คุณวรเดชประกาศยึดธนาคาร ผมหันไปถามคุณวรเดช
“เราต้องทำไงต่อครับ?”
คุณวรเดชบอกว่า
“เราจะนัดเปิดประชุมผู้ถือหุ้น ตอนนี้ฝ่ายเราถือหุ้น 43% ได้เปรียบตระกูลอุตสาหะ ถ้าจะชนะให้ขาดต้องได้เสียง 51%”
“แล้วเราจะหาจากอีก 8% ครับ”
“ฉันจะรวบรวมจากผู้ถือหุ้นเอง ฉันพอจะรู้จักบางกองทุนที่ถือหุ้นธนาคารรักเมืองไทยอยู่ คงคุยกันได้”
“แต่ถ้าไม่ถึง 51% เราก็อันตรายใช่ไหมครับ?”
คุณวรเดชพยักหน้า
“ใช่”
การต่อสู้ชิงธนาคารครั้งนี้ ผมรู้สึกมันลึกลับกว่าครั้งอื่น ตอนปั่นหุ้น IE ของธีรโรจน์ ผมยังเคยเจอธีรโรจน์มาบ้าง ตอนปั่นหุ้น GG ของคุณบุญยกรผมก็รู้จักคุณบุญยกร แต่พอถึงคราวเข้ายึด LTB ผมยังไม่เคยเจอคนตระกูลอุตสาหะสักคนเลย
คุณวรเดชบอกว่า
“ฉันจะรวบรวมเสียงข้างมากให้ได้ก่อน จากนั้นจะเรียกให้เปิดประชุมผู้ถือหุ้น LTB”
โอ๊ย คำว่าเสียงข้างมากยังกะนักการเมืองจะตั้งรัฐบาลเลย
ได้ยินคุณวรเดชบอกว่า
“พล็อต เธอไปหาคุณธีร์หน่อย คุณธีร์เป็นผู้จัดการกองทุน เขารู้จักพวกกองทุนไม่น้อยกว่าฉัน ฉันอยากให้เธอไปช่วยคุยให้”
“จะให้ผมไปบอกคุณธีร์ให้ช่วยรวบรวมเสียงอีก 8% ให้ได้ใช่ไหมครับ?”
“ใช่ เธอทำได้ไหม?”
“ได้ครับ”
คุณวรเดชหันไปมองที่หลิน
“หลิน”
พี่หลินรีบลุกจากโต๊ะทำงานเดินมาหาคุณวรเดช
“เธอไปคุยกับคุณพ่อเธอหน่อยนะ เรื่องการโหวตฉันขึ้นเป็นประธาน LTB”
พี่หลินรับคำ
“วางใจค่ะ หลินจะจัดการให้”
คุณวชเดชบอกอีก
“ถ้าฉันทำสำเร็จ ฉันจะตั้งคุณพ่อเธอจะได้เป็นกรรมการธนาคาร ถ้าคุณพ่อเธอไม่ว่างต้องกลับไปฮ่องกง ฉันจะตั้งให้เธอเป็นแทน”
พี่หลินตาทอประกาย เธอรีบรับปาก
ระหว่างคุณวรเดชสั่งงานหลิน ผมโทรนัดคุณธีร์เพื่อไปกินข้าวคุยธุระกัน คุณธีร์ตอบ
“วันนี้ผมประชุมทั้งวันเลยน่าจะเลิกดึก”
“ไม่เป็นไรคับ ผมรอได้”
“ได้ งั้นมาหาผมที่บริษัทไหม?”
ผมรับปากตกลง
ไม่นานเวลาเลิกงานก็มาถึง ผมนัดคุณธีร์ไว้ตอนสองทุ่ม ผมเลยขับรถไปส่งหลินที่บ้านก่อน
“หลิน ขอบใจนะที่ช่วยเหลือพล็อตมาตลอด”
หลินยิ้ม
“หลินไม่ได้ทำไรเลยนะรอบนี้”
“เปล่า พล็อตแค่อยากขอบคุณไง รอบที่แล้วปั่นหุ้น GG พล็อตเกือบแย่ หลินก็คอยช่วยให้กำลังใจ”
ผมจับมือหลินไว้ เราสองคนมองหน้ากัน สายตาของเราประสานกันราวกับมีสะพานเชื่อมต่อให้สนิทรวมเป็นหนึ่งเดียว
ระหว่างรถติดผมโน้มหน้าไปจุมพิตปากหลิน เธอหลับตาตอบรับ แรงดูดปากของเราสองคนมากขึ้น ผมสอดลิ้นเข้าไปพัวพันกับลิ้นของเธอ
หลินรีบดันอกผมออก หลินหน้าแดงระเรื่อ
“พอแล้วพล็อต”
ผมเห็นรถเคลื่อนแล้วก็รีบขับรถต่อ ผมไปส่งหลินที่บ้านจากนั้นจากนั้นก็ไปหาคุณธีร์ที่บริษัทของเขา
บริษัทคุณธีร์ค่อนข้างกว้างใหญ่ มันกว้างกว่าบริษัทวิทยทรัพย์ที่ผมทำงานอยู่ซะอีก อาจเป็นเพราะเป็นบริษัทนี้ดูแลเกี่ยวกับกองทุนซึ่งมีเม็ดเงินมหาศาลและมีหลายกองทุนด้วย ส่วนคุณธีร์เป็นเพียงแค่หนึ่งในผู้จัดการกองทุนของบริษัทนี้
มียามคนหนึ่งเดินมาหาผม
“คุณพล็อตหรือเปล่าครับ?”
