ดวงจิตของมังกรเหมันต์ มีทั้งพลังจิตและพลังวิญญาณที่แข็งแกร่ง แต่ที่แข็งแกร่งที่สุดคือด้านพลังจิต เมื่ออูหลินเฟิงกลืนกินจิตวิญญาณมังกรเหมันต์ จึงได้รับพลังจิตแบบใหม่เป็นรูปแบบที่เขาเคยพยายามลองใช้ตอนฝึกฝนพลัง แต่เป็นสายที่เขาไม่ถนัดจึงไม่อาจใช้ได้ดั่งใจ นั่นคือพลังจิตสายควบคุมกายภาพ เป็นสายที่จะใช้พลังจิต ดึง ผลัก กระแทก ยก กด ใช้พลังจิตควบคุมสิ่งของด้านกายภาพ หรือใช้พลังจิตทำลายสิ่งของโดยตรง เป็นพลังจิตที่จะใช้ความแข็งแกร่งของพลังจิตอย่างมหาศาล
ทักษะจิต คลื่นกระแทก อูหลินเฟิงเพียงแค่จ้องมองไปยังจอมยุทธ์ชุดเขียวที่พุ่งเข้ามาจากนั้นได้ส่งพลังจิตที่รุนแรงอัดกระแทกไปยังร่างของจอมยุทธ์ จนอีกฝ่ายกระเด็นออกไป
“อ๊อค” ไม่ใช่เพียงแค่กระเด็น แต่ว่าภายในของจอมยุทธ์ชุดเขียวที่โดนจิตกระแทกอย่างรุนแรง เกิดการบอบช้ำ และ เกิดการบาดเจ็บภายในอย่างรุนแรงเช่นเดียวกัน แต่ว่าเพียงไม่นานก็สามารถรักษาอาการนั้นได้อย่างรวดเร็ว
“พลังจิตแบบนี้สะดวกดีจริง” อูหลินเฟิงกล่าว เพราะปกติรูปแบบพลังจิตที่เขาใช้คือรูปแบบการควบคุมสัตว์อสูร จิตซ่อนเร้น และสร้างภาพมายาโดยประสานกับยันต์อาคม แต่พลังจิตแบบนี้กลับสามารถสร้างแรงโจมตีได้จากแรงกระแทกของพลังจิตเพียงเท่านั้น แต่ว่าสิ่งที่เขาได้รับมาไม่ได้มีเพียงเท่านี้ ดวงจิตวิญญาณของมังกรเหมันต์ ยังให้พลังอีกรูปแบบมาด้วย อูหลินเฟิงเร่งพลังจิตของตนเอง จากนั้นจ้องมองไปยังร่างของจอมยุทธ์ชุดเขียว
ทักษะจิต เยือกแข็งดวงจิต
“อะไรกัน!!” จอมยุทธ์ชุดเขียวที่พยายามลุกขึ้นหลังจากที่โดนโจมตีอัดกระแทก จู่ๆ ร่างกายของเขาก็เชื่องช้าลง ไม่สิ ภายในจิตใจของเขาเชื่องช้าลง ทำให้ร่างกายช้าลงไปด้วย ราวกับว่าจิตใจกำลังค่อยๆ ถูกแช่แข็ง ความคิดทั้งหลายในสมองแล่นได้ช้าลง เขามองไปยังอูหลินเฟิงที่พุ่งเข้ามาพร้อมถือกระบี่แต่ว่าการตอบสนองภายในจิตใจและร่างกายเชื่องช้ายิ่งนัก ไม่อาจยกกระบี่ป้องกันได้ จนถูกฟันแขนขาดอีกครั้ง
