ภายในห้อง 4 เหลี่ยมไม่เล็กและใหญ่จนเกินไป ซูเชี่ยวนั่งเท้าคางเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างใช้ความคิด 1 เดือนมานี่เธอพยายามหาคำตอบทุกทางว่าเเท้จริงเธอมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกันแน่ ิญญาเ้าของร่างนี่ล่ะไปอยู่ที่ไหน ทำไมเธอถึงได้เข้ามาอยู่ได้ แล้วตัวเธอเองในโลกเก่าจะเป็อย่างไงก็ไม่รู้ หญิงสาวพยายามคิดถึงสาเหตุหรือเหตุผลที่เป็ไปได้ แต่คิดเท่าไหร่ก็ยังคิดไม่ออก จึงลุกเพื่อจะไปตำหนักเมี่ยนเปาเพื่อทานข้าวในตอนเย็น ขณะที่ลุกขึ้นกำลังจะก้าวเท้าแต่กลับรู้สึกที่ปลายเท้าว่าเหยียบอะไรเข้าให้ ซูเชี่ยวหยิบขึ้นมาดูอย่างสงสัย แสงอาทิตย์สีทองอาราม่ยามเหม่า ส่องผ่านบานประตูหน้าต่างที่หญิงสาวเปิดทิ้งไว้ กระทบเข้ากับจี้หยกสีเขียวมิ้นเข้ายามที่หญิงสาวจับขึ้นมาพลิกดู เป็หยกทรงกลม ด้านในเป็รูปดอกไม้ที่มีผีเสื้อเกาะอยู่ตัวหนึ่ง
“หยกนี้สวยจัง มาตกอยู่ตรงนี่ได้ยังไง”
หญิงสาวพลิกดูไปมาอย่างละเอียด และพูดกับตัวเอง รู้สึกคุ้นตากับหยกชิ้นนี้เป็อย่างมาก พยายามนึกว่าเจอที่ไหนถ้าในโลกแห่งนี้นางพึ่งได้เห็นเป็ครั้งแรกแน่ๆ แต่ถ้าในโลกก่อนนางคงไม่มีหยกแบบนี้แน่นอน แต่แล้วอยู่ๆความทรงจำในหัวของเธอก็ปรากฏ ภาพที่หญิงสาวกำลังเดินอยู่บนถนนคนเดินในโลกที่แล้ว กำลังเลือกซื้อของและหันไปเห็นลุงคุณหนึ่งแต่งตัวโทรมๆ กำลังนั่งขายของเก่าโดยการใช้ผ้าขนาด 3.5 ฟุตกางกับพื้น และนำสิ่งของวางขาย ด้วยความที่เธอเป็คนขี้สงสารจึงเดินเข้าไปหวังจะช่วยอุดหนุน เธอจับเเจกันไม้ที่แกะสลักเป็รูปผีเสื้อขึ้นมาดูอย่างสนใจ เพราะเธอก็ชอบสะสมของเก่าเช่นกัน
“นางหนูชอบแจกันชิ้นนั้นเหรอถามลุงได้” ชายคนขายพูดออกมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม หญิงสาวเพียงยิ้มกลับไป และเลือกดูเเจกันต่อ
“ฉันเอาชิ้นนี้จ๊ะลุง” เธอยืนแจกันตรงหน้าให้ลุงคนขายเพื่อใส่ถุง
“20 หยวนจ๊ะแม่หนู ลุงเเถมหยกชิ้นนี้ให้แล้วกัน” ลุงคนขายพูดพลางหยิบใส่ถุงให้ไปพลาง
“ไม่เป็ไรจ๊ะลุง ไม่ต้องแถมฉันหรอกเอาไว้ขาย เผื่อมีคนสนใจ” เธอรีบปฏิเสธ
“หยกชิ้นนี้อยู่กับฉันมานานแล้ว ขายไม่ได้สักทีลุงแถมให้แล้วกัน”ลุงคนขายพูดแล้วยิ้ม
“ขอบคุณค่ะ” หญิงสาวกล่าวออกมาและยืนเงินให้ทั้งหมด30 หยวนและเดินออกมาโดยไม่ฟังคำทักท้วงของลุงคนขาย
ปัง!!
เสียงหน้าต่างปิดดังเพราะลมข้างนอกพัดแรง ทำให้หญิงสาวที่ยืนถือหยกกำลังนึกเื่ในโลกใบเก่าสะดุ้งตื่นจากภวังค์ความคิด
“มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง" หญิงสาวกล่าวออกมากับตัวเอง และใช้ความคิดว่าอาจจะเป็หยกชิ้นนี้ก็ได้ที่นำพาเธอมาที่นี่ จากนั้นเธอนำหยกชิ้นนั้นห้อยเอาไว้ที่เอวและปิดหน้าต่างเตรียมตัวออกไปทานอาหารมื้อเย็น เพราะคนที่นี่ทานข้าวเป็เวลาหากเลยเวลาแล้วอาหารอาจถูกเก็บจนหมด
.