“ใช่ครับ”
“คุณธีร์บอกว่าให้ไปรอที่ห้องรับรองเลยครับ แกทิ้งรูปคุณพล็อตให้ผมคอยสังเกต”
ผมบอกขอบคุณ ยามบริษัทพาผมไปนั่งรอให้ห้องรับรอง ห้องนั้นทาผนังขาวสะอาด ผมนั่งลงที่โซฟาหนังสุดนุ่ม ยามก็เอาน้ำมาให้ผมดื่ม
ระหว่างผมนั่งรอก็เล่นมือถือไปเรื่อยๆ เช็คข่าว อ่านข่าวอะไรไป แต่มีเงาหนึ่งเดินเข้ามา
ผมเงยหน้าขึ้นก็ใจหายวาบ
อิ๊ง!!
อิ๊งเห็นผมก็รีบหยุดชะงัก
ผมก็ลุกขึ้นยืนอย่างลืมตัว หน้าตาอิ๊งตื่นตะลึงอย่างเห็นได้ชัด ผมถาม
“มา..มาได้ไง?”
“ฉันต้องถาม..นาย ว่ามาได้ไง”
“ผมมารอคุณธีร์”
อิ๊งไม่พูดตอบผม เธอนั่งลงที่โซฟาที่ตรงข้ามผม เราสองคนนั่งเงียบ ผมรู้สึกอึดอัดทนไม่ไหวเลยบอก
“อิ๊ง ผมขอโทษนะ”
อิ๊งยังคงเงียบ
“ผมขอโทษจากใจจริงเลย”
“ไม่ต้องพูดแล้ว” อิ๊งตัดบท
“ผมรู้ ผมแค่เป็นห่วงอิ๊ง”
อิ๊งเงียบ ผมถาม
“ที่ผ่านมาอิ๊งเป็นไงบ้าง”
“สบายดี จะดียิ่งกว่านี้ถ้าไม่ได้เจอนาย” อิ๊งตอบเสียงเย็นชา
ผมพยายามสะกดอารมณ์ถาม
“มารอคุณธีร์เหรอ?”
“ใช่” อิ๊งรับคำ จากนั้นถามผม
“นายมาหาพี่ธีร์ทำไม?”
“ผมมาคุยงาน”
“นายไม่ต้องมายุ่งกับพี่ธีร์จะได้ไหม?”
ผมส่ายหน้า
“ไม่ได้หรอก ผมกับคุณธีร์ทำงานร่วมกัน”
“ถ้านายอยากให้ฉันสบายใจ นายห่างกับพี่ธีร์ซะ”
“ทำไมล่ะ?”
“เพราะ..เพราะ..”
อิ๊งพูดเสร็จน้ำตาก็เริ่มคลอ ผมรู้สึกผิดและสงสารเธอจับใจ น้ำตาเธอเหมือนมีดคมกริบที่กรีดลงบนใจผม
ผมเดินไปหาเธอและนั่งลงที่โซฟา ผมพูดปลอบ
“ผมขอโทษ เอางี้ละกัน หลังจบงานนี้ผมจะห่างคุณธีร์ไว้ ถ้าไม่จำเป็นจะไม่มาพบ”
อิ๊งยังคงร้องไห้เบาๆ ผมอดเอามือจับไหล่เธอไม่ได้ แต่อิ๊งเอามือเธอมาปัดมือผม น้ำตาเธอทำให้ผมใจอ่อนและพูดขึ้น
“ผมผิดเอง ผมไม่ได้หวังให้คุณให้อภัย ผมไม่ขอแก้ตัว แต่อยากให้รู้ว่าผมรู้สึกผิด”
อิ๊งร้องไห้โฮออกมา ผมได้แต่นั่งเฉยๆ
“อิ๊งเป็นอะไร?”
ผมใจหายวาบรีบหันไปมองตามเสียง คุณธีร์!
อิ๊งรีบเช็คน้ำตาตอบว่า
“ไม่มีอะไร”
คุณธีร์หันมามองหน้าผม
“เกิดอะไรขึ้นคุณพล็อต”
“ไม่มีอะไรครับ”
“นี่อิ๊งร้องไห้เหรอ?”คุณธีร์เดินไปหาอิ๊ง
อิ๊งรีบส่ายหน้า
“ไม่ อิ๊งแค่ฝุ่นเข้าตา”
“ในห้องนี้เนี่ยนะมีฝุ่น” น้ำเสียงคุณธีร์ไม่เชื่อเด็ดขาด
ผมรีบบอก
“คุณอิ๊งแค่บอกให้ผมเลิกยุ่งกับแม่คุณอิ๊ง ผมก็รับปากครับ ไม่มีอะไรมาก”
คุณธีร์มองผมด้วยสายตาแปลกๆ จากนั้นคุณธีร์หันไปมองอิ๊ง
“อิ๊ง ทำไมมาที่นี่ได้ พี่บอกไม่ต้องมารอไง”
“อิ๊งไม่เจอพี่ธีร์มาหลายวันก็มารอ อิ๊งผิดด้วยหรือไง?”
“ก็พี่บอกแล้วว่าวันเสาร์ค่อยเจอกัน”
“พี่ไม่เข้าใจอิ๊ง ก็อิ๊งคิดถึงพี่นี่”
“แต่พี่วันนี้มีประชุมดึก มารอทำไมเสียเวลาเปล่าๆ” คุณธีร์บอก
“ความคิดถึงมันเป็นการเสียเวลาหรือไง” อิ๊งเถียง
“พี่ไม่หมายความว่าแบบนั้น อิ๊งอย่าตีความตามใจชอบสิ”
ผมเห็นอิ๊งกับคุณธีร์เถียงกันไม่หยุด สองคนนี้แม้จะเป็นแฟนกันแต่ก็เหมือนน้ำกับน้ำมันที่ไม่อาจรวมตัวกันได้ ผมอดรู้สึกเห็นใจอิ๊งมากขึ้นไม่ได้
ได้ยินอิ๊งพูด
“นี่พี่ธีร์ก็ประชุมเสร็จแล้วไม่ใช่หรือไง”
“พี่ต้องคุยธุระกับคุณพล็อตต่อ”
อิ๊งหันมามองผม
“จะคุยอะไรนักหนากับคนแบบนี้”
อะ อ้าว เฮ่ย
“อิ๊งทำไมพูดแบบนี้!” คุณธีร์ตวาด
“พี่ธีร์เข้าข้างทุกคน แต่ไม่เคยเข้าข้างอิ๊ง” อิ๊งเถียงพร้อมเสียงสั่น
“ก็อิ๊งพูดจาเอาแต่ใจ จะไปว่าอะไรคนอื่นนักหนา” คุณธีร์พูดปกป้องผม
“ทำไมอิ๊งไม่มีสิทธิ์ว่า” อิ๊งพูด
“ถึงคุณพล็อตจะ..จะไปยุ่งกับคุณป้า (แม่อิ๊ง)..แต่นั่นก็เรื่องส่วนตัวของพล็อตกับคุณป้า”
“พี่ธีร์เข้าข้างพล็อตทุกอย่าง” อิ๊งเถียง
“พี่พูดไปตามจริง”
“แล้วถ้าเป็นเรื่องอิ๊งกับพล็อต ยังจะเป็นเรื่องส่วนตัวอีกไหม!” อิ๊งฟิวส์ขาดพูดขึ้นมา ผมใจหายวาบ
คุณธีร์ถามเสียงแปลกใจ “อิ๊งหมายความว่ายังไง?”
“ก็พล็อต..พล็อต” อิ๊งพยายามจะพูดแต่เธอคงอายรีบหยุดคำพูดไว้
คุณธีร์หันมามองผม ตาแกคมยิ่งกว่าคมมีด
“คุณพล็อตมีอะไรกับอิ๊ง?”
ผมอึกอักไม่รู้จะตอบไงดี เห็นอิ๊งร้องไห้ฮือแล้วเดินออกจากห้องรับรองแขกไป คุณธีร์ถามย้ำผม
“คุณสองคนมีเรื่องอะไรกันแน่”
ผมรีบบอก “ไม่มี”
“ผมไม่ใชคนโง่นะ อิ๊งร้องไห้ขนาดนี้มันผิดปกติแล้ว!”
ผมรีบบอก
“คุณอิ๊งร้องไห้ คุณธีร์ไม่รีบตามไปเหรอครับ”
คุณธีร์มองหน้าผม
“ถ้าอิ๊งเป็นอะไรไป เรื่องลงทุนของเราจบกัน!”
คุณธีร์รีบเดินตามอิ๊งไป ผมใจเต้นตึกตัก
ถ้าคุณธีร์รู้เรื่องผมกับอิ๊งแล้วไม่โหวตให้คุณวรเดชเข้าบริหารธนาคารรักเมืองไทย
ไม่ใช่แค่คุณวรเดชจบเห่ แม้แต่ผมก็คงไม่รอด!!
จบตอนที่ 38 เรื่องราววุ่นวายใหญ่โต การกระทำของพล็อตในอดีตส่งผลถึงปัจจุบัน ทำให้แผนยึดธนาคารของคุณวรเดชอาจจะล้มเหลวได้ เรื่องจะเป็นไงต่อไปโปรดติดตามจ้า