แต่ว่าเมื่อถูกฟันแขนขาดลง ผลของเยือกแข็งดวงจิตก็ได้ถูกลบล้างลงไป จอมยุทธ์ชุดเขียวสามารถกลับมาเคลื่อนไหวได้อีกครั้ง มือที่ถูกตัดก็ถูกฟื้นฟูอีกครั้งเช่นกัน จอมยุทธ์ชุดเขียวได้ยินเสียงยียวนกล่าวอย่างชัดเจนว่า
“เป็นอย่างไรบ้างพลังใหม่ของข้า”
……………
ในจุดที่ไม่มีใครสังเกตเห็น ราชันชุดขาว ที่เป็นผู้ต้องสงสัยว่าจะเป็นอสุรกายโลหิตอีกคน ใช้จังหวะชุลมุนที่ทุกคนสังเกตไปยังบนเวทีที่กำลังประลองกับร่างเสมือนของเทพกระบี่ และความวุ่นวายจากการต่อสู้กับอสุรกายโลหิตในร่างของจอมยุทธ์ชุดเขียว ราชันชุดขาวได้อาศัยจังหวะนี้ค่อยๆ หลบหลีกสายตาของผู้คน เคลื่อนตัวเข้าหาเซี่ยชิงเอ๋อร์ที่กำลังนั่งพิงผนังไม่อาจขยับเขยื้อนได้ ตอนนี้แม้แต่ไป๋หลันฮวาและอูหมินจิงก็โดนดึงความสนใจไปยังอสุรกายโลหิตเช่นกัน เขาคิดจะใช้จังหวะนี้สังหารอีกฝ่าย เพราะว่าเซี่ยชิงเอ๋อร์คือหนึ่งในเป้าหมายที่ต้องสังหารของแดนจันทราโลหิต
………
“ไอ้เจ้าบ้านี่!!!” จอมยุทธ์ชุดเขียวกล่าวออกมาอย่างหัวเสีย เหมือนว่าตอนนี้ระดับพลังจิตของอีกฝ่ายจะอยู่ในระดับจอมยุทธ์แล้ว ถึงสามารถแช่แข็งจิตสำนึกของเขาได้
ทักษะจิตประสานวิญญาณ เยือกแข็งจิตวิญญาณ คราวนี้อูหลินเฟิง ไม่ได้เพียงแค่เร่งพลังจิตเท่านั้นแต่เขายังเสริมพลังวิญญาณลงไปด้วย ปกติพลังวิญญาณจะเป็นพลังที่เชื่องช้าที่สุด เขาจึงใช้พลังจิตเป็นแกนนำจากนั้นค่อยประสานพลังวิญญาณเข้าไป สร้างพลังที่สามารถรับรู้และมองเห็นได้ยาก แต่สามารถแช่แข็งได้ทั้งดวงจิตและวิญญาณพร้อมๆ กัน
“คิดว่าจะให้ได้ผลกับข้าอีกงั้นหรือ” จอมยุทธ์ชุดเขียวที่ระวังตัวตลอดเวลา เมื่อเห็นการเพ่งสมาธิของอูหลินเฟิงย่อมรับรู้ถึงการโจมตีต่อไป ได้กระโดดหลบอย่างง่ายดาย
“พลาดแล้วเจ้าโง่” จอมยุทธ์ชุดเขียวกล่าวเยาะเย้ยอูหลินเฟิง หลังจากที่สามารถหลบการโจมตีได้อย่างง่าย แต่ตอนนั้น เขาที่ได้หันไปมองใบหน้าของอูหลินเฟิง กลับเห็นรอยยิ้มยียวนจากใบหน้านั้นได้อย่างชัดเจน
“ไม่ โดนเต็มๆ ต่างหาก” อูหลินเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงยียวนตามแบบฉบับของเขา พลังที่รวบรวมทั้งการโจมตีดวงจิตและวิญญาณได้ตรงไปยังทิศทางหนึ่ง ผ่านสนามประลองไปยังอีกฟากของสนามประลอง
..
