ไอน้ำสีขาวขุ่นลอยกรุ่นขึ้นสู่อากาศ ผสมผสานกับกลิ่นหอมของกลีบกุหลาบและน้ำมันหอมระเหยดอกเหมยที่ถูกหยดลงในอ่างอาบน้ำไม้สนขนาดใหญ่ ภายในห้องพักหรูหราของโรงเตี๊ยมฝั่งตะวันออก บรรยากาศเงียบสงบและเป็นส่วนตัวอย่างยิ่ง แสงเทียนสลัวส่องกระทบผิวน้ำที่กระเพื่อมไหว เผยให้เห็นเรือนร่างอันงดงามไร้ที่ติของสตรีผู้หนึ่งซึ่งกำลังแช่กายอยู่ในความอบอุ่นนั้น
หานฉู่ฉู่ คุณหนูใหญ่แห่งสำนักกระบี่ทักษิณ เปลื้องอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ออกจนหมดสิ้น ปล่อยให้สายน้ำโอบรัดเรือนร่างที่เติบโตเต็มวัยสาว ผิวพรรณของนางขาวผ่องและเนียนละเอียดดุจหยกสลัก เมื่อต้องกับแสงเทียนก็ยิ่งเปล่งปลั่งเย้ายวนสายตา เต้าถันคู่งามที่อวบอิ่มเกินวัยลอยเด่นอยู่ปริ่มน้ำ ยอดอกสีชมพูอ่อนชูชันรับความหนาวเย็นของอากาศที่เล็ดลอดเข้ามาเล็กน้อย นางใช้มือเรียวบางวิดน้ำขึ้นลูบไล้ไปตามลำคอระหงและลาดไหล่เนียน ทว่าในหัวของนางกลับไม่ได้จดจ่ออยู่กับการอาบน้ำเลยแม้แต่น้อย
ใบหน้าอันหล่อเหลา นัยน์ตาสีดำสนิทที่ดุดัน และท่วงท่าอันองอาจของ ‘ไป๋หย่งเจิ้ง’ ยังคงวนเวียนอยู่ในห้วงความคิดของนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยิ่งคิดถึงรอยยิ้มบางๆ และวาจาที่เฉียบคมของเขา ใบหน้างดงามของหานฉู่ฉู่ก็ยิ่งร้อนผ่าว หัวใจดวงน้อยเต้นตึกตักไม่เป็นจังหวะ
"ข้าเป็นอะไรไปเนี่ย... เพิ่งจะแยกจากเขายังไม่พ้นครึ่งวัน ข้าก็เอาแต่คิดถึงเขาเสียแล้ว" หานฉู่ฉู่พึมพำกับตนเอง ริมฝีปากอวบอิ่มคลี่ยิ้มออกมาอย่างเอียงอาย นางยกมือขึ้นกุมแก้มที่ร้อนระอุของตนเอง ปล่อยให้ความรู้สึกหวั่นไหวและเสน่หาที่ก่อตัวขึ้นอย่างกะทันหันครอบงำจิตใจ
ทว่า ท่ามกลางภวังค์แห่งความรักที่กำลังเบ่งบาน...
"ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!"
เสียงเคาะประตูห้องพักดังขัดจังหวะขึ้น ตามด้วยเสียงเรียกของศิษย์น้องสตรีที่อยู่ด้านนอก "ศิษย์พี่ใหญ่เจ้าคะ... ท่านอาบน้ำเสร็จหรือยังเจ้าคะ?"
หานฉู่ฉู่สะดุ้งเล็กน้อย นางขมวดคิ้วด้วยความขัดใจที่ถูกรบกวน "ข้ายังอาบไม่เสร็จ มีเรื่องอันใดเร่งด่วนรึ?"
"เอ่อ... คือว่า... คุณชายไป๋หย่งเจิ้ง มาขอพบท่านที่ด้านล่างโรงเตี๊ยมเจ้าค่ะ!"
"อะไรนะ!?" หานฉู่ฉู่เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนเผลอลุกพรวดขึ้นจากอ่างน้ำ หยาดน้ำเกาะพราวไปทั่วเรือนร่างเปลือยเปล่าที่งดงาม นางไม่คาดคิดเลยว่าบุรุษที่นางเพิ่งจะนึกถึงเมื่อครู่ จะมาปรากฏตัวอยู่หน้าโรงเตี๊ยมของนางในยามวิกาลเช่นนี้!
หัวใจของนางเต้นกระหน่ำรัวเร็วยิ่งกว่าเดิม ความดีใจและความประหม่าตีรวนกันจนทำตัวไม่ถูก "ขะ... เข้าใจแล้ว! เจ้าลงไปบอกให้เขารอสักครู่ ให้เสี่ยวเอ้อชงชาชั้นดีต้อนรับเขาไว้ ข้าจะรีบลงไปเดี๋ยวนี้!"
นางรีบก้าวออกจากอ่างไม้อย่างรวดเร็ว ใช้ผ้าแพรเช็ดตัวจนแห้งสนิท ความตั้งใจเดิมที่จะสวมชุดนอนสบายๆ ถูกปัดทิ้งไปทันที หานฉู่ฉู่เปิดหีบเสื้อผ้า ค้นหาชุดที่ดูดีที่สุด นางเลือกสวมชุดนักบู๊สตรีรัดกุมที่ตัดเย็บจากผ้าไหมสีฟ้าอ่อนและสีขาว ซึ่งไม่เพียงแต่จะทะมัดทะแมง แต่ยังเน้นส่วนโค้งเว้าของเอวคอดกิ่วและหน้าอกที่อวบอิ่มให้ดูโดดเด่น นางรีบสางผมที่เปียกชื้น เกล้าขึ้นเป็นมวยอย่างประณีตและไม่ลืมที่จะประดับด้วยปิ่นหยกแกะสลักรูปดอกเหมยเพื่อเพิ่มความงดงาม
เมื่อสำรวจความเรียบร้อยหน้าคันฉ่องจนมั่นใจว่าตนเองงดงามไร้ที่ติแล้ว หานฉู่ฉู่ก็สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับความตื่นเต้น ก่อนจะก้าวเดินลงบันไดไปยังชั้นล่างของโรงเตี๊ยม
ที่มุมหนึ่งของห้องโถง ไป๋หย่งเจิ้งในชุดเสื้อคลุมสีเทาหม่นกำลังนั่งรออยู่อย่างสงบ ทันทีที่เขาเห็นหานฉู่ฉู่เดินลงมา ชายหนุ่มก็ลุกขึ้นยืนประสานมือคารวะทักทายตามมารยาทชาวยุทธ
"ขออภัยที่มารบกวนคุณหนูหานในยามวิกาลเช่นนี้" หย่งเจิ้งเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพ
หานฉู่ฉู่คลี่ยิ้มหวานที่มุมปาก พยายามเก็บซ่อนความดีใจเอาไว้มิดชิด "ไม่เป็นการรบกวนหรอกคุณชายไป๋ ว่าแต่... ดึกดื่นป่านนี้ ท่านมีธุระด่วนอันใดถึงได้มาหาข้าถึงที่นี่?"
ไป๋หย่งเจิ้งไม่รอช้า เขาก้าวเข้าไปใกล้เล็กน้อยเพื่อลดระดับเสียงลง "ข้าอยากจะไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ... สำนักดาบวายุคลั่ง... ในคืนนี้เลย ข้าจึงอยากมาขอให้ท่านช่วยไปเป็นเพื่อนข้าสักครา"
คิ้วเรียวของหานฉู่ฉู่เลิกขึ้นด้วยความแปลกใจ "ไปสำนักดาบวายุคลั่งในยามนี้หรือ? ที่นั่นถูกทางการสั่งปิดล้อมไปแล้ว แถมยังมีแต่กลิ่นคาวเลือด เหตุใดท่านถึงอยากจะไปตรวจสอบด้วยตนเองอีกเล่า ในเมื่อข้อมูลที่เรารู้ก็ชัดเจนอยู่แล้ว?"
หย่งเจิ้งถอนหายใจยาว ก่อนจะตัดสินใจเล่าเรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้นให้สตรีตรงหน้าฟัง "ความจริงแล้ว... หลังจากที่แยกกับท่าน ข้าได้บังเอิญพบกับ 'ยวี่ยั่นฉาน' นางเซียนจันทร์กระจ่างฟ้าผู้นั้น"
ทันทีที่ชื่อของยวี่ยั่นฉานหลุดออกจากปาก รอยยิ้มบนใบหน้าของหานฉู่ฉู่ก็แข็งค้างไปทันที! อุณหภูมิรอบกายของคุณหนูแห่งแดนใต้ลดฮวบลงประดุจพายุหิมะพัดผ่าน ความหึงหวงและริษยาที่กดข่มเอาไว้ปะทุขึ้นมาในอกอย่างไม่อาจห้ามได้
"นางบอกข้าว่า..." หย่งเจิ้งยังคงเล่าต่อไปโดยไม่ได้สังเกตสีหน้าของนาง "แท้จริงแล้ว ศพทุกศพในสำนักดาบวายุคลั่งถูกทำลายใบหน้าจนเละเทะทั้งหมด ข้าจึงสันนิษฐานว่า นี่คือการจัดฉากของฆาตกรตัวจริง ที่ต้องการให้ฟงอู๋จี้กลายเป็นแพะรับบาป และข้าสงสัยว่า... อาจจะมีคนที่สมควรตายในคืนนั้น แต่กลับรอดชีวิตและซ่อนตัวอยู่ ข้าจึงอยากไปค้นหาช่องลับหรือเบาะแสในสำนักดาบแห่งนั้น"
แทนที่จะตื่นเต้นกับข้อสันนิษฐานอันเฉียบแหลม หานฉู่ฉู่กลับกอดอก เชิดคางขึ้น นัยน์ตากลมโตตวัดมองไปทางอื่นด้วยความไม่พอใจอย่างปิดไม่มิด น้ำเสียงของนางเยือกเย็นและประชดประชันอย่างถึงที่สุด
"อ้อ... ที่แท้ก็ไปพบกับ 'เทพธิดา' ผู้สูงส่งมานี่เอง!" นางแค่นเสียงขึ้นจมูก "ในเมื่อท่านมีนางเซียนผู้งดงามและปราดเปรื่องคอยชี้แนะให้ข้อมูลลับถึงเพียงนี้แล้ว... เหตุใดท่านถึงไม่ขอให้นางไปช่วยท่านค้นหาสำนักดาบเล่า? จะถ่อมาพึ่งพาสตรีธรรมดาๆ อย่างข้าให้เสียเวลาทำไมกัน?"
ไป๋หย่งเจิ้งชะงักงัน มังกรหนุ่มผู้มีสติปัญญาเป็นเลิศในเรื่องวิชายุทธและการไขปริศนา กลับทึ่มทื่อและมืดบอดอย่างสิ้นเชิงเมื่อต้องเผชิญกับ 'อารมณ์ของสตรี' เขาขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจอย่างแท้จริง ว่าเหตุใดสตรีที่เพิ่งจะยิ้มแย้มต้อนรับเขาเมื่อครู่ ถึงได้เปลี่ยนท่าทีมากระฟัดกระเฟียดใส่เขาราวกับโกรธเคืองกันมาเป็นสิบปี
"คุณหนูหาน ท่านเข้าใจผิดแล้ว" หย่งเจิ้งพยายามอธิบายด้วยความซื่อตรง "นางเซียนผู้นั้นเพียงแค่มาบอกข้อมูลแล้วก็จากไป ข้ากับนางหาได้มีความสนิทสนมอันใดไม่ และที่สำคัญ... ข้าเพิ่งจะเดินทางมาถึงนครฉางอันเป็นครั้งแรก ข้าไม่คุ้นเคยกับเส้นทางในเมืองหลวงเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งพื้นที่ของสำนักดาบวายุคลั่งก็กว้างใหญ่ไพศาล หากข้าบุกเข้าไปสุ่มหาเพียงลำพังคงต้องใช้เวลาหลายคืน... แต่ท่านมาจากสำนักใหญ่ ย่อมมีความชำนาญในการค้นหาสถานที่มากกว่าข้า ข้าจึงนึกถึงท่านเป็นคนแรก และหวังพึ่งพาน้ำใจจากท่าน"
ประโยคที่ว่า 'ข้านึกถึงท่านเป็นคนแรก' เปรียบเสมือนน้ำอมฤตที่ราดรดลงบนกองไฟแห่งความหึงหวงในใจของหานฉู่ฉู่ ความโกรธเคืองที่พลุ่งพล่านเมื่อครู่มลายหายไปเกินกว่าครึ่ง ทว่าด้วยความเย่อหยิ่งและอยากเอาชนะ นางจึงยังคงทำท่าเล่นตัวและปั้นหน้าตึงต่อไปอีกพักหนึ่ง
"หึ! เห็นแก่ที่ท่านยอมรับตรงๆ ว่าขาดข้าไม่ได้ ข้าจะลองพิจารณาดูซักหน่อยก็แล้วกัน" หานฉู่ฉู่สะบัดหน้ามามองเขา แววตาซ่อนความยินดีเอาไว้มิดชิด "แต่การลอบเข้าไปในสถานที่เกิดเหตุยามวิกาล ย่อมมีความเสี่ยง หากข้าจะช่วยท่าน ข้าก็มี 'ข้อเสนอ' สองข้อที่ท่านต้องรับปากข้าก่อน"
"ข้อเสนออันใด เชิญท่านว่ามาเถิด" หย่งเจิ้งพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย
"ข้อแรก... ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ท่านห้ามเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงอันตรายอย่างเด็ดขาด หากพบเจอศัตรูที่แข็งแกร่งเกินไป เราต้องถอยทันที" หานฉู่ฉู่เอ่ยด้วยความเป็นห่วงจากใจจริง
"เรื่องนั้นข้ารับปาก" หย่งเจิ้งตอบตกลงอย่างรวดเร็ว
"และข้อที่สอง..." หานฉู่ฉู่เม้มริมฝีปากเล็กน้อย แก้มที่ขาวเนียนขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างน่ามอง "เมื่อเสร็จสิ้นธุระและการสืบสวนที่เมืองหลวงแห่งนี้แล้ว... ท่านต้องพาข้าเดินทางกลับไปที่กวางโจว เพื่อไปเข้าพบและทำความเคารพ 'ฮูหยินไป๋' มารดาของท่านด้วย!"
ไป๋หย่งเจิ้งเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่ามารดาของหานฉู่ฉู่มีความสนิทสนมและเคารพมารดาของเขา เขาก็คิดเอาเองอย่างซื่อๆ ว่า นางคงแค่ต้องการไปเยี่ยมเยียนและทักทายสหายของมารดาตามมารยาทของชาวยุทธรุ่นเยาว์เท่านั้น
"เรื่องแค่นี้เอง ย่อมไม่มีปัญหา หากท่านแม่ของข้าได้พบกับสตรีที่เพียบพร้อมและมีน้ำใจเช่นท่าน ย่อมต้องดีใจมากแน่ๆ ข้ารับปากข้อเสนอนี้" หย่งเจิ้งตอบตกลงด้วยรอยยิ้มบางๆ โดยที่ไม่รู้เลยว่า ความปรารถนาดีของเขาได้ผลักให้หานฉู่ฉู่ถลำลึกลงไปในวังวนความรักมากขึ้นไปอีก
ในใจของหานฉู่ฉู่ยามนี้ลิงโลดประดุจบุปผาบานสะพรั่ง! สิ่งที่นางคิดหาใช่การไปเยี่ยมเยียนสหายของมารดาไม่ แต่นี่คือกลยุทธ์ของสตรีที่ต้องการจะไป 'ฝากเนื้อฝากตัวกับแม่สามีในอนาคต' ล่วงหน้าต่างหาก!
"ตกลงตามนี้!" หานฉู่ฉู่พยักหน้าอย่างพึงพอใจ "ท่านรอข้าอยู่ตรงนี้ประเดี๋ยวหนึ่ง การลอบเข้าไปในสถานที่ที่ถูกปิดตายในยามวิกาล ชุดสีสันสดใสเช่นนี้คงไม่เหมาะ ข้าขอขึ้นไปเปลี่ยนเป็นชุดพรางกายสีดำเสียก่อน เพราะเราไม่อาจรู้ได้เลยว่า ในเงามืดของสำนักดาบวายุคลั่ง จะมีใครที่มีความคิดเช่นเดียวกับเราและกำลังซุ่มซ่อนตัวอยู่หรือไม่!"
กล่าวจบนางก็หมุนตัวเดินกลับขึ้นบันไดไปด้วยท่วงท่าที่เบิกบานใจ ปล่อยให้ไป๋หย่งเจิ้งยืนรออยู่เบื้องล่างเพื่อเตรียมตัวออกล่าความจริงในค่ำคืนที่แสนอันตรายนี้... โดยที่หารู้ไม่ว่า การตัดสินใจมาพบหานฉู่ฉู่ของเขา จะนำไปสู่การเผชิญหน้ากันครั้งประวัติศาสตร์ของ 'สองบุปผา' ที่งดงามที่สุดแห่งยุค!
ยามวิกาลที่มืดมิดและหนาวเหน็บ ท้องถนนในนครฉางอันที่เคยพลุกพล่านบัดนี้เงียบสงัดลงเหลือเพียงเสียงลมเหมันต์ที่พัดหวีดหวิว เงาร่างสองสายในชุดพรางกายสีดำสนิท พุ่งทะยานลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยและหลังคาบ้านเรือนอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ ประดุจภูตผีที่กลืนหายไปกับรัตติกาล
ไป๋หย่งเจิ้งและหานฉู่ฉู่ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ก็เดินทางมาถึงจุดหมายปลายทาง... 'สำนักดาบวายุคลั่ง' ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชานเมืองทางทิศเหนือ
เบื้องหน้าของทั้งสองคือรั้วกำแพงหินสูงตระหง่านกว่าสองจั้ง (หกเมตร) ประตูไม้บานใหญ่ถูกปิดตายและมีตราประทับของทางการแปะทับเอาไว้ บรรยากาศรอบด้านวังเวงและเยือกเย็นจนน่าขนลุก กลิ่นอายแห่งความตายและคาวเลือดยังคงเจือจางลอยอวลอยู่ในอากาศ แม้ศพทั้งหมดจะถูกทางการขนย้ายออกไปหมดแล้วก็ตาม
หานฉู่ฉู่ในชุดรัดรูปสีดำที่ขับเน้นทรวดทรงองค์เอวให้ดูปราดเปรียวและเย้ายวน หันมาพยักหน้าให้ชายหนุ่มเป็นสัญญาณ นางไม่ได้กล่าววาจาอันใด เพียงแค่ย่อเข่าลงเล็กน้อย รวบรวมลมปราณไว้ที่ปลายเท้า ก่อนจะดีดตัวทะยานพุ่งขึ้นสู่อากาศด้วยวิชาตัวเบาขั้นสูงของสำนักกระบี่ทักษิณ!
ร่างอรชรของนางลอยละลิ่วข้ามกำแพงหินสูงชันไปอย่างงดงามและเบาหวิวประดุจนกนางแอ่นถลาลม ชายผ้าสีดำพลิ้วไหวไร้สุ้มเสียง ก่อนที่ฝ่าเท้าของนางจะแตะลงบนพื้นกระเบื้องหลังคาด้านในอย่างแผ่วเบาไร้ที่ติ
ทางด้านไป๋หย่งเจิ้ง แม้เขาจะมีพลังปราณตะวันที่ร้อนแรงและพละกำลังมหาศาล ทว่าเขากลับ 'ไร้ซึ่งวิชาตัวเบา' โดยสิ้นเชิง เนื่องจากตำราที่เขาได้ฝึกฝนมามีเพียงวิชาลมปราณและดาบทลายบรรพตที่เน้นความหนักหน่วงเท่านั้น มังกรหนุ่มจึงไม่อาจเหาะเหินเดินอากาศเฉกเช่นคุณหนูหานได้
ทว่านั่นก็หาใช่อุปสรรคสำหรับเขาไม่!
หย่งเจิ้งถอยหลังไปสองก้าว สูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมพลังกล้ามเนื้อที่ช่วงขาและท่อนแขน ก่อนจะวิ่งพุ่งเข้าหากำแพงหิน เขากระโดดถีบส่งแรงที่ผนังกำแพงหนึ่งครั้ง ส่งร่างพุ่งขึ้นไปในแนวดิ่ง สองมือแข็งแกร่งดุจคีมเหล็กคว้าหมับเข้าที่ขอบกำแพงด้านบน จากนั้นก็ออกแรงดึงร่างที่หนักอึ้งของตนเองพลิกข้ามกำแพงไปอย่างรวดเร็ว มั่นคง และดุดัน!
"ตุบ!"
รองเท้าบูทหนังสัตว์ของหย่งเจิ้งย่ำลงบนพื้นลานกว้างด้านในสำนักอย่างหนักแน่น ท่วงท่าการปีนกำแพงของเขาแม้มิได้งดงามอ่อนช้อย แต่มันก็เปี่ยมไปด้วยพละกำลังและความเด็ดขาดในแบบฉบับของบุรุษชาตรี
"วิชาข้ามกำแพงของท่านช่าง... เป็นเอกลักษณ์ยิ่งนัก" หานฉู่ฉู่ที่ยืนรออยู่กระโดดลงมายืนเคียงข้างเขา อดไม่ได้ที่จะเอ่ยแซวรอยยิ้มขบขัน
หย่งเจิ้งกระแอมไอแก้เก้อ "ข้าเน้นใช้งานจริง หาได้เน้นความสวยงามไม่"
ทว่า... รอยยิ้มหยอกล้อบนใบหน้าของหานฉู่ฉู่ก็ต้องชะงักค้างไปในเสี้ยววินาทีต่อมา!
ท่ามกลางลานกว้างของสำนักดาบวายุคลั่งที่ควรจะว่างเปล่าและมืดมิด แสงจันทร์ที่สาดส่องลอดเมฆหนาลงมา กลับกระทบเข้ากับเรือนร่างของ 'สตรีผู้หนึ่ง' ที่ยืนตระหง่านอยู่ใจกลางลาน ราวกับกำลังรอคอยการมาเยือนของพวกเขาอยู่ก่อนแล้ว!
สตรีนางนั้นมิได้สวมชุดพรางกายสีดำเฉกเช่นผู้บุกรุกยามวิกาลทั่วไป แต่นางกลับสวมชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะ เส้นผมสีดำขลับปล่อยสยายเคลียแผ่นหลัง ใบหน้างดงามหมดจดและสูงส่งเหนือโลกียวิสัยสว่างไสวอยู่ท่ามกลางความมืดมิด...
'ยวี่ยั่นฉาน' นางเซียนจันทร์กระจ่างฟ้า!
ทันทีที่เห็นว่าผู้ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าคือใคร นัยน์ตากลมโตของหานฉู่ฉู่ก็เบิกกว้างแทบถลน ความโกรธเกรี้ยวและความหึงหวงที่เพิ่งจะสงบลงไปเมื่อครู่ ปะทุขึ้นมาประดุจภูเขาไฟระเบิด! นางหันขวับมาถลึงตาใส่ไป๋หย่งเจิ้งด้วยสายตาที่แทบจะกินเลือดกินเนื้อ!
"นี่ท่าน... ท่านหลอกข้าหรือคุณชายไป๋! ท่านแอบนัดแนะสตรีนางนี้มาพบกันที่นี่ตั้งแต่แรกแล้วใช่หรือไม่! หากท่านมีนางเซียนผู้เก่งกาจคอยเคียงข้างอยู่แล้ว จะมาหลอกล่อให้ข้าตามมาด้วยทำไมให้เป็นส่วนเกิน!" หานฉู่ฉู่ตวาดแหวเสียงเขียว ลืมเลือนมาดคุณหนูผู้สง่างามไปจนหมดสิ้น
ไป๋หย่งเจิ้งตกใจกับข้อกล่าวหาที่ไร้ต้นสายปลายเหตุ เขารีบส่ายหน้าปฏิเสธเป็นพัลวัน "ไม่ใช่นะคุณหนูหาน! ข้าสาบานได้ว่าข้าไม่ได้นัดแนะกับนาง! ข้าเพิ่งจะแยกกับนางที่ตรอกหินกรวดก่อนจะไปหาท่าน และข้าก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเหตุใดนางถึงมาอยู่ที่นี่ได้!"
มังกรหนุ่มหันไปมองยวี่ยั่นฉานที่ยังคงยืนสงบนิ่งไม่ไหวติง "แม่นางยวี่... เหตุใดท่านจึงมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ได้?"
ยวี่ยั่นฉานแย้มยิ้มบางๆ ที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่งดงามทว่ากลับทำให้หานฉู่ฉู่รู้สึกหมั่นไส้อย่างรุนแรง
"ข้าเพียงแค่คาดเดาจากนิสัยและความมุ่งมั่นของคุณชายไป๋... ข้าคิดว่า หลังจากที่ท่านได้รับรู้ความจริงเรื่องศพไร้หน้า ท่านคงจะไม่อาจข่มตาหลับได้ลง และจะต้องลอบเข้ามาตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุในคืนนี้อย่างแน่นอน" น้ำเสียงของนางเซียนกังวานใสและเยือกเย็น "ข้าจึงตั้งใจจะมาล่วงหน้า เพื่อช่วยสืบหาเบาะแสและชี้แนะข้อมูลเพิ่มเติมให้แก่ท่าน..."
นางปรายตามองไปทางหานฉู่ฉู่ที่ยืนหน้าดำหน้าแดงอยู่ข้างๆ หย่งเจิ้ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แฝงความนัย "ทว่าข้าก็ไม่นึกเลย... ว่าคุณชายไป๋จะพา 'ผู้ช่วย' ที่แต่งกายมิดชิดรัดกุมมาร่วมวงด้วย... ดูท่าข้าคงจะมาเป็นส่วนเกินเสียแล้วกระมัง"
ถ้อยคำที่ฟังดูเหมือนจะถ่อมตน แต่กลับแฝงไปด้วยการจิกกัดอย่างแนบเนียน ทำเอาเส้นความอดทนของหานฉู่ฉู่ขาดผึง! คุณหนูแห่งแดนใต้ก้าวฉับๆ ขึ้นมาขวางหน้าหย่งเจิ้ง เอาตัวบังสายตาของนางเซียนจันทร์กระจ่างฟ้าไว้
"สตรีฝ่ายธรรมะที่สูงส่งเช่นท่าน เหตุใดจึงชอบทำตัวลับๆ ล่อๆ มาดักรอบุรุษในยามวิกาลเช่นนี้เล่า?" หานฉู่ฉู่เหน็บแนมเสียงแข็ง "อ้างว่ามาช่วยหาข้อมูล... หึ! ข้าว่าท่านคงจะทนความคิดถึงไม่ไหว เลยหาข้ออ้างมาดักรอพบหน้าคุณชายไป๋เสียมากกว่ากระมัง!"
คำพูดที่ตรงไปตรงมาและเต็มไปด้วยความหึงหวงของหานฉู่ฉู่ ทำเอาไป๋หย่งเจิ้งถึงกับอ้าปากค้าง สมองของชายหนุ่มประมวลผลไม่ทัน เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดสตรีทั้งสองถึงต้องมาตั้งแง่และใช้วาจาเชือดเฉือนกันในสถานการณ์ที่หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้
ทว่ายวี่ยั่นฉานกลับไม่สะทกสะท้าน นางหาได้สนใจคำจิกกัดของหานฉู่ฉู่ไม่ นางเซียนเพียงแค่ปัดความสนใจออกจากสตรีชุดดำ แล้วหันกลับมามองไป๋หย่งเจิ้งด้วยสายตาที่จริงจังขึ้น
"เวลาดึกดื่นเช่นนี้ มิใช่เวลามาถกเถียงเรื่องไร้สาระหรอกนะคุณหนูหาน" ยวี่ยั่นฉานตัดบทอย่างเยือกเย็น ก่อนจะตั้งคำถามหย่งเจิ้ง "คุณชายไป๋... ข้าอุตส่าห์เตือนท่านแล้วว่าจี้หยกนั่นคือป้ายมรณะ ท่านคิดดีแล้วหรือ ที่จะกระโดดลงมายุ่งเกี่ยวกับปลักน้ำโคลนที่เน่าเหม็นและเต็มไปด้วยอันตรายนี้?"
ไป๋หย่งเจิ้งพยักหน้าอย่างหนักแน่น แววตาของเขาไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย "ข้าตัดสินใจดีแล้ว ไม่ว่าหนทางข้างหน้าจะมีขวากหนามหรือปีศาจร้าย ข้าก็จะเดินหน้าต่อไปเพื่อค้นหาความจริง"
เขาจ้องมองนางเซียนด้วยความสงสัย "แต่ข้าก็อยากจะถามท่านเช่นกันแม่นางยวี่... ในเมื่อท่านรู้ว่ามันอันตราย เหตุใดท่านจึงต้องเอาตัวเข้ามาเสี่ยง และตัดสินใจมา 'ช่วยข้า' ทั้งๆ ที่เราเพิ่งจะรู้จักกัน?"
ยังไม่ทันที่ยวี่ยั่นฉานจะขยับริมฝีปากตอบ หานฉู่ฉู่ก็โพล่งแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงหมั่นไส้สุดขีด
"ก็บอกแล้วไงว่านางไม่ได้มาช่วยสืบอะไรหรอก! นางก็แค่หาข้ออ้างมา 'พบหน้าเจ้า' ก็เท่านั้นแหละ ไอ้คนทึ่มเอ๊ย!"
"เอ๊ะ...?" ไป๋หย่งเจิ้งทำหน้างุนงงเป็นไก่ตาแตก เขาหันไปมองหานฉู่ฉู่สลับกับยวี่ยั่นฉาน ไม่เข้าใจตรรกะของอิสตรีเลยแม้แต่น้อย ว่าเหตุใดการมาสืบคดีฆาตกรรมถึงกลายเป็นการมาหาเพื่อพบหน้าไปได้
ยวี่ยั่นฉานทำเป็นไม่ได้ยินคำเหน็บแนมของหานฉู่ฉู่ นางหมุนตัวหันหลังให้ทั้งคู่ "เลิกเสียเวลาได้แล้ว หากจะสืบหาก็รีบแยกย้ายกันตรวจสอบเถิด ก่อนที่ทหารยามรอบนอกจะเดินตรวจตรามาถึง"
กล่าวจบนางก็เดินนำเข้าไปยังโถงหลักของสำนักดาบวายุคลั่ง ทิ้งให้หานฉู่ฉู่ยืนกระทืบเท้าด้วยความขัดใจอยู่เบื้องหลัง ส่วนไป๋หย่งเจิ้งก็ได้แต่เกาหัวแกรกๆ แล้วรีบก้าวตามเข้าไป
เมื่อทั้งสามคนเริ่มกระจายตัวกันสำรวจตามจุดต่างๆ ภายในสำนักดาบวายุคลั่ง สิ่งแรกที่ไป๋หย่งเจิ้งสังเกตเห็นก็คือ 'ความสะอาด' ที่ผิดปกติ!
จริงอยู่ที่นี่คือสถานที่เกิดเหตุฆ่าล้างสำนักร้อยกว่าชีวิต ทว่าตามพื้นหิน บนลานฝึก หรือแม้กระทั่งตามผนังห้อง กลับไม่มีร่องรอยของเลือดที่สาดกระเซ็น หรือกองเลือดขนาดใหญ่ที่ควรจะเจิ่งนองเลยแม้แต่น้อย มีเพียงรอยเลือดแห้งกรังเป็นหย่อมๆ ตรงบริเวณที่พบศพเท่านั้น
"เป็นอย่างที่ท่านว่าจริงๆ แม่นางยวี่" หย่งเจิ้งเอ่ยขึ้นขณะลูบปลายนิ้วลงบนรอยคราบสีคล้ำที่พื้น "รอยเลือดมีน้อยเกินกว่าจะเป็นการต่อสู้ฟาดฟันกันอย่างดุเดือด คนพวกนี้ไม่ได้ตายเพราะคมดาบในทันที แต่พวกเขาตายเพราะ 'ยาพิษ' ที่ทำให้สิ้นใจอย่างรวดเร็วและไร้ร่องรอย จากนั้นฆาตกรค่อยนำศพมากองรวมกันและสับฟันทำลายใบหน้าเพื่ออำพราง"
"แล้วเหตุใดท่านจึงดั้นด้นมาที่นี่อีกเล่า? ในเมื่อความจริงเรื่องยาพิษและศพไร้หน้า ท่านก็กระจ่างแจ้งแล้ว" ยวี่ยั่นฉานถามหยั่งเชิง
ไป๋หย่งเจิ้งหรี่ตาลง กวาดสายตามองไปรอบๆ โถงหลักที่มืดมิด "เพราะความจริงข้อนั้น มันนำไปสู่ข้อสงสัยอีกประการหนึ่งที่สำคัญที่สุดน่ะสิ... ในเมื่อศพทุกคนถูกทำลายใบหน้าเพื่อสร้างภาพลวงตา ย่อมหมายความว่า มีศพหนึ่งศพที่เป็น 'ของปลอม' ถูกนำมาสวมรอยแทนคนที่รอดชีวิต!"
หานฉู่ฉู่ที่กำลังสำรวจชั้นวางอาวุธหันมามองเขา "ท่านหมายความว่า... คนที่ทุกคนกำลังตามล่าหาตัวอย่างบ้าคลั่ง แท้จริงแล้วอาจจะตายไปแล้ว แต่คนที่ 'สมควรจะตายในวันนั้น' กลับยังมีชีวิตอยู่ และอาจจะเป็นกุญแจสำคัญที่รู้ความจริงทั้งหมดงั้นหรือ?"
"ถูกต้อง!" หย่งเจิ้งพยักหน้า "ทุกคนมัวแต่งมเข็มในมหาสมุทรตามหา 'ดาบล่องนภา' ที่อาจจะกลายเป็นศพไร้หน้าไปแล้ว โดยละเลยที่จะตามหาคนที่แกล้งตาย... และคนๆ นั้น หากต้องการจะหลบหนีออกจากเมืองหลวงที่มีทหารตรวจตราเข้มงวด ย่อมเป็นเรื่องยากและสุ่มเสี่ยง ดังนั้น สถานที่ที่ 'ปลอดภัยที่สุด' สำหรับการซ่อนตัว ก็คือ 'สถานที่ที่อันตรายที่สุด' นั่นเอง!"
มังกรหนุ่มชักดาบเหล็กดำออกมา เคาะด้ามดาบลงบนแผ่นกระเบื้องปูพื้นเบาๆ เพื่อฟังเสียงสะท้อน "ข้าจึงมาที่นี่... เพื่อค้นหาว่า ภายในสำนักดาบวายุคลั่งแห่งนี้ มี 'ห้องลับ' หรือช่องทางใต้ดิน ที่ฆาตกรหรือผู้รอดชีวิต อาจจะใช้เป็นที่ซ่อนตัวอยู่ใต้จมูกของพวกเราทุกคนหรือไม่!"
คำอธิบายอันเฉียบคมและสมเหตุสมผลของไป๋หย่งเจิ้ง ทำให้สตรีทั้งสองนางถึงกับนิ่งอึ้งไปด้วยความทึ่ง หานฉู่ฉู่มองชายหนุ่มด้วยสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความชื่นชมและหลงใหลมากยิ่งขึ้น ในขณะที่ยวี่ยั่นฉานก็ลอบส่งสายตาพึงพอใจอย่างเงียบๆ
ทว่า... ในขณะที่มังกรหนุ่มและสองบุปผากำลังง่วนอยู่กับการค้นหาความจริงในสำนักดาบร้าง อีกด้านหนึ่งของเมืองหลวง ณ โรงเตี๊ยมหลิวหน้าเลือด ภัยร้ายอันโสมมและวิปริต ก็กำลังคืบคลานเข้าหา 'เสี่ยวฮวา' สาวใช้ผู้ไร้ทางสู้อย่างเงียบเชียบ!