กำเนิดเทพเจ้าเหนือยุทธ์

    เล่มที่ 3 บทที่ 4

    ฟิ้ว ฟิ้ววบนท้องฟ้าเหนือทางออกจากเขาทดสอบ หยางอี้บังคับกระบี่เหินฟ้าล่องลอยไปบนท้องฟ้าอย่างสนุกสนาน อย่างเขาก็ถือเป็นเด็กวัยเยาว์ผู้หนึ่ง การเจอสิ่งน่าตื่นเต้นจึงกระตุ้นให้นิสัยเช่นนี้แสดงออกมา การที่คนผู้หนึ่งจะท่องไปบนท้องฟ้าได้ จำเป็นจะต้องเป็นผู้ฝึกตนระดับสวรรค์ แล้วในจักรวรรดิแห่งนี้มีสักกี่คนเชียวที่จะก้าวไปถึง“ฝีมือการหลอมอาวุธของเขาโรงหลอมนับว่าสูงส่ง สามารถผลิตสมบัติวิเศษเช่นนี้ออกมาได้โดยง่าย น่าชื่นชมจริงๆ”หยางอี้กล่าวออกมา พร้อมกับยืนกอดอกมองดูบรรยากาศโดยรอบอย่างชื่นชม ทางออกจากเขาทดสอบนั้นเต็มไปด้วยหินผาสูง ตั้งเรียงกันไปมา จนกระทั่งถึงช่องแคบที่จะออกไปยังบริเวณป่าที่เป็นช่องทางการมุ่งหน้าไปยังเขาลูกอื่นๆหยางอี้จ้องมองไปยังช่องแคบก่อนจะหรี่ตาลงเล็กน้อย และส่งพลังปราณกระตุ้นการทำงานของกระบี่เหินฟ้าให้พุ่งไปยังด้านหน้าด้วยความเร็วฟิ้วววด้วยความคะนองหยางอี้พุ่งไปอย่างสนุกสนานและทันทีที่พ้นปากทางช่องแคบ วิสัยทัศน์การมองเห็นพลันเปิดออกกว้างไกลทำให้เขาชะลอการเคลื่อนที่อย่างลืมตัว“เห้ยยยย ไอ้บ้าที่ไหนมาขวางทาง รีบถอยไป!”หยางอี้ชะงัก ก่อนจะหันไปทางต้นเสียง สิ่งที่เห็นทำให้หยางอี้หน้าซีดทันที ห่างไปไม่กี่เมตรมีศิษย์กลุ่มหนึ่งเหยียบกระบี่เหินฟ้ากำลังพุ่งมาด้วยความเร็ว“ไม่ดีแล้ว”ฟิ้ววววศิษย์กลุ่มนั้นบังคับกระบี่เหินฟ้าตีลังกาข้ามเขาไปอย่างเฉียดฉิว ก่อนจะหันกลับมาตะคอกหยางอี้ด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์“เฮ้ ไอ้เด็กใหม่ หากจะออกมาครั้งแรกก็ควรศึกษาเส้นทางสัญจรก่อนสิฟะ”หยางอี้มองไปยังศิษย์กลุ่มนั้นที่กำลังจากไปด้วยสีหน้างุนงงเล็กน้อย ก่อนจะหันไปยังเบื้องหน้าแล้วนิ่งค้างไปไม่นานหยางอี้ก็หัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง“ฮ่าๆๆๆๆๆ โลกนี้ช่างกว้างใหญ่นัก ข้านั้นเป็นเพียงกบน้อยที่อยู่ในกะลาใบเล็ก”ภาพมหัศจรรย์เบื้องหน้าของหยางอี้นั้น ภาพเหล่าศิษย์ของสำนักหลายร้อยคนแต่งตัวในชุดหลากสีตามกลุ่มของตัวเองกำลังเหยียบกระบี่เหินฟ้ามุ่งหน้าไปยังหลายทิศทางที่แตกต่าง ทั้งเสียงหัวเราะ พูดคุย กระทั่งด่าทอกันยังเป็นไปอย่างธรรมชาติ ภาพเช่นนี้หากคนภายนอกมาเห็นจะต้องหัวใจวายแน่นอน โลกภายนอกกับที่นี่ช่างแตกต่างกันยิ่งนักหยางอี้สำรวจเส้นทางอีกครั้งก่อนเหินฟ้าตามศิษย์บางกลุ่มที่ดูเหมือนจะมุ่งหน้าไปยังเขาโรงหลอมเช่นกัน ผ่านไปไม่นานหยางอี้ก็มาถึงทางเข้าเขาโรงหลอม ที่เขาโรงหลอมไม่อนุญาตให้ใช้กระบี่เหินฟ้า ใครที่ต้องการขึ้นเขาโรงหลอมจำเป็นต้องลงที่หน้าเขาและเดินขึ้นบันไดจากตีนเขาเท่านั้นหยางอี้เดินตามกลุ่มศิษย์หลายคนขึ้นไปยังด้านบน ดูเหมือนที่นี่นั้นจะคึกคักไม่น้อย บริเวณทางเดินเต็มไปด้วยผู้คนเดินสวนไปมา จากที่สังเกตดูเหมือนว่าศิษย์ของเขาโรงหลอมจะสวมชุดคลุมสีขาวคาดแดง แต่ละคนนั้นส่วนใหญ่แล้วจะดูร่างกายใหญ่โตกว่าคนอื่นๆทางขึ้นเขานั้นนับว่าไม่ไกลมากนักสำหรับผู้ฝึกตน เดินขึ้นมาไม่นานก็ถึงยอดเขา หยางอี้มองไปยังด้านหน้า ด้านบนยอดเขาโรงหลอมถูกแบ่งออกเป็น 3 เขต เขตด้านในคือที่อยู่ของผู้อาวุโสและศิษย์ของเขาโรงหลอม ส่วนอีกสองเขตคือ ตำหนักศาสตรา และเขตหลอมอาวุธทั้ง 3 เขตนั้น สำหรับคนภายนอกได้รับอนุญาตให้เข้าได้เพียงเขตของตำหนักศาสตราเท่านั้น ส่วนอีกสองเขตเป็นเขตต้องห้ามหยางอี้เดินมุ่งหน้าเข้าไปยังตำหนักศาสตราทันที ตำหนักศาสตราเป็นตำหนักขนาดใหญ่ 3 ชั้น ด้านหน้ามีป้ายสีทองสลักชื่อติดอยู่ เมื่อเดินเข้ามาภายในหยางอี้ถึงกับตะลึงไปเล็กน้อย ศาตราวุธมากมายกว่าหมื่นชิ้นถูกประดับไว้ตามกำแพงบ้าง ตู้โชว์บ้าง เพื่อให้เหล่าลูกศิษย์ได้เลือกสรรหยางอี้เพียงมองดูคร่าวๆก็ละความสนใจและตรงเข้าไปยังด้านในที่มีผู้อาวุโสเฝ้าอยู่ การมาครั้งนี้ เป้าหมายของหยางอี้คือการสอบถามเกี่ยวกับการซ่อมดาบพยัคฆ์เมฆา“คารวะผู้อาวุโส”ชายชราเพียงปรายตามองแว่บหนึ่ง ก่อนจะหันกลับมาสนใจกับอาวุธด้านหน้าต่อ พร้อมเอ่ยถามอย่างไม่ใส่ใจ“มีธุระอะไร” หยางอี้ยิ้มขึ้นมาเล็กน้อยโดยไม่สนใจการแสดงออกเหล่านั้น เขาหยิบดาบพยัคฆ์เมฆาออกมาแล้วจึงเริ่มกล่าวถามทันที“ไม่ทราบว่าผู้อาวุโสพอจะช่วยข้าได้หรือไม่ ดาบเล่มนี้มีที่มาจากสำนักแห่งนี้ มันมีความสำคัญกับข้าอย่างมาก ในช่วงการทดสอบเข้าสำนักข้าบังเอิญทำมันหักลงจากการประลอง”ชายชรามองไปยังดาบในมือหยางอี้ชั่วขณะหนึ่ง ในใจพลันชื่นชมผู้หลอมดาบเล่มนี้ขึ้นมา ด้านความประณีตนับว่าอยู่ในระดับสูง หากมาจากเขาโรงหลอมผู้ที่สร้างขึ้นมาหน้าจะเป็นหนึ่งใน 5 ปรมาจารย์หลอมศาสตรา แต่หลังจากสังเกตจนถี่ถ้วนแล้ว เขากลับขมวดคิ้วแล้วตะคอกออกมา“สาระเลวน้อย อย่าได้พูดไร้สาระ สมบัติทุกชิ้นที่สร้างออกจากเขาโรงหลอมจะต้องมีการสลักนามของผู้สร้าง”หยางอี้ชะงักครู่หนึ่งก่อนจะมองสำรวจดาบอีกครั้ง เมื่อไม่เห็นการสลักอักษรตัวเขาเองก็ได้แต่ถอนหายใจ หรือเขาจะคาดเดาผิดไป“เช่นนั้นผู้เยาว์ต้องขออภัยด้วย ดาบเล่มนี้ข้านั้นได้รับมาจากผู้อาวุโสท่านหนึ่งของสำนัก จึงได้คิดไปเองว่าเป็นของจากเขาโรงหลอม แล้วสำหรับการซ่อม... ”ยังไม่ทันได้พูดจบผู้อาวุโสท่านนี้ก็หัวเราะออกมา เขามองสำรวจหยางอี้อีกครั้งก่อนจะกล่าว“ไอ้หนู ดูท่าเจ้าคงจะเป็นศิษย์ใหม่ที่เพิ่งเข้ามาเมื่อไม่กี่วันนี้ เจ้าคิดจริงๆรึว่ามันง่ายดายเช่นนั้น”ผู้อาวุโสมองเห็นหยางอี้งุนงงจึงกล่าวขึ้นมาเพิ่มเติม“ที่เขาโรงหลอมแห่งนี้แน่นอนว่ารับซ่อมอาวุธเช่นกัน สำหรับดาบของเจ้านั้นเป็นศาสตราวุธระดับปฐพีรวมกับความเสียหายขนาดนี้คงมีแต่ต้องพูดคุยกับระดับปรมาจารย์ หากว่าดาบของเจ้านั้นมีการสลักชื่อ เจ้าจะสามารถส่งซ่อมได้ทันทีโดยมีค่าใช่จ่ายไม่เกิน 2000 แต้ม”หยางอี้ที่ฟังอยู่ก็ยิ้มออกมาทันที จากรางวัลการชนะประลองมันได้รับแต้มจากการทดสอบภายในป่าเมฆามาเต็มร้อยส่วน นั้นคือ 8750 แต้ม นับว่าจะคงเหลือพอสำหรับการซ่อมครั้งนี้“แต่ว่า... อาวุธของเจ้ามิได้มาจากที่เขาแห่งนี้ ดังนั้นการจะซ่อมดาบเล่มนี้เจ้ามีโอกาสไม่มากที่ปรมาจารย์จะยอมรับ อีกทั้งหากเจ้าโชคดีมีปรมาจารย์ท่านใดยอมรับ ข้าพนันได้เลยว่าเจ้าจะต้องจ่ายไม่ตำกว่า 8000 แต้ม”รอยยิ้มของหยางอี้กลายเป็นแข็งค้างทันที“อ อะไรนะ ท่านพูดว่า 8000 แต้ม”8000 แต้มนั้นมากเกินไป แม้หยางอี้จะไม่รู้คุณค่าของแต้มเหล่านี้ว่าเท่าใดเยอะเท่าใดน้อย แต่ 8000 แต้มนั้นคือเกือบทั้งหมดที่มี“ผิดแล้ว ข้าพูดว่า 8000 แต้มเป็นอย่างน้อย”ผู้อาวุโสนั้นค่อนข้างประทับใจกับหยางอี้ ชายหนุ่มผู้นี้ดูจริงใจ แถมยังดูเหมือนจะเป็นพวกบ้านนอกเสียด้วยซ้ำ การแสดงท่าทีของหยางอี้จึงทำให้เขาขบขันไม่น้อย เขารู้ดีว่าหยางอี้ไม่มีทางจ่ายไหวแน่นอน สำหรับศิษย์สายในต้องใช้เวลาทำภาระกิจเป็นปีๆ กว่าจะรวบรวมได้ 5000 แต้ม แล้วเด็กนี้พึ่งจะมาได้ไม่กี่วัน หากมีสัก 100 แต้มก็นับว่ามั่งคั่งแล้ว“ฮ่าๆ อย่าได้คิดมาก ข้าว่าเจ้าหมั่นขยันสักหน่อย รวบรวมแต้มสัก 1 ปี ก็สามารถหาซื้ออาวุธใหม่ได้...ว่าแต่ผู้อาวุโสคนใดที่มอบดาบเล่มนี้ให้เจ้า”หยางอี้ที่ตะลึงกับราคาจึงได้สติขึ้นมา แต่เขาเองก็มิได้ถอดใจหากมีปรมาจารย์สักท่านยอมซ่อมให้เรื่องราคายังคงต่อรองกันได้ หยางอี้ถอนหายใจก่อนจะหยิบป้ายของเหล่ยโหลวออกมา“ดาบเล่มนี้เดิมมาจากผู้อาวุโสเหล่ยโหลว”ผู้อาวุโสกลายเป็นชะงักก่อนจะตรวจสอบป้ายพลางคิดในใจ หากเป็นผู้อาวุโสเหล่ยโหลวมอบให้จริง ดาบเล่มนี้สมควรถูกสร้างจากที่นี่ จริงสิ!หลังจากมองป้ายแล้วผู้อาวุโสพลันคิดได้บางอย่างจึงกล่าวขึ้นมาอีกครั้ง“หรือว่าเจ้าคือ.... หยางอี้!”“ใช่ขอรับ ผู้เยาว์มีนามว่าหยางอี้”หยางอี้พูดพลางละเหี่ยใจ แม่สาวน้อยทั้งสองนั้นก่อเรื่องไว้ให้เขามากแค่ไหนกัน ขนาดผู้อาวุโสท่านนี้ยังรู้ชื่อของเขา