ราชันชุดขาว ถือกระบี่ของตนกำลังจะทิ่มแทงลงไปยังที่หัวใจของเซี่ยชิงเอ๋อร์เพื่อดับสังหารของนาง ท่านใดนั้นเองจิตวิญญาณของเขา ก็ถูกแช่แข็ง ทั้งสตินึกคิดและวิญญาณต่างทำงานช้าลง ร่างกายค่อยๆ ช้าลง
‘เกิด…อะ…ไร….ขึ้น..กัน’ ความคิดในใจปรากฏออกมาอย่างเชื่องช้า
‘ตอนนี้แหละคุณหนูเซี่ย!! เล็งไปยังกลางหน้าอกแก่นโลหิตของมันอยู่ตรงนั้น’ เสียงของอูหลินเฟิงได้ดังขึ้น ภายในจิตใจของเซี่ยชิงเอ๋อร์ ทันใดนั้นเองเซี่ยชิงเอ๋อร์ ที่สมควรบาดเจ็บอยู่ ได้ลืมตาขึ้นมาพร้อมๆกับที่ระเบิดพลังแห่งระบี่ที่รุนแรงออกมา กระบี่หยกขาว กระบี่หยกนภา กระบี่วายุคลั่ง สามกระบี่ระดับสิบ ที่มีจิตวิญญาณเป็นของตัวเอง ได้พุ่งออกมาจากแหวนมิติของนางประสานเข้ากับลมปราณและแก่นแท้แห่งกระบี่ พุ่งตรงไปยังกลางหน้าอกของราชันชุดขาว ทะลวงร่างของชนชั้นราชันที่ยังไม่มีโอกาสได้คิดตอบโต้แม้แต่น้อย
กระบี่ทั้งสามทะลวงไปโดนแก่นโลหิตอันเป็นจุดอ่อนของอสุรกายโลหิต ร่างของราชันชุดขาวที่โดนกระบี่ทะลวงนั้น เพียงไม่นานก็สลายหายไปทิ้งไว้แต่กองโลหิตอันมหาศาลเพียงเท่านั้น
“เกิดอะไรขึ้น” ไป๋หลันฮวา ที่สัมผัสได้ถึงพลังมหาศาลของสหายได้หันกลับมา พบว่าตอนนี้สหายของนางกลับหายเป็นปกติเรียบร้อยแล้ว ไม่ใช่เพียงแค่ไป๋หลันฮวาและอูหมินจิง เท่านั้นที่สามารถสัมผัสพลังอันมหาศาลจากกระบี่ของเซี่ยชิงเอ๋อร์ได้ แต่ผู้คนทั้งหลายต่างสามารถสัมผัสได้จนหันมามองเป็นทางเดียว ในจังหวะนั้นพวกเขาได้เห็นการสังหารชนชั้นราชันภายในการโจมตีเดียวของเซี่ยชิงเอ๋อร์
“สังหารราชันในการโจมตีเดียว!! แต่นางเป็นเพียงระดับหกขั้นกลางเท่านั้นเอง” ราชันผู้หนึ่งได้กล่าวออกมายังตื่นตระหนก เขาไม่ได้เห็นการลงมือทั้งหมดแต่ก็สามารถสัมผัสได้ว่าชนชั้นราชันโดนสังหาร
“ร่างกายที่สลายไปแบบนั้น นั่นก็เป็นอสุรกายโลหิตงั้นเหรอ” จอมยุทธ์คนอื่นที่ได้เห็นการสลายไปของราชันชุดขาวได้กล่าวขึ้นมา
“ภายในสุสานแห่งนี้มีอสุรกายโลหิตกี่ตัวกัน” จากนั้นนักสู้จอมยุทธ์หรือแม้กระทั่งชนชั้นราชัน ต่างไม่กล้าขยับเขยื้อน มองกันไปมาด้วยสายตาที่ระแวงกันเอง ตอนนี้แต่ละคนไม่อาจเชื่อใจใครได้นอกจากตนเองเท่านั้น
..
“อะไรกัน!! ไม่ใช่ว่านางบาดเจ็บงั้นหรือ” จอมยุทธ์ชุดเขียวกล่าวขึ้นมาหลังจากที่เห็น สหายอสุรกายของตนเองถูกทำลายลงไปโดยคนที่สมควรจะบาดเจ็บอยู่
.....
