จอมอาคมกู้บัลลังก์

    บทที่ 61: ฝ่าทะเลเพลิง

    ชัยชนะที่ได้มาคือจุดเริ่มต้นของการหลบหนีที่แท้จริง


    ทันทีที่ภาพมายาแห่งเพลิงนรกได้ปรากฏขึ้นสร้างความโกลาหลและตื่นตระหนกให้แก่เหล่าทหารพม่าที่กำลังจะกรูเข้ามา คำอินทร์ก็ไม่รอช้า


    "ไป! หนีเร็ว!" เขาสั่งการเสียงแหบพร่าเรี่ยวแรงทั้งหมดของเขาแทบจะหมดสิ้นลงแล้วหลังจากการใช้พลังเฮือกสุดท้าย


    หัวหน้าหน่วยองครักษ์ผู้บาดเจ็บรีบเข้ามาพยุงร่างของผู้นำหนุ่มของตน ในขณะที่ทหารหาญที่เหลือรอดชีวิตอีกเพียงไม่กี่นายก็ช่วยกันพยุงเพื่อนที่บาดเจ็บ แล้วทั้งหมดก็ทะยานร่างเข้าสู่ความโกลาหลที่พวกเขาสร้างขึ้นอาศัยมันเป็นม่านกำบังในการหลบหนี


    ค่ายหลวงของเนเมียวสีหบดี บัดนี้ไม่ต่างอะไรกับนรกบนดิน 


    ทหารพม่าวิ่งกันพล่าน บางส่วนพยายามจะเข้าไปช่วยแม่ทัพใหญ่ บางส่วนพยายามจะดับไฟมายาที่ไม่มีอยู่จริงและบางส่วนก็ตะโกนสั่งการกันอย่างสับสนวุ่นวาย


    เมื่อไร้ซึ่งผู้นำสูงสุดกองทัพที่เคยมีระเบียบวินัยก็พลันแตกสลายกลายเป็นเพียงกลุ่มคนที่แตกตื่น


    นี่คือโอกาสเดียวของพวกเขา!


    หน่วยเด็ดหัวพญามาร บัดนี้เหลือเพียงเศษเสี้ยวของหน่วยกำลังวิ่งฝ่าความโกลาหลนั้นไปราวกับกลุ่มเงา เป้าหมายของพวกเขาคือการกลับไปยังค่ายชั้นนอก ที่ที่ความไร้ระเบียบจะช่วยอำพรางตัวพวกเขาได้ดียิ่งขึ้น


    แต่หนทางนั้นไม่ได้ง่ายดาย...


    ในขณะที่พวกเขากำลังจะวิ่งผ่านกลุ่มทหารที่แตกพ่าย นายกองพม่าผู้หนึ่งที่ยังคงมีสติสัมปชัญญะอยู่ครบถ้วนก็เหลือบมาเห็นพวกเขาเข้าพอดี!


    สายตาของมันเบิกกว้างเมื่อเห็นกลุ่มชายในชุดดำที่อาบย้อมไปด้วยเลือดและเด็กหนุ่มที่ถูกพยุงอยู่ซึ่งมีรูปพรรณตรงกับ "ปิศาจแห่งชากังราว" ที่กำลังเป็นที่เล่าลือกัน!


    "พวกมันอยู่นั่น! ผู้บุกรุก!" นายกองผู้นั้นตะโกนลั่น พร้อมกับชี้ดาบมายังทิศทางของคำอินทร์!


    ทหารพม่ากลุ่มหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ หันขวับมาทันที! พวกมันแยกเขี้ยวด้วยความโกรธแค้นแล้ววิ่งกรูกันเข้ามาเพื่อสกัดกั้น!


    "ท่านแม่ทัพไปก่อน! ที่นี่พวกเราจะจัดการเอง!" หัวหน้าหน่วยองครักษ์ตะโกนบอกแล้วหันไปเผชิญหน้ากับศัตรู 


    แต่คำอินทร์กลับส่ายหน้าช้าๆ เรี่ยวแรงของเขาแทบไม่เหลือแต่จิตใจยังคงเด็ดเดี่ยว เขาจะทิ้งลูกน้องให้สู้ตายแทนไม่ได้!


    "สู้ด้วยกัน!" เขากล่าวสั้นๆ


    แล้วการปะทะระลอกใหม่ที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น!


    เหล่าทหารองครักษ์ที่บาดเจ็บเข้าปะทะกับทหารพม่าที่สดใหม่กว่า มันคือการต่อสู้ที่เสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัดแต่ด้วยฝีมือและใจที่สู้เกินร้อย พวกเขาก็ยังคงต้านทานไว้ได้อย่างน่าอัศจรรย์!


    คำอินทร์ถูกประกบโดยทหารสองนาย เขาปัดป้องดาบของพวกมันอย่างยากลำบาก แขนที่เคยฟาดฟันศัตรูอย่างง่ายดายบัดนี้กลับหนักอึ้งและเชื่องช้า 


    ในจังหวะที่เขากำลังจะเพลี่ยงพล้ำ เขาก็เค้นพลังเฮือกสุดท้าย ไม่ใช่เพื่อสร้างภาพมายาใหญ่โตแต่เพื่อสร้างเพียง "ประกายแสง" วาบหนึ่งเท่านั้น


    "มายาจักษุ!"


    แสงสว่างจ้าได้ระเบิดขึ้นเบื้องหน้าของทหารพม่าสองนายนั้น! ทำให้ดวงตาของพวกมันพร่ามัวไปชั่วขณะ!


    และชั่วขณะนั้นก็เพียงพอแล้ว...


    หัวหน้าหน่วยองครักษ์ที่เพิ่งจะสังหารศัตรูของตนลงได้พุ่งเข้ามาแล้วใช้ดาบเสียบทะลุร่างของทหารทั้งสองนายจากทางด้านหลัง!


    พวกเขาฝ่าวงล้อมเล็กๆ นั้นออกมาได้แต่ก็ต้องแลกมาด้วยบาดแผลที่เพิ่มขึ้นบนร่างกาย 


    พวกเขาไม่หยุดพัก รีบวิ่งต่อไป ลึกเข้าไปในเขตค่ายชั้นนอกที่ยิ่งโกลาหลมากขึ้นเรื่อยๆ


    ข่าวการตายของเนเมียวสีหบดีเริ่มแพร่สะพัดออกไปปากต่อปาก มันสร้างแรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงยิ่งกว่าแผ่นดินไหว! ทหารพม่าจำนวนมากเริ่มสิ้นหวัง


    บางคนทิ้งอาวุธแล้ววิ่งหนีออกจากค่าย บางคนเริ่มปล้นชิงข้าวของและทะเลาะกันเอง ค่ายทหารที่เคยยิ่งใหญ่กำลังจะล่มสลายลงจากภายใน 


    ความโกลาหลนี้เป็นทั้งเกราะกำบังและอันตรายสำหรับหน่วยของคำอินทร์ พวกเขาต้องหลบหลีกทั้งทหารที่ยังคงไล่ล่าและทหารที่กำลังสู้กันเอง 


    หลังจากเดินทางฝ่าความวุ่นวายมาอย่างยาวนาน ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงชายขอบของค่าย มองเห็นแนวกำแพงเมืองชากังราวอยู่ไกลลิบๆ


    อิสรภาพอยู่ใกล้แค่เอื้อมแล้ว!


    แต่แล้วอุปสรรคสุดท้ายที่น่าสิ้นหวังที่สุดก็ได้ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า 


    ม่านอาคมสีดำแดงที่พวกเขาเคยลอดผ่านเข้ามา บัดนี้มันไม่ได้เจือจางอีกต่อไปแต่มันกลับหนาแน่นและส่องแสงสว่างวาบราวกับกำแพงอสนีบาต!


    เหล่าจอมอาคมของพม่า เมื่อรู้สึกได้ถึงการตายของครูบาเฒ่าผู้เป็นอาจารย์ พวกมันก็ได้ร่วมมือกันเสริมพลังให้แก่ม่านอาคมนี้จนแข็งแกร่งขึ้นเป็นร้อยเท่า!


    ช่องว่างที่คำอินทร์เคยค้นพบบัดนี้ได้ปิดตายลงแล้ว...


    "เราถูกขัง!" ทหารคนหนึ่งร้องออกมาด้วยความสิ้นหวัง


    เบื้องหลังของพวกเขาคือเสียงฝีเท้าของหน่วยค้นหาที่กำลังไล่ตามมาติดๆ 


    และเบื้องหน้าคือกำแพงมนตราที่ไม่อาจข้ามผ่าน 


    คำอินทร์ทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้น เรี่ยวแรงของเขาหมดสิ้นลงแล้วจริงๆ


    เขาแหงนหน้ามองกำแพงอาคมที่ส่องประกายอำมหิตนั้นแล้วมองกลับมายังลูกน้องที่เหลือรอดเพียงไม่กี่คน 


    หัวหน้าหน่วยองครักษ์เดินเข้ามาตบ่าเขาเบาๆ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยบาดแผลแต่แววตากลับสงบนิ่งอย่างน่าประหลาด


    เขาพูดกับคำอินทร์ด้วยน้ำเสียงที่ยอมรับในชะตากรรมว่า ท่านแม่ทัพดูเหมือนว่าที่นี่จะเป็นที่ตายของเรา


    คำอินทร์หลับตาลง ความมืดมิดกำลังจะกลืนกินสติของเขาไป...หนทางรอด...ไม่มีอีกแล้วจริงๆ หรือ