คุณพ่อยอดซุปเปอร์สตาร์ (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    ตอนที่ 96 :ฉันอยากให้นายแต่งเพลงภาษาจีนกวางตุ้ง

    ตอนที่96 :ฉันอยากให้นายแต่งเพลงภาษาจีนกวางตุ้ง

     

            เมื่อเจอกับการตอบโต้ของจินฉือถัง หวงปิ่งคุนก็เงียบไปและไม่พูดอะไรอีก

             

            เทียบกับโลกที่หลิวจือเซียจากมาแล้ว โลกนี้ให้ความสำคัญกับความคิดแบบจีนดั้งเดิมมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความจงรักภักดี ความกตัญญู เมตตากรุณา และคุณธรรม

             

            และคนมีอายุอย่างหวงปิ่งคุนก็ยิ่งซึมซับเรื่องความจงรักภักดี ความกตัญญู เมตตากรุณา และคุณธรรมมาเหล่านั้นตั้งแต่เด็ก ไม่เคยกล้าล่วงล้ำเลยแม้แต่น้อย

             

            ตอนนี้ จินฉือถังเอาคำว่า‘กตัญญู’ มาอ้างตรง ๆ ทำให้หวงปิ่งคุนพูดไม่ออก

             

            “หวงปิ่งคุน ผมไม่เป็นไรครับ”

             

            หลิวจือเซียคุมอารมณ์ได้เร็วกว่าที่คิด เขาสงบสติอารมณ์ลง ความโกรธอันมหาศาลถูกซ่อนไว้ภายใต้ใบหน้าที่สงบนิ่ง “ไอ้หมาจิน พูดต่อเลย ! ”

             

            ความสุภาพอะไร ความอ่อนน้อมอะไร ช่างหัวมันสิ!

             

            ไอ้หมาจินอยากตายนักใช่ไหม ? ได้ วันนี้ใครหน้าไหนก็ช่วยแกไม่ได้!

             

            ความจริง กลยุทธ์ของจินฉือถังประสบความสำเร็จแล้ว เหตุผลที่เขายั่วยุหลิวจือเซียถึงขนาดนี้ก็เพราะอยากให้คำพูดนี้ส่งผลกระทบต่ออารมณ์ของหลิวจือเซีย และส่งผลกระทบต่อการแต่งเพลงของเขาด้วย

             

            “หลิวจือเซีย ละอายใจจนพาลโกรธเลยหรือไง? มารยาทที่ควรมีหายไปแล้วนะ ไม่คิดจะปิดบังธาตุแท้ตัวเองแล้วหรือ? ”

             

            จินฉือถังที่คิดว่ากลยุทธ์ของตัวเองประสบความสำเร็จก็หัวเราะอยู่ในใจ

             

            “ไม่ว่านายจะรู้สึกผิดต่อแม่นายรึเปล่า นายก็ได้ชื่อว่าเป็นลูกอกตัญญูไปแล้ว! ในเมื่อนายแสดงความสำนึกผิดต่อพ่อไปแล้วใช่ไหม? งั้นก็ควรจะยอมรับผิดต่อแม่ด้วยรึเปล่า? ”

             

            เมื่อเห็นหลิวจือเซียยังคงมีสีหน้าบึ้งตึงและไม่พูดอะไร จินฉือถังก็พูดจุดประสงค์ของตัวเองออกมา “โจทย์ของฉันในวันนี้ก็ง่ายมาก ! ฉันอยากให้นายแต่งเพลงที่เกี่ยวกับความรักของแม่กับลูก! ”

             

            เมื่อพูดถึงตรงนี้ เขาก็กล่าวเพิ่มเติมว่า “ฉันได้ยินว่านายเป็นนักศึกษาสาขาการแสดงของวิทยาลัยการละครเขตฮัวเซียใช่ไหม ? ในฐานะนักศึกษาดีเด่นของสาขาการแสดง ก็ต้องใช้ภาษาท้องถิ่นของทุกที่ในจีนได้แบบสุดยอดเลยใช่ไหม ? เพลงที่เขียนให้แม่นี้ ฉันอยากให้นายใช้ภาษาจีนกวางตุ้ง! ”

             

            เมื่อจินฉือถังพูดจบ ผู้ชมทุกคนในห้องไลฟ์ก็พากันตะลึง แม้แต่ม่านกระสุนที่เคยขึ้นบนหน้าจอก็หยุดไปชั่วขณะหนึ่ง

             

            แล้วทันใดนั้น พวกผู้ชมก็ระเบิดม่านกระสุนคำด่าสาดเข้ามาอย่างบ้าคลั่งราวกับห่าฝนอีกครั้ง

             

            “ไอ้หมาจิน แกหน้าด้านได้ถึงระดับนี้นี่โคตรมหัศจรรย์เลยว่ะ ทำไมไม่ตาย ๆ ไปซะ ? ”

             

            “เพลงภาษากวางตุ้งเนี่ยนะ ? ภาษากวางตุ้งบ้านป้าแกสิ นักศึกษาดีเด่นของวิทยาลัยฮัวเซียจำเป็นต้องรู้ภาษาท้องถิ่นด้วยหรือ ? ”

             

            “ฉันรู้ว่าไอ้หมาจินเป็นคนตงซาน มีเพื่อน ๆ คนไหนอยากไปทุบประตูบ้านมันกับฉันไหม? ”

             

            “ฮัลโหล 110 หรือ ? มีหมาบ้ากัดคนอยู่ที่นี่ มาเอามันไปที เอาไปจัดการให้ตายเลย! ”

             

            ไม่ใช่ว่าพวกผู้ชมเหยียดภาษาท้องถิ่น แต่จินฉือถังเรียกร้องมากเกินไป และไร้เหตุผลมากจริงๆ

             

            พวกเขาไม่เคยได้ยินมาก่อนว่า แต่งเพลงต้องมีภาษาท้องถิ่นแฝงอยู่ด้วย ในมุมมองของผู้ชม เห็นได้ชัดเจนว่าจินฉือถังจงใจทำให้หลิวจือเซียลำบาก

             

            “ไอ้หมาแก่ ! ” ใบหน้าสวย ๆ ของหลินเยว่ก็ถมึงทึงเช่นกัน คนพรรค์นี้นี่มัน… ที่สุดจริงๆ !

             

            “คุณหลิน ผมรู้มาว่าจินฉือถังสมัครแอคเคาท์นักวิจารณ์ของแพนด้ามิวสิค จะให้ทีมงานลบไหมครับ ? ” เมิ่งฉางคงเสนอให้ลบแอคเคาท์ตรง ๆ ออกมา

             

            หลินเยว่ถึงกับสำลักในความตรงไปตรงมาของเมิ่งฉางคง เธอพูดว่า “หลังจบการแข่งคืนนี้แล้วค่อยคุยกัน”

             

            เมื่อเห็นผู้ชมในห้องไลฟ์โกรธมากขึ้นเรื่อย ๆ หลิวจือเซียก็พูดขึ้นว่า “冇门忒 (ไม่มีปัญหาเป็นภาษาท้องถิ่น) ! ”

             

            “อะไรกัน เมื่อกี้ฉันหูฝาดไปรึเปล่า? พี่เซียของฉันพูดภาษาท้องถิ่นหรือ ? ”

             

            “เธอหูไม่ฝาดหรอกฉันก็ได้ยินเหมือนกัน ! ยังไงก็เถอะ ฉันอยากพูดว่า‘猴塞雷’!” (สุดยอด)

             

            “โคตรเจ๋ง เหมือนว่าเซียของฉันจะพูดภาษากวางตุ้งได้! รอบนี้ไอ้หมาจินคำนวณพลาดแล้ว ! ”

             

            แม้ว่ามันจะเป็นแค่3 คำง่าย ๆ แต่ในห้องไลฟ์ก็มีผู้ชมที่เป็นคนกวางตุ้งอยู่ พวกเขาย่อมฟังออกว่า3 คำนี้เป็นภาษาท้องถิ่นดั้งเดิมหรือไม่

             

            แม้ว่าจินฉือถังจะอยู่ตงซาน แต่จริง ๆ แล้วเขาเป็นคนกวางตุ้ง เขาย่อมคุ้นเคยกับภาษากวางตุ้งเป็นอย่างดี และพอหลิวจือเซียพูดออกมา เขาก็รู้สึกทันทีว่ามีบางอย่างไม่เข้าท่าซะแล้ว

             

            แต่เขายังมีความหวังอยู่ ยังไงซะ คนเซี่ยงไฮ้ที่ไม่ได้ฝึกฝนภาษามานานมากพอและไม่ได้อาศัยอยู่ในกวางตุ้ง จะสามารถพูดภาษาจีนกวางตุ้งได้อย่างลื่นไหลได้อย่างไร ?

             

            ด้วยความคิดเช่นนี้ จินฉือถังจึงระงับความไม่สบายใจลงและพูดว่า “ก็ดี งั้นฉันจะรอดู ! ”

             

            “ได้เวลาเริ่มแล้ว” หลิวจือเซียหันหน้าไปพูดกับหน้าจอ แล้วนั่งลงตรงหน้าคอมพิวเตอร์ สวมหูฟัง จากนั้นก็เริ่มต้นทำดนตรี

             

            ตอนนั้นเอง โทรศัพท์ที่อยู่ข้าง ๆ ก็สั่นขึ้น

             

            หลิวจือเซียเหลือบมองหน้าจอและกดรับสาย “ฮัลโหล ทำไมโทรหาฉันได้ล่ะ ? ถ่ายละครเสร็จแล้วหรือ ? ”

             

            “ยัง วันนี้นายแข่งกับจินฉือถังไม่ใช่หรือ ? ฉัน…ฉันอดห่วงไม่ได้” เสียงของหลี่เมิ้งอีดังออกมาจากโทรศัพท์ ในน้ำเสียงเห็นได้ชัดว่าไม่มั่นใจ “แข่งเสร็จหรือยัง ? ”

             

            เพราะการถ่ายทำวันนี้เป็นตอนกลางคืน หลี่เมิ้งอีจึงไม่มีเวลาดูไลฟ์การแข่งของหลิวจือเซียและจินฉือถัง เธอจึงไม่รู้ว่าตอนนี้หลิวจือเซียแข่งเสร็จหรือยัง

             

            “ยัง นี่รอบสุดท้ายแล้ว” หลิวจือเซียลูบหัวเล็ก ๆ ของเยว่เยว่แล้วพูดว่า “เธออยากคุยกับเยว่เยว่หรือเปล่า ? ”

             

            “อีกสักพักฉันค่อยโทรหาเยว่เยว่” หลี่เมิ้งอีลังเลอยู่ครู่ “สู้ ๆ นะ! นายต้องชนะจินฉือถัง แก้แค้นให้ฉันให้ได้! ”

             

            ตอนที่หลี่เมิ้งอีเดบิวต์เธอก็เคยถูกจินฉือถังสาดโคลนใส่มาแล้ว เธอจำเรื่องนี้ได้ขึ้นใจ

             

            “อืม ไม่ต้องห่วง วันนี้ฉันจะเอาไอ้หมาจินออกจากวงการบันเทิง ออกจากแพลตฟอร์มออนไลน์ใหญ่ ๆ ให้ได้ ! ” ดวงตาของหลิวจือเซียฉายแววดุดันขึ้นมา

             

            “คุณหลี่ ถึงคิวคุณแล้ว…”

             

            หลี่เมิ้งอียังอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่ผู้กำกับเริ่มเร่งแล้ว เธอจึงทำได้แค่พูดว่า “หลังจากถ่ายอีกสองสามฉาก ฉันจะกลับปักกิ่ง ไปรับฉันที่สนามบินด้วยนะ”

             

            เมื่อทิ้งประโยคนั้นไว้แล้วเธอก็วางสายไป

             

            แม้ว่าทั้งสองจะคุยกันแค่ไม่กี่คำ แต่หลิวจือเซียก็รู้สึกได้ว่าหลี่เมิ้งอีเป็นห่วงเขา และเหมือนจะรู้สึกได้ถึงความรักอีกด้วย

             

            “คุณพ่อคะ เมื่อกี้แม่โทรมาหรือคะ ? ” เยว่เยว่ที่หูผึ่งรอฟัง ถามขึ้นด้วยความอยากรู้

             

            “ใช่แล้ว ! ” หลิวจือเซียยิ้ม “รออีกพักหนึ่งนะ แม่ถ่ายละครเสร็จแล้วจะกลับมาดูเยว่เยว่ เยว่เยว่ดีใจไหม ? ”

             

            “อื้อ ดีจังเลย แม่จะกลับมาแล้ว ! ” เยว่เยว่กระโดดไชโยโห่ร้องด้วยความตื่นเต้นราวกับนกตัวเล็ก ๆ ที่กระโดดโลดเต้นอย่างมีความสุข

             

            ตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ว่าจะเป็นการคุยโทรศัพท์หรือการคุยกับเยว่เยว่ หลิวจือเซียไม่เคยจงใจหลีกเลี่ยงกล้องที่ตั้งอยู่ตรงข้ามเลย

             

            ผู้ชมในห้องไลฟ์ทุกคนเห็นการกระทำของทั้งสองคนกับตา แม้แต่เสียงก็ไม่พลาด

             

            “ว้าว ฉันเพิ่งได้ยินอะไรไปเนี่ย? แม่ของเยว่เยว่เป็นดาราหรือ ? ”

             

            “ฮือ ๆๆ ฉันร้องไห้แล้ว จือเซียของฉันจะแต่งงานได้ยังไง? ”

             

            “คืนจือเซียของฉันมานะ ฉันจะเป็นแม่ของเยว่เยว่เอง! ”

             

            แฟนคลับของหลิวจือเซียพากันคลั่ง สำหรับพวกผู้ชายแล้ว โทรศัพท์สายนี้เป็นเหมือนการค้นพบทวีปใหม่ และสำหรับแฟนคลับผู้หญิงที่อ่อนไหวทั้งหลาย นี่เท่ากับเป็นการดับ‘ความฝัน’ ที่มีต่อหลิวจือเซียในใจพวกเธอ

             

            พวกผู้ชมเริ่มรัวม่านกระสุนกันอย่างบ้าคลั่ง พวกเขาคุยกันว่าเมื่อกี้หลิวจือเซียโทรคุยกับใคร แฟนคลับบางคนถึงขนาดคิดจะไปเฝ้าที่ปักกิ่งเพื่อดูว่าพวกเขาจะดักเจอคนทั้งคู่ได้ไหม

             

            ในตอนนี้เอง รูปแคปหน้าจออีกรูปก็ถูกอัพโหลดขึ้นบนหน้าจอ มันคือรูปเวย์ป๋อของเซียเยว่

             

            “โจทย์สุดท้าย ผมนึกว่าคุณจินจะคิดหัวข้อใหม่ ๆ แต่สุดท้ายก็แค่ถ้อยคำซ้ำซากน่าเบื่อ ตอนนี้ผมเขียนกวีบทสุดท้ายแล้ว‘อย่าเป็นแม่’

             

            ยกม่านลาแม่สะพานแม่น้ำ

             

            มองกังวลน้ำตาดวงตาหมอง

             

            เวทนาประตูไม้คืนพายุหิมะ

             

            เช่นนี้มีลูกไม่สู้ไม่มี”

             

            “พระเจ้า ไม่ทันไร เซียเยว่ก็แต่งกวีออกมาอีกบทแล้ว”

             

            “แต่กวีบทนี้ดูเข้าใจยากไปหน่อยนะ ผู้เชี่ยวชาญท่านไหนก็ได้ช่วยออกมาอธิบายที”

             

            “เหล่าฮัว เหล่าฮัว เรียกเหล่าฮัวออกมาอธิบายสิ ! ”

             

            เทียบกับ ‘รำพันลูกจากไกล’ แล้ว แม้ว่าจะเขียนเกี่ยวกับแม่เหมือนกัน แต่‘อย่าเป็นแม่’นี้ค่อนข้างเข้าใจยากทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้คำในกวีโบราณ ทำให้ผู้ชมรู้สึกเศร้าเล็กน้อย

             

            เมื่อเสียงเรียกร้องเข้ามาเรื่อย ๆ เหล่าฮัวก็ตอบสนองความคาดหวังของผู้คน และอัพเดทเวย์ป๋อว่า

             

            ‘อย่าเป็นแม่’

             

            “สองวรรคแรกชี้ให้เห็นถึงหัวข้ออย่าเป็นแม่ ลูกชายออกเดินทางไกลไปต่างแดน แม่ยืนส่งลูกออกเดินทาง สองคนมองกันและกัน เงียบงันไร้คำพูดใด ๆ ความโศกเศร้าและคิดถึงของแม่ ความเสียใจและรู้สึกผิดของลูกชาย ต่างตกอยู่ในความเงียบ”

             

            “วรรคสามเป็นการบรรยายภาพสร้างบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความเศร้าเสียใจอย่างรุนแรง”

             

            และวรรคสุดท้าย ความรู้สึกลึกลงเรื่อย ๆ สะสมไปทีละชั้น ๆ ควบแน่นจนอยู่ในสภาวะอิ่มตัวและระเบิด สร้างแรงกระตุ้นทางอารมณ์

             

            กวีทั้งบทใช้ภาษาที่ตรงไปตรงมาบรรยายภาพที่ลูกชายเห็นในตอนที่จะออกเดินทางไกลและต้องแยกจากแม่ของเขา บรรยายความรู้สึกจริงใจที่ลูกชายมีต่อแม่

             

            ‘รำพันลูกจากไกล’และ ‘อย่าเป็นแม่’ เป็นบทกวีตัวอย่างที่แสดงถึงความรักอันลึกซึ้งของแม่กับลูกชาย ถึงขั้นเทียบได้กับบทกวีที่เขียนโดยกู่จือต้าหรู ประทับใจไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว ! ชื่นชม ชื่นชม ! ”

             

            คำอธิบายของฮัวชุนเซิงตรงจุดมาก สุดท้ายเขายังวางกวีสองบทนี้ไว้ในตำแหน่งที่สูงมาก เทียบกับ‘กู่จือต้าหรู’ เลยทีเดียว !

             

            “อ่านกวีสองบทนี้แล้ว ฉันคิดถึงแม่ขึ้นมาเลย! ”

             

            “ฉันก็คิดถึงแม่เหมือนกัน ทุกครั้งที่แม่โทรหาฉัน ฉันชอบคิดว่าแม่บ่นจู้จี้จุกจิก ฉันผิดไปแล้ว”

             

            “ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นลูกอกตัญญูเลย ทุกครั้งที่กลับบ้าน ฉันจะแสดงความหงุดหงิดรำคาญใส่แม่ตลอด…”

             

            การทำความเข้าใจกวีสองบทนี้ แน่นอนว่าไม่ใช่ผู้ชมทุกคนที่จะเข้าใจได้ แต่ผู้ชมส่วนใหญ่ที่ได้รับการสั่งสอนเรื่องความจงรักภักดีและความกตัญญูยังคงเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง

             

            ไม่ต้องพูดถึงคนอื่น แม้แต่จินฉือถังที่นั่งอยู่อีกด้านของหน้าจอ เมื่อเห็นกวีบทนี้ เขาก็คิดถึงแม่ของตัวเองขึ้นมา และคิดถึงสิ่งที่แม่พูดกับเขานับพันครั้งตอนที่เขาออกจากบ้านเพื่อจะไปอยู่เองข้างนอก…

             

            ตอนนี้ก็ผ่านมา 20 กว่าปีแล้ว แม้ว่าแม่ของเขาจะยังมีชีวิตอยู่ แต่เขาไม่ได้สนใจแม่ของตัวเองเลย แม้ว่าแม่ของเขาจะถูกคุกคามและด่าว่าอยู่หลายครั้งเพราะ‘ชื่อเสียงที่เสีย’ ของเขา…

             

            เมื่อคิดถึงสิ่งที่ตนทำมาหลายปีนี้แล้ว จินฉือถังก็พลันรู้สึกสำนึกเสียใจขึ้นมา

             

            แน่นอนว่าเขาจะไม่มีวันยอมรับว่าตัวเองผิด เพราะนิสัยโลภมากของเขาจะกดจิตสำนึกอันน้อยนิดนี้เอาไว้ตลอดไป!

             

            ครั้งนี้ ชาวเน็ตไม่เร่งจินฉือถังให้เขียนกวีแล้ว ยังไงซะกวีที่เขาแต่งก็ทำแบบขอไปทีเท่านั้น เทียบไม่ได้กับเซียเยว่ของพวกเขา

             

            จินฉือถังนี่ก็สุดจริงเหมือนกัน เมื่อชาวเน็ตไม่ทวง เขาก็ไม่ทำ ไม่มีใครหน้าด้านได้ขนาดนี้อีกแล้ว!

             

             

    คล้ายกับเรื่องคุณพ่อยอดซุปเปอร์สตาร์ (นิยายแปล) **จบแล้ว** ที่คุณอ่าน