ที่ห้องเก็บกระบี่หยกนภา ก่อนที่อูหลินเฟิงจะพยุงร่างของเซี่ยชิงเอ๋อร์ออกไป
วิญญาณอาฆาตที่เห็นว่าเซี่ยชิงเอ๋อร์ ไม่มียันต์สำหรับป้องกันจึงพุ่งตัวเข้าหาเซี่ยชิงเอ๋อร์คิดจะสังหารนางลงให้ได้ เซี่ยชิงเอ๋อร์ที่พยายาม ฟาดฟันไปยังวิญญาณอาฆาตแต่กลับไม่อาจทำอะไรได้แม้แต่น้อย แต่ว่าในตอนนั้นเองยันสีขาวหลายใบได้พุ่งเลยหัวนางตรงไปยังวิญญาณอาฆาต
ยันต์อาคมแปดรูปแบบ ยันต์กักขัง วิญญาณอาฆาตตัวนั้นโดนยันสีขาวของอูหลินเฟิงที่ตามมาทีหลังผนึกลงภายในยันต์อย่างง่ายดาย แต่เขายังไม่ได้ชำระล้างดวงวิญญาณอาฆาตนี้ ทำเพียงแค่ผนึกมันลงเท่านั้น เขาแปลกใจยิ่งนักที่มีคนสามารถใช้วิญญาณอาฆาตภายในสุสานได้ เพราะว่าเขาโดนผนึกไม่อาจใช้พลังจากดอกปทุมปรโลกได้ แต่กลับมีคนที่วางกับดักเซี่ยชิงเอ๋อร์โดยใช้วิญญาณอาฆาตได้
“เกือบไปแล้วนะ คุณหนูเซี่ย” อูหลินเฟิงได้กล่าว โชคดีที่เขาตามมาทัน เพราะว่าถึงแม้เซี่ยชิงเอ๋อร์จะมียันต์ที่เขาสร้างไว้ให้แต่ว่า ยันต์นั้นก็เป็นยันต์สำหรับการมองดวงวิญญาณเท่านั้นไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อต่อสู้หรือป้องกัน ย่อมไม่อาจป้องกันวิญญาณอาฆาตได้นาน คงสามารถป้องกันได้อีกเพียงหนึ่งหรือสองครั้งเท่านั้น
“ขอบคุณ” เซี่ยชิงเอ๋อร์ กล่าว หากไม่มีอีกฝ่ายนางย่อมไม่สามารถทำอะไรวิญญาณอาฆาตตรงหน้าได้
“วิญญาณอาฆาตนี้มาได้อย่างไรกัน” อูหลินเฟิงได้ถาม เขาต้องการรู้ว่าเหตุใดจึงมีคนสามารถใช้วิญญาณอาฆาตภายในสุสานแห่งนี้ได้
“ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันทันทีที่สัมผัสโดนกระบี่หยกนภา วิญญาณอาฆาตก็ได้พุ่งออกมาจากกระบี่หยกนภา ต้องเข้าทำร้ายข้าทันที โชคดีที่มียันต์ที่เจ้าเคยให้ไว้ ถึงสามารถป้องกันตัวไว้ได้นานพอ จนเจ้าตามมาทัน” เซี่ยชิงเอ๋อร์กล่าว นางเอกก็ไม่รู้เช่นกันว่าเหตุใดกระบี่หยกนภาถึงได้มีจิตวิญญาณอาฆาตอยู่ภายใน
“เช่นนั้นข้าขอสำรวจกระบี่หยกนภาของท่านสักครู่ได้หรือไม่” อูหลินเฟิง ขออนุญาตอีกฝ่ายก่อนเพราะว่ากระบี่เล่มนี้คือกระบี่ที่เซี่ยชิงเอ๋อร์ตามหามานาน
“ได้ ไม่มีปัญหา”
เมื่อได้รับอนุญาตอูหลินเฟิงจึงได้พยายามสำรวจ กระบี่หยกนภา เขาสามารถจับกระบี่หยกนภาขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย ไม่ใช่ว่าเขาโดนยอมรับจากกระบี่ แต่ว่าตอนนี้จิตวิญญาณที่สิงสถิตอยู่ภายในกระบี่กลับถูกผนึกเอาไว้อยู่ เมื่อเขาสัมผัสได้ว่ามีบางอย่างกำลังผนึกจิตใจของกระบี่หยกนภาเขาจึงได้ใช้พลังวิญญาณของตัวเองปลดผนึกและชักนำสิ่งที่ใช้ผนึกออกมา จนได้ออกมาเป็นลูกแก้วหนึ่งอัน
“เข้าใจแล้ว ใช้ลูกแก้วที่สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสื่อกักขังวิญญาณอาฆาต ของสิ่งนี้อยู่ในรูปแบบของอาวุธจึงไม่ได้ถูกค่ายกลภายในสุสานผนึกจึงสามารถใช้วิญญาณอาฆาตภายในสุสานแห่งนี้ได้ และสิ่งนี้ยังใช้สำหรับการผนึกจิตวิญญาณของกระบี่หยกนภา จากนั้นใช้วิญญาณอาฆาตแทนที่จิตวิญญาณของกระบี่หยกนภา เมื่อท่านสัมผัสโดนตัวกระบี่วิญญาณอาฆาตจึงออกมาเล่นงานท่านทันที” อูหลินเฟิงได้กล่าวออกมา
“ฝีมือพวกอสุรกายจากแดนจันทราโลหิตอย่างนั้นหรือ” เซี่ยชิงเอ๋อร์ ได้กล่าวออกมา คนที่จะสามารถสร้างสิ่งแบบนี้ออกมาได้มีเพียงแค่แดนจันทราโลหิตเพียงเท่านั้น
“คิดว่าคงจะใช่ คุณหนูเซี่ย ข้าคิดอะไรดีๆ ออกได้แล้ว ท่านแสดงละครเก่งหรือไม่” อูหลินเฟิงกล่าวถามอีกฝ่าย
“หมายความว่ายังไง” เซี่ยชิงเอ๋อร์กล่าวถามนางไม่เข้าใจว่าเหตุใดจะต้องแสดงละครด้วย
“ในเมื่อพวกมันอยากเห็นท่านบาด ""ท่านก็บาดเจ็บให้พวกมันเห็น เพราะหากท่านบาดเจ็บแต่ยังไม่ตายพวกมันจะต้องหาทางสังหารท่านให้ได้อย่างแน่นอน อีกฝ่ายมีทั้งจอมยุทธ์และราชัน ด้านของจอมยุทธ์ย่อมไม่มีปัญหาหากคิดจะจัดการแต่ว่า หากเป็นราชันต่อให้พวกเราร่วมมือกันก็ไม่แน่ว่าจะสามารถชนะได้โดยง่าย
เพราะฉะนั้นข้าถึงจะคิดให้ท่านแสร้งว่าตัวเองกำลังบาดเจ็บ ข้าจะหาทางรั้งจอมยุทธ์ไว้ และสร้างสถานการณ์ที่ให้ทุกคนมองมายังตัวของข้า มีโอกาสอย่างมากที่มันจะพยายามลงมือสังหารท่าน ในจังหวะที่ไม่มีใครมอง ให้ใช้จังหวะที่มันคิดจะสังหารท่าน สวนกับการโจมตีด้วยท่าที่รุนแรงที่สุดของท่าน โจมตีจุดตายของมันภายในครั้งเดียว” อูหลินเฟิงกล่าวเสนอแผนการของตนเอง คนที่แข็งแกร่งยิ่งเห็นว่าศัตรูของตัวเองอ่อนแอก็จะยิ่งประมาท
“นี่นายคิดจะใช้แผนแบบนี้อีกแล้วเนี่ยนะ หมดมุกแล้วใช่มั้ย” ลุคพูดออกมาจากกระบี่ เพราะว่าแผนแบบนี้ใช้ครั้งแรกตอนที่ให้พ่อของพวกเขาแสร้งบาดเจ็บ ครั้งที่สองใช้ร่างที่ป่วยของโอวหยางเฟยหลงเป็นเหยื่อล่อ ครั้งนี้ยังคิดจะให้เซี่ยชิงเอ๋อร์แกล้งบาดเจ็บเพื่อตอบโต้อีกฝ่าย เหมือนกับว่าใช้มุกเดิมซ้ำๆ
“นายนะ เงียบไปเลย” อูหลินเฟิงกล่าวกับจิตวิญญาณแฝดของตนเอง
“ฉันพูดเรื่องจริงนี่ หมดมุกแน่ๆ แบบนี้” เสียงของลุคยังคงดังออกจากกระบี่อย่างต่อเนื่อง
“ได้ ข้าจะใช้แผนของเจ้า แต่ว่าจะทำแบบไหนให้มันเชื่อว่าข้าบาดเจ็บจริงๆ” เซี่ยชิงเอ๋อร์ ได้กล่าวถามออกมานางเองก็เห็นด้วยกับแผนการนี้เช่นกัน
“เรื่องการปลอมแปลงบาดแผลไม่ต้องห่วง ข้าสามารถทำได้อย่างง่ายดายแน่นอน” อูหลินเฟิงกล่าวอย่างมั่นใจ
“ยอมรับมาเถอะ นายหมดมุกแล้ว”
..
“เป็นยังไงล่ะ มุกเดิมๆ ยังใช้ได้ผลดีเห็นไหม ลุค” อูหลินเฟิงกล่าวหลังจากเห็นว่าแผนที่ตัวเองได้วางไว้สำเร็จไปด้วยดี
“จ้าๆ แผนของเจ้าสุดยอดไปเลย แต่ก็มุกเดิมๆ อยู่ดี” น้ำเสียงเอือมระอาของลุคดังออกมาจากกระบี่
..
..
จบตอน