ทางด้านตำหนักหยกขาว
“เ้าว่าอะไรนะ? คนของเราได้รับาเ็หรือไม่” เสียงทุ้มกล่าวออกมาอย่างอารมณ์เสีย เสียงที่พูดออกมาคือเ้าสำนักลี่หยาง ที่นั่งอยู่ด้านหน้าห้องโถงบริเวณโต๊ะหนังสือ ขณะที่พูดก็วางหนังสือลงและเงยหน้ามองผู้ที่มารายงานนั้นก็คือรองเ้าสำนักเฟยซิ่นและผู้ติดตามเขา1คน ที่ยืนอยู่กลางห้องโถง
“ไม่ขอรับ คนของเราได้รับาเ็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น” เฟยซิ่นกล่าวออกมา ช่วยลดสีหน้าผ่อนคลายของลี่หยางได้บ้าง
“แล้วพวกมันล่ะ รู้หรือไม่ว่าเป็ใคร” เสียงเข้มถามต่อ
“ยังไม่ทราบขอรับ แต่เราจับตัวได้1 คนก่อนที่มันจะกัดยาพิษฆ่าตัวตาย ตอนนี้ถูกขังไว้รอการสอบสวนขอรับ” เฟยซิ่นรายงานแกผู้เป็นายของเขา
“กัดยาพิษฆ่าตัวตายอย่างงั้นหรือ” ลี่หยางพูดพึมพำกับตัวเองและทำท่าอย่างใช้ความคิด และพูดขึ้นว่า
“ข้าจะไปดูหน่อย” จากนั้นเดินนำหน้าคนทั้ง2ที่กำลังยืนรายงานอยู่ออกจากห้องโถง ไปยังคุกใต้ดินทันที
.
ซูเชี่ยวที่กำลังเดินไปทานอาหารเย็นที่ตำหนักเมี่ยนเปา เป็ที่ทานอาหารเที่ยงและเย็นของคนที่นี่ ระหว่างเห็นศิษย์น้อยใหญ่ต่างวิ่งไปข้างหน้าพร้อมกัน
“คารวะเ้าสำนัก รองเ้าสำนัก”
ศิษย์ที่วิ่งไปเมื่อสักครู่ต่างพูดพร้อมเพียงกันและทำท่าคารวะ เมื่อลี่หยางเ้าสำนักและเฟยซิ่นรองเ้าสำนักเดินผ่าน ซูเชี่ยวที่เดินตามมาทีหลังก็มองมาอย่างสงสัย และสบตาเข้ากับสายตาน้ำตาลแดงของลี่หยางจนเผลอชะงักนี่เหรอหน้าตาของลี่หยางเ้าสำนักวารีหยก นางไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเ้าของร่างเดิมถึงได้หลงจนหัวปักหัวปำขนาดนี้ หล่ออย่างกับดาราแถวหน้าที่นางเคยเห็นบนหน้าจอ TV ในโลกเก่า เพราะเวลาทานอาหารเช้าส่วนใหญ่เธอก็แค่ตั้งใจกิน เอาแต่มองอาหารตรงหน้าไม่ได้หันไปมองอะไรทั้งนั้น กินเสร็จก็รีบกลับออกมาเลยไม่ได้สุงสิงหรือพูดคุยกับใครอีก ลี่หยางเดินผ่านไปไกลแล้วแต่ซูเขี่ยวยังยืนอยู่ที่เดิมอย่างตกตะลึง
“ซูเชี่ยว” เจียอี่ที่เดินมาสะกิดซูเชี่ยวด้านหลังให้ตื่นจากภวังค์ และพูดต่อว่า
“ยืนเหม่ออะไรของเ้า ไปทานอาหารเย็นได้แล้ว”
“เปล่า ไปกันเถอะ” ซูเชี่ยวพูดและเดินไปข้างหน้าแต่กลับหันหน้ามามองด้านหลังตามแผ่นหลังกว้างหนาของสายตาสีน้ำตาลแดงเมื่อสักครู่
.
ทางด้านลี่หยาง 1 เดือนมานี้เขาไม่ค่อยได้เจอหน้าของซูเชี่ยวอีกเลย หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ปกติเ้าตัวจะพยายามเข้ามาเอาใจโดยการทำหน้าที่แทนบ่าวรับใช้บ้าง เอาขนมน้ำชามาเสิร์ฟบ้าง คอยอาสามาช่วยปัดกวาดเช็ดถูในตำหนักเขาบ้าง พยายามหาเื่ชวนเขาคุย ถึงขั้นคอยรังควานผู้หญิงทุกคนที่เข้าใกล้เขา ทำให้เขารู้สึกรำคาญเป็อย่างมาก เขาเคยบอกนางไปแล้วว่าไม่ชอบแต่ก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง นางยังคงพยายามเข้าใกล้เขาเหมือนเดิม 1 เดือนที่ผ่านมาทำให้เรารู้สึกสงบจนลืมว่านางยังอยู่ที่สำนักแห่งนี้ แต่เมื่อสักครู่นี่ที่เขาได้เผลอสบตาเข้ากับนาง ในสายตานางกลับมองเขาด้วยความว่างเปล่า และนางเพียงยืนมองจากไกลๆ ไม่ได้วิ่งมาหาเหมือนเมื่อก่อนทำให้เขารู้สึกสงสัยว่านางอาจกลับตัวกลับใจ หรือนี่อาจเป็แผนการอะไรสักอย่างของนางอีกก็ได้ แต่เขาก็ต้องหยุดคิดเื่นี้เพียงเท่านี้ เพราะตอนนี้เขากำลังเร่งเดินทางไปที่คุกใต้ดินเพื่อสืบหาข้อมูลของคนร้ายที่พยายามลักลอบเข้ามาที่สำนักวารีหยกเพราะ้าสิ่งใด
ณ คุกใต้ดิน ด้านในมีกรงขังไม้ประมาณ10กว่าห้อง และมีผู้คุ้มกันหนาแน่น ตรงหน้าของลี่หยางเป็ร่างของคนร้ายวัย 20 กว่าๆ มือกางออกแล้วมัดไว้ที่เสาเหมือนไม้กางเขน มีสภาพช้ำตามใบหน้า เสื้อผ้าเปรอะเปื้อนไปด้วยดินโคน
“สารภาพหรือยัง” ลี่หยางถามผู้คุ้มที่ยืนอยู่ตอนที่เข้ามาถึง
“ยังขอรับ” ชายผู้คุ้มตอบออกมาอย่างจนปัญญา
“เฟยซิ่น” ลี่หยางเรียกให้เฟยซิ่นพูด
“นายเจียง แช่ลู่ มีภรรยา ลูกชาย1 คน และลูกสาว1คน” เฟยซิ่นยังพูดไม่จบคนร้ายที่อยู่ตรงหน้าถึงกับหน้าซีดและขัดขึ้นมาก่อน
“ข้ายอมพูดแล้ว ข้ายอมพูดแล้ว เป็ เป็ สำนักเพลิงอัคคี ข้ายอมพูดแล้วเ้าปล่อยครอบครัวของข้าไปเถอะ” ทันทีที่พูดจบคนร้ายได้กัดพิษฆ่าตัวตายทันที
“ตายแล้วครับท่านเ้าสำนัก” ผู้คุ้มกันที่อยู่ใรีบเข้าไปดู และพูดออกมา
“ไหนว่าเอายาพิษออกมาแล้วไง ไฉนยังกัดได้อีก” เขาถามอย่างหัวเสีย
“ตอนข้าตรวจดูเห็นมีข้างเดียวจริงๆ ขอรับ” ผู้คุ้มกล่าวออกมาอย่างลนลาน
“จัดการให้เรียบร้อย” ลี่หยางพูดออกมาแล้วจึงสะบัดเสื้อคลุมและเดินหนีออกไป ตรงกลับตำหนักหยกขาว
—————-
1 เค่อ คือ15 นาที
1 ชั่วยาม เท่ากับ 2 ชั่วโมง
1 ชั่วยามมี 8 เค่อ
1วันมี 100 เค่อ
ยามจื่อ คือ 23.00 - 24.59 น.
ยามโฉ่ว คือ 01.00 - 02.59 น.
ยามอิ๋น คือ 03.00 - 04.59 น.
ยามเหม่า คือ 05.00 - 06.59 น.
ยามเฉิน คือ 07.00 - 08.59 น.
ยามซื่อ คือ 09.00 - 10.59 น.
——————————
เป็ยังไงกัยบ้างทุกคนน พระเอกและนางเอกของเราได้เจอกันแล้วทุกคน
ไรท์จะพยายามลงทุกวันน๊าาาทุกคน ติดตาม คอมเม้นเป็กำลังใจให้ไรท์ด้วยน๊าาา????