่มีพื้นที่กว้างและใหญ่กว่า 'เมืองวีรบุรุษ' ไม่รู้กี่เท่าเขามองไม่เห็นริมขอบของที่นี่ด้วยซ้ำ แม้ที่นี่จะมืดมิดแต่ก็ยังมีแสงไฟริบหรี่ที่ไม่รู้ว่ามาจากที่ไหนอยู่ทำให้ซุนเฟยพอจะมองเห็นภาพรวมได้รางๆ ห่างจากตัวเขาไปประมาณหนึ่งพันเมตร มีปิรามิดสีขาวที่สูงกว่าห้าร้อยหกร้อยเมตรเส้นผ่านศูนย์กลางหนึ่งพันเมตร ลักษณะของมันยิ่งสูงพื้นที่ยิ่งแคบ ตรงปลายยอดกว้างไม่ถึงหนึ่งเมตรรอบๆ ปิรามิดสีขาวมีเปลวไฟสีฟ้าจางๆ กะพริบวิบวับ ฉากตรงหน้าให้ความรู้สึกน่ากลัวอย่างบอกไม่ถูก

            ฟิ้ว!

            เปลวไฟสีขาวบริสุทธิ์ยิงออกมาจากคทาเวทมนตร์ในมือของซุนเฟย

            วินาทีต่อมาก็มีเสียงกระพือปีกดังขึ้นเป็นอีกาขนาดใหญ่ที่มีปีกกว้างประมาณหนึึ่งเมตรปรากฏออกมาเหนือหัวของซุนเฟย มันบินวนรอบหัวของซุนเฟยหลายรอบก่อนจะร่อนลงมาเกาะที่ไหล่ของเขาจากนั้นก็ส่งเสียงร้องออกมาข้างๆ หูของซุนเฟย พลางทำท่าสนิทสนมประหนึ่งบุตรกำลังอ้อนบิดามารดาซุนเฟยยิ้มน้อยๆ พลางยกมือลูบหัวอีกา แล้วกระซิบบอกบางอย่างกับมัน เจ้าอีกาก็พลันส่งเสียงตื่นเต้นขึ้นมาจากนั้นก็กระพือปีกบินขึ้นสูง ไม่ช้าร่างของมันก็พุ่งหายเข้าไปในความมืด

            เมื่อหมาป่าทั้งสามตัวได้รับคำสั่งจากซุนเฟยมันก็รีบวิ่งออกไปแล้วเริ่มทำการสำรวจบริเวณรอบๆ

            ซุนเฟยเองก็กวาดสายตามองรอบด้านอย่างถี่ถ้วน

            ปิรามิดสีขาวตั้งอยู่ท่ามกลางแสงไฟจางๆ บนพื้นดินเต็มไปด้วยรอยแตก ทุกๆรอยแตกจะมีความกว้างประมาณหนึ่งฝ่ามือรอยแตกแพร่กระจายประหนึ่งใยแมงมุม รอยแต่เหล่านี้ยุบลงไปลึกมาก ด้านในของมันมีแสงไฟสีแดงจางๆ คอยให้แสงสว่างแก่พื้นที่ลึกลับแห่งนี้

            ด้วยแสงไฟอันริบหรี่ซุนเฟยก็เริ่มสำรวจพื้นที่ขนาดใหญ่แสนลึกลับแห่งนี้

            ซุนเฟยพบว่าที่นี่ไม่เหมือนเส้นทางที่ราบเรียบในอุโมงค์ก่อนหน้านี้ พื้นที่แห่งนี้มีร่องรอยสิ่งก่อสร้างและเสาหินขนาดใหญ่จำนวนมากที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณสิบเมตรด้านบนเสาหินเหล่านี้มีลายเส้นแปลกๆ ลากยาวเป็นแนวตั้งและแนวนอน เห็นได้ชัดว่าเป็นฝีมือของมนุษย์ รูปแบบของเสาหินค่อนข้างซับซ้อน บางต้นก็เป็นรูปสี่เหลี่ยมเปียกปูนบางต้นก็เป็นรูปวงกลม บางต้นก็เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส เสาหินทุกต้นจะสูงประมาณยี่สิบสามสิบเมตร มีน้ำหนักอย่างน้อยๆ ก็หมื่นจิน (ห้าพันกิโลกรัม) ตั้งอยู่ในพื้นที่กว้างจำนวนไม่มาก ถ้ามองดีๆ จะพบว่าพวกมันกระจายตัวในลักษณะที่แปลกมาก พวกมันล้อมรอบปิรามิดสีขาวที่น่ากลัวนั่นอยู่

            ซุนเฟยค่อยๆ สำรวจเสาหินขนาดยักษ์พวกนั้นอย่างละเอียด ไม่ช้าเขาก็พบบางอย่างที่มันแปลกๆ บางส่วนของเสาหินร่วงลงกับพื้น เหมือนถูกพลังที่น่าเกรงขามเข้าโจมตี บางส่วนก็หักเป็นสองท่อน ด้านบนมีรอยฟันของดาบ และยังมีรอยกรีดที่เหมือนกับถูกกรงเล็บของสิ่งมีชีวิตบางอย่างขูด แม้กระทั่งบางเสาก็มีรอยหมัดประทับอยู่อย่างชัดเจน

            เสาหินพวกนี้แข็งมาก ซุนเฟยไม่เคยเห็นก่อนหินที่ไหนแข็งเท่าที่นี่มาก่อน เขาเปลี่ยนร่างเป็น 'แวร์แบร์' พลังของดรูอิดเลเวล21 มีพลังเทียบเท่ากับนักรบสามดาวระยะปลายหลังจากกลายร่างเป็นแวร์แบร์ พลังก็จะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ทำให้มีพลังเทียบเท่านักรบระดับห้าดาวระยะต้น พลังที่น่าเกรงขามแบบนี้ยังไม่น่าตกใจเท่ากับการที่ซุนเฟยในร่างแวร์แบร์โจมตีไปบนเสาหินแล้วไม่แม้แต่จะฝากรอยข่วนเล็กๆ ไว้บนเสาหินนี้ได้

            “นี่...”

            ลมหายใจซุนเฟยพลันสะดุดการค้นพบนี้สร้างความตกใจให้แก่ซุนเฟยอย่างมาก หากอยากประทับรอยบนเสาหินพวกนี้เกรงว่าผู้ที่ทำได้คงต้องเป็นยอดฝีมือระดับหกเจ็ดดาวแน่ๆ ใครกันที่เป็นคนทำรอยพวกนี้? เห็นได้ชัดว่าผู้ที่สร้างรอยดาบและรอยหมัดบนเสาหินจำนวนมากนี้จะต้องไม่ใช่คนเดียวกันเป็นแน่ นี่ก็หมายความว่า ที่นี่ได้เกิดการต่อสู้ระหว่างยอดฝีมือระดับหกเจ็ดดาวจำนวนนับไม่ถ้วน...ความจริงแล้วสถานที่แห่งนี้มันคืออะไรกันแน่?

            ด้วยความสงสัย ซุนเฟยจึงตั้งอกตั้งใจมองอย่างละเอียด แต่ยิ่งมองก็ยิ่งตกใจ

            เขาพบร่องรอยการต่อสู้มากมายบนเสาหินด้านหลังของเขาเสาหินยักษ์บางส่วนก็ถูกโจมตีจนแตกเป็นสองท่อนก่อนจะหล่นหลงมาแตกกระจายบนพื้น...การที่จะทำให้เกิดร่องรอยแบบนี้ได้จะต้องเป็นยอดฝีมือระดับไหนกันนะ? ระดับจันทรา? หรือสุริยะ?

            เรื่องนี้มันชักเริ่มซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆดูเหมือนว่ามันจะเกินกว่าที่ซุนเฟยเคยคิดไว้เสียแล้ว

            “กา กา กา กา!!!”

            ตอนนี้เอง เขาก็ได้ยินเสียงอีการ้องดังขึ้น

            ซุนเฟยจึงมองผ่านดวงตาของอีกา

            ทันใดนั้นเขาก็มองเห็นก้อนหินตะปุ่มตะป่ำปรากฏขึ้นตรงหน้าเหนือหัวของเขาเต็มไปด้วยก้อนหินตะปุ่มตะป่ำ ซุนเฟยจึงออกคำสั่งให้อีกาบินออกไปสำรวจด้านหน้า ด้านหลัง ซ้ายและขวาในระยะหนึ่งพันเมตร ก้อนหินเหนือหัวเหมือนจะทอดยาวไม่มีที่สิ้นสุดมันดูเหมือนโดมขนาดใหญ่ที่กำลังครอบอยู่เหนือหัว และถ้าซุนเฟยเดาไม่ผิดที่นี่คงเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของชั้นใต้ดินหรืออาจจะเป็นบริเวณเนินเขาของภูเขายักษ์

            คิดไม่ถึงว่าภายในอุโมงค์ที่ทั้งลึกทั้งมืดมิดจะมีสถานที่แปลกๆ แบบนี้อยู่ด้วย

            ซุนเฟยสำรวจสภาพแวดล้อมบริเวณรอบๆ และตรงเหนือหัวอีกครั้งหนึ่งก่อนที่จะเบนสายตามาหยุดอยู่ที่ปิรามิดสีขาวขนาดใหญ่ตรงกลางพื้นที่ไม่แน่ว่าที่นั่นอาจจะมีเบาะแสอะไรบางอย่างเพิ่มเติมก็ได้

            แต่เมื่อซุนเฟยเดินเข้าไปใกล้ๆ ปิรามิดสีขาวเขาก็เริ่มสังเกตเห็นว่ามีบางอย่างผิดปกติ

            เปลวไฟสีฟ้าจางๆ ที่กะพริบวิบวับอยู่ใกล้ๆ กับปิรามิดสีขาวมันไม่มีอุณหภูมิหรือว่าที่จริงแล้ว...มันเป็นดวงไฟวิญญาณกัน?! ซุนเฟยตกใจเขารีบวิ่งเข้าไปใกล้ๆ ปิรามิดสีขาว และอาศัยแสงเรืองรางบนชุดเกราะของตัวเองสำรวจปิรามิดอย่างละเอียดทันใดนั้นเขาก็พลันตื่นตะลึง มันเป็นปิรามิดสีขาวที่ไหนกัน ความจริงแล้วมันคือภูเขากองกระดูกต่างหาก ปิรามิดที่สูงกว่าเจ็ดร้อยแปดดร้อยเมตรมาจากโครงกระดูกจำนวนนับไม่ถ้วนซ้อนทับกัน

            ซุนเฟยรู้สึกว่ามีอากาศเย็นๆ ไหลผ่านสันหลังของเขาเหมือนมีนิ้วเย็นๆ ที่มองไม่เห็นกำลังลูบหลังเขาเบาๆ ซุนเฟยเริ่มขนลุกขึ้นมาฉากน่ากลัวในหนังเรื่อง A Wicked Ghost ที่เคยดูในโลกเก่าก็พลันผุดขึ้นมาในหัวภูเขากองกระดูกขนาดใหญ่แบบนี้ มันต้องมีคนตายมากแค่ไหนกันถึงจะสามารถก่อขึ้นมาเป็นปิรามิดได้ขนาดนี้? น่ากลัวว่าต่อให้สังหารคนเป็นนับพันนับหมื่นคนก็อาจทำไม่ได้ถึงขนาดนี้

            เมื่อเริ่มใจเย็นขึ้น ซุนเฟยก็เริ่มสังเกตรายละเอียดของมัน

            ใครจะรู้ว่ายิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกผวาซุนเฟยพบว่ากองกระดูกที่ซ้อนทับกันจนกลายเป็นภูเขามันแข็งมากแม้แต่พลังของซุนเฟยตอนนี้ก็ยังไม่สามารถบดขยี้พวกมันได้ราวกับว่ากองกระดูกพวกนี้ทำมาจากเหล็กกล้า ฐานของภูเขากองกระดูกเป็นระเบียบมากเหมือนถูกใครบางคนเรียงซ้อนกันทีละชั้นด้วยมือ กระดูกที่ฝังอยู่ในภูเขากองกระดูกถูกจัดเรียงจนกลายเป็นสถาปัตยกรรมกับศิลปะที่มีความสวยงามและกลมกลืน

            “หรือว่าที่จริงแล้วกองกระดูกพวกนี้สร้างขึ้นได้ไม่นาน?มันจะเป็นไปได้อย่างไรกันยังจะมีคนหรือสิ่งมีชีวิตหลงเหลืออยู่ที่นี่อีกหรือ?” เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้นมาซุนเฟยก็พลันเหงื่อแตกพลั่ก ก่อนจะรีบเดินวนรอบภูเขากองกระดูกรอบหนึ่ง ทว่าเขาก็ไม่พบบันไดที่จะขึ้นไปบนปลายยอดได้เลยแม้แต่รอยแตกหรือเส้นทางขึ้นไปก็ไม่มีซุนเฟยกัดฟันแน่น ก่อนจะอัญเชิญอีกายักษ์ออกมาแล้วสั่งให้มันบินขึ้นไปสำรวจบนยอดกองกระดูกสักรอบจากนั้นก็มองผ่านดวงตาอีกาแต่ไม่ว่าจะบินวนกี่รอบเข้าก็ไม่เห็นร่องรอยของสิ่งมีชีวิตใดๆ ที่นี่เลย

            “ถ้าจะสร้างภูเขากระดูกแบบนี้อย่างน้อยๆ ก็ต้องการแรงงานมากกว่าหมื่นคนขึ้นไป เป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่ทิ้งร่องรอยเอาไว้ นี่มันแปลกเกินไปแล้ว...” ซุนเฟยตัดสินใจที่จะปีนขึ้นไปบนยอดของภูเขากองกระดูกนี้ด้วยตัวเอง เสียเวลาไปอีกชั่วโมงก็มาถึงยอดเขา แต่เขาก็ยังไม่พบสิ่งมีชีวิตใดๆ ที่นี่

            ในระหว่างที่กำลังสังเกตเขาก็ได้ค้นพบสิ่งแปลกใหม่  

            ภูเขากองกระดูกแห่งนี้ไม่ได้สร้างจากกระดูกมนุษย์เสียทีเดียว ในระหว่างที่ซุนเฟย ‘ปีน’ ขึ้นมา เขาพบว่ามีกระดูกศีรษะที่มีขนาดใหญ่มากกว่าสามสี่เมตรเห็นได้ชัดว่าก่อนมันจะตายมันจะต้องเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดใหญ่มาก แม้ว่าบนภูเขากองกระดูกจะไม่มีโครงกระดูกที่สมบูรณ์ แต่นอกจากโครงกระดูกยักษ์พวกนี้แล้ว ซุนเฟยยังค้นพบอีกว่า มีโครงกระดูกบางชิ้นที่ไม่น่าจะใช่โครงสร้างร่างกายแบบมนุษย์ บางชิ้นก็ผอมเกินไป บางชิ้นก็ใหญ่เกินไป...แต่โครงกระดูกเหล่านี้ต่างมีจุดที่พิเศษเหมือนๆ กันก็คือ พวกมันแข็งแกร่งมาก ซุนเฟยมองไม่เห็นว่าจะมีกระดูกสักชิ้นที่ถูกแรงของเขาบีบจนแตก

            มีเพียงอย่างเดียวที่สามารถอธิบายสำหรับปรากฏการณ์นี้ได้

            เจ้าของโครงกระดูกนี้ระดับพลังในตอนที่ยังมีชีวิตคงเหนือกว่ายอดฝีมือระดับดาวแน่ๆ มีเพียงยอดฝีมือระดับสูงเท่านั้นถึงจะทำให้โครงกระดูกของตัวเองแข็งยิ่งกว่าเหล็กกล้า หลังตายไปแล้ว แม้ว่าเลือดเนื้อจะสลายไปแต่โครงกระดูกก็ยังคงอยู่ได้นานเป็นพันปี ไม่เหมือนคนธรรมดาที่พอผ่านไปหลายสิบปีโครงกระดูกก็จะผุกร่อนอย่างง่ายดาย

            การคาดเดานี้ทำให้ซุนเฟยแทบไม่อยากจะเชื่อ

            กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ กองกระดูกที่ซ้อนขึ้นเป็นภูเขาทั้งหมดจะต้องเป็นโครงกระดูกของเหล่ายอดฝีมือที่ทิ้งไว้แน่ๆ แต่คำถามคือ จะไปหายอดฝีมือกล้าแกร่งจำนวนมากขนาดนี้จากที่ไหนกัน? ถ้าต้องการสร้างภูเขากองกระดูกนี้ขึ้นมา อย่างน้อยที่สุดก็ต้องการโครงกระดูกมากกว่าหนึ่งหมื่นชิ้นขึ้นไป...ยอดฝีมือที่แข็งแกร่งจำนวนมากพากันมาตายกันที่นี่หรือ? มันจะเป็นไปได้อย่างไร ด้วยพลังของพวกเขาเกรงว่าคงจะบดขยี้ราชอาณาจักรเซนิทให้ราบเป็นหน้ากลองได้อย่างง่ายดายแน่ๆ

            นี่เป็นสุสานของยอดฝีมือ!

            ซุนเฟยดึงกระดูกที่มีรูปร่างแปลกๆ เหมือนดาบโค้งที่ยาวกว่าสองเมตรออกมาจากภูเขากองกระดูก เมื่อเขาลองเหวี่ยงกระดูกไปมาในอากาศก็พบว่ามีเสียงกรรโชกฉีกขาดในอากาศอย่างรุนแรง ซุนเฟยจึงกระโดดลงมาแล้วใช้กระดูกในมือฟันไปที่เสาหินที่อยู่ไกลออกไป เสียงโลหะกระทบกันดังขึ้นพร้อมประกายไฟแลบออกมา ซุนเฟยลูบกระดูกในมือเบาๆ “เจ๋งโคตร กระดูกนี่เอาไปใช้แทนอาวุธได้เลยนะเนี่ย ถ้าทหารแซมบอร์ดทุกคนถือกระดูกนี้ไว้ในมือ ก็ไม่ต่างอะไรกับถืออาวุธวิเศษเลย!”

            ทันใดนั้นซุนเฟยก็พบว่ามูลค่าของกระดูกเหล่านี้ไม่ใช่ถูกๆ!

               --------------------    

    คล้ายกับเรื่องสดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน