หลังเสร็จสิ้นพิธีหมั้นหมายอันชื่นมื่น ความเคลือบแคลงสงสัยที่ซุกซ่อนอยู่ในใจของเหยาเหยาตลอดสิบห้าปี ก็ยิ่งทวีความแจ่มชัดและแจ่มแจ้งขึ้นเรื่อยๆ
‘ยิ่งคิดก็ยิ่งแปลก...’ นางขมวดคิ้วมุ่น ครุ่นคิดอยู่ภายในห้องนอนส่วนตัวเพียงลำพัง ‘ตั้งแต่จำความได้ ทุกครั้งที่ข้ากังวลเรื่องอันตราย ครอบครัวก็มักจะยื่นมือเข้ามาจัดการได้ทันท่วงทีเสมอ แม้กระทั่งยามที่ข้านึกเนื้อเรื่องในนิยายออก เหตุการณ์ร้ายแรงเหล่านั้นก็ถูกสกัดไว้ได้อย่างน่าอัศจรรย์... มันจะบังเอิญเกินไปหน่อยกระมัง’
‘หรือว่า...’ ความคิดหนึ่งแล่นปราดเข้ามาในหัว หัวใจดวงน้อยพลันกระตุกวูบ ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ‘ท่านพ่อ ท่านแม่ และพี่ๆ... จะได้ยินเสียงในใจข้า!’
‘บ้าน่า... มันจะเป็นไปได้อย่างไร? แต่หากไม่ใช่เพราะเหตุผลนี้ จะอธิบายเรื่องมหัศจรรย์ทั้งหมดที่ผ่านมาได้อย่างไรกัน’ เหยาเหยาเม้มปากแน่น แววตาฉายแววมุ่งมั่น ‘เอาละ ในเมื่อสงสัยนัก ข้าก็ต้องลองทดสอบดู!’
——————
เช้าวันรุ่งขึ้น เหยาเหยาเริ่มแผนการ ‘บททดสอบ’ ของนางทันที
ระหว่างมื้ออาหารเช้าอันแสนอบอุ่นของครอบครัว เหยาเหยาจ้องมองไปที่จานขนมเปี๊ยะไส้ถั่วแดงที่วางอยู่ตรงหน้า ทว่าจงใจไม่เอื้อมมือไปหยิบ นางแสร้งทำเป็นมองมันด้วยสายตาละห้อย ก่อนจะร่ำร้องในใจอย่างตั้งใจว่า
‘เฮ้อ อยากกินขนมเปี๊ยะถั่วแดงจังเลย แต่จานอยู่ไกลเกินเอื้อมถึง... หากมีใครใจดีหยิบส่งมาให้ก็คงดีสินะ’
สิ้นความคิดนั้น ซ่งติ้งหย่วนผู้เป็นพี่รองซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม พลันชะงักไปชั่วครู่ ก่อนที่มือของเขาจะขยับไปหยิบจานขนมเปี๊ยะถั่วแดงส่งมาให้นางทันทีราวกับปฏิกิริยาตอบสนองอัตโนมัติ "เจ้าตัวเล็ก อยากกินขนมเปี๊ยะใช่หรือไม่ เอ้า พี่รองหยิบให้"
เหยาเหยาเบิกตากว้าง หัวใจเต้นตูมตาม — ติดกับแล้ว!
‘ต้องทดสอบอีกทีเพื่อความมั่นใจ!’ คราวนี้เหยาเหยาเลือกเรื่องที่เฉพาะเจาะจงและยากยิ่งขึ้น นางเหลือบมองพี่ใหญ่ที่กำลังจิบชาอย่างสง่างาม แล้วคิดในใจ ‘อยากฟังพี่ใหญ่เล่าเรื่องตอนที่ไปสอบราชบัณฑิตจังเลย ตั้งแต่เล็กจนโตข้าไม่เคยได้ยินรายละเอียดเรื่องนี้จากปากพี่ใหญ่เลยสักครั้ง’
ซ่งจิ้งอันที่กำลังจิบชาชั้นเลิศอยู่ จู่ๆ ก็วางถ้วยชาลงกะทันหัน เขาไอแห้งๆ สองสามที ก่อนจะหันมาสบตาน้องสาวแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "เหยาเหยา วันก่อนเจ้าเคยเปรยว่าอยากรู้เรื่องตอนที่พี่ใหญ่ไปสอบราชบัณฑิตใช่หรือไม่? วันนี้พี่ว่างพอดี เดี๋ยวจะเล่าให้เจ้าฟังอย่างละเอียดเลยดีไหม"
เหยาเหยาแทบสำลักข้าวคำโตที่เพิ่งเคี้ยวเข้าไป! — ชัดเจน! ชัดยิ่งกว่าอะไรดี! เพราะนางมั่นใจเต็มสิบส่วนว่าเรื่องนี้ นางเพิ่งจะคิดขึ้นมาสดๆ ร้อนๆ และไม่เคยเอ่ยปากพูดกับใครเลยแม้แต่ครึ่งคำ!
‘ใช่จริงๆ ด้วย! ครอบครัวของข้าได้ยินเสียงในใจข้าจริงๆ!’ ความตื่นเต้นแล่นพล่านไปทั่วร่างจนหัวใจแทบจะกระดอนออกมานอกอก ‘นี่มันตั้งแต่เมื่อไรกัน? ตั้งแต่ข้าลืมตาดูโลกเลยอย่างนั้นหรือ!’
บรรยากาศรอบโต๊ะอาหารพลันเงียบลงฉับพลัน ทุกคนในครอบครัวผู้ได้ยินเสียงในใจของเหยาเหยาอย่างแจ่มชัดมาโดยตลอด ต่างพากันชะงักงัน เมื่อ ‘ความลับอันยิ่งใหญ่’ ที่ปกปิดมาตลอดสิบห้าปี บัดนี้ได้ถูกดวงใจดวงน้อยของบ้านจับได้เสียแล้ว!
เหยาเหยาค่อยๆ เงยหน้าขึ้น กวาดสายตามองสบตากับคนในครอบครัวทีละคน ดวงตากลมโตคู่งามสั่นระริก เต็มไปด้วยความตื่นตะลึงระคนซาบซึ้งจนขอบตาเริ่มร้อนผ่าว "ท่านพ่อ... ท่านแม่... พี่ใหญ่ พี่รอง... พวกท่าน... ได้ยินเสียงในใจของเหยาเหยามาตลอดเลยใช่ไหมเจ้าคะ"
ความเงียบอันตึงเครียดโรยตัวลงมาเพียงอึดใจ ก่อนที่เสิ่นว่านอวี๋ผู้เป็นมารดาจะถอนหายใจออกมาเบาๆ นางคลี่ยิ้มอย่างอ่อนโยนเปี่ยมด้วยความรักพลางเอ่ยว่า "ลูกรัก... ในที่สุดเจ้าก็รู้จนได้"
จากนั้น ซ่งฮูหยินจึงได้เปิดเผยความจริงทั้งหมด... ว่านับตั้งแต่เหยาเหยาลืมตาดูโลก ทุกคนในครอบครัวจะสามารถได้ยินเสียงในใจของนางได้อย่างอัศจรรย์ และที่ครอบครัวร่วมมือกันปิดบังเรื่องนี้ไว้ ก็เพียงเพราะไม่อยากให้นางต้องรู้สึกกดดัน หวาดกลัว หรือสูญเสียความเป็นตัวเอง พวกเขาปรารถนาเพียงอยากให้นางได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและไร้กังวลที่สุด
เมื่อได้รับฟังความจริง หยาดน้ำตาเม็ดโตก็ร่วงเผาะลงมากระทบแก้มเนียน ความรู้สึกมากมายประดังประเดเข้ามาจนท่วมท้นอกของเด็กสาว
‘ตลอดเวลาที่ผ่านมา... ทุกความคิด ทุกความกังวล และทุกความรักของข้า... ครอบครัวล้วนรับรู้มันทั้งหมด’ เหยาเหยาคิดพลางสะอื้นไห้ ทั้งขัดเขินและซาบซึ้งจนพูดไม่ออก ‘มิน่าเล่า ทุกครั้งที่ข้าห่วงใยใคร คนคนนั้นก็จะแคล้วคลาดปลอดภัย ทุกครั้งที่ข้านึกถึงอันตราย ครอบครัวก็มักจะเตรียมการป้องกันไว้ล่วงหน้าเสมอ... ที่แท้มันไม่ใช่เพราะความบังเอิญ ไม่ใช่เพราะดวงดี แต่เป็นเพราะพวกเขาทุกคนคอยรับฟังเสียงของข้า และพร้อมใจกันลงมือทำทุกอย่างเพื่อปกป้องข้าและปกป้องครอบครัวของเรา’
‘ข้าหลงคิดมาตลอดว่าตัวเองเป็นผู้พลิกชะตาชีวิตของทุกคน...’ น้ำตาแห่งความซาบซึ้งไหลนองหน้า ‘แต่แท้จริงแล้ว... ข้าเป็นเพียงแค่คนคิด ส่วนคนที่ยอมเอาชีวิตเข้าแลก ยอมเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายลงมือทำจริงๆ คือท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ใหญ่ พี่รอง และเสด็จตาต่างหาก... พวกเขาต่างหากที่เป็นวีรบุรุษตัวจริง’
‘แล้วที่พวกเขาปิดบังเรื่องนี้ไว้ ก็เพราะไม่อยากให้ข้าต้องแบกรับความกดดันอันหนักอึ้ง อยากให้ข้าเติบโตมาเป็นเด็กที่มีความสุขที่สุด...’ นางสะอื้นฮัก ‘ครอบครัวรักข้ามากมายถึงเพียงนี้เชียวหรือ...’
เสิ่นว่านอวี๋ขยับเข้าไปโอบกอดบุตรสาวตัวน้อยไว้แนบอิงอก ลูบหลังปลอบประโลมอย่างอ่อนโยน "ลูกรัก เจ้าไม่ต้องอายหรือกังวลใจไปเลย ทุกความรู้สึกนึกคิดของเจ้าที่เราได้ยินตลอดสิบห้าปีที่ผ่านมา ล้วนเต็มไปด้วยความรักและความห่วงใยอันบริสุทธิ์ที่เจ้ามีต่อครอบครัว... เจ้าคือของขวัญล้ำค่าที่สุดที่สวรรค์ประทานมาให้พวกเรา"
ซ่งจงอี้ผู้เป็นบิดาเอ่ยเสริมด้วยน้ำเสียงสั่นเครือด้วยความตื้นตัน "เหยาเหยา ในชะตากรรมเดิมที่เจ้าจำได้ สกุลซ่งของเราถูกลิขิตให้ต้องพินาศย่อยยับโดยไม่มีโอกาสได้รู้ตัวด้วยซ้ำว่าใครเป็นคนลงมือ แต่เป็นเพราะมีเจ้า… เพราะเสียงในใจของเจ้าที่คอยเตือนภัยล่วงหน้า ทำให้พวกเราสามารถหลีกเลี่ยงภยันตรายและเปลี่ยนชะตาชีวิตของทั้งตระกูลได้... เจ้าคือผู้พลิกชะตาที่แท้จริงของพวกเรา ลูกรัก"
ซ่งจิ้งอัน พี่ใหญ่ผู้สุขุมเอ่ยขึ้นบ้างพร้อมรอยยิ้ม "เจ้ายังจำได้ไหม ตอนที่เจ้ากังวลว่าอ๋องรองจะส่งสายลับมาสอดแนม แล้วคิดในใจว่าพวกเราควรปล่อยข่าวลวงเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ... พี่ใหญ่ได้ยินความคิดนั้นจึงรีบลงมือทำตามทันที ตอนนั้นเจ้ายังคิดว่าพี่ใหญ่ช่างปราดเปรื่อง แต่แท้จริงแล้ว พี่เพียงแค่ลงมือทำตามคำแนะนำของเจ้าเท่านั้น"
"แล้วก็ตอนที่เจ้าเตือนเรื่องท่านตาจะถูกลอบทำร้ายที่สะพาน เรื่องที่ท่านพ่อจะถูกใส่ร้ายเรื่องรับสินบน หรือแม้กระทั่งเรื่องที่พี่รองจะชะตาขาดในสนามรบที่ชายแดน..." ซ่งติ้งหย่วนเอ่ยด้วยดวงตาแดงระเรื่อ น้ำเสียงสั่นเครือ "ทุกๆ ครั้ง เจ้าคือผู้ส่งสัญญาณเตือนภัย ส่วนพวกเราเป็นเพียงผู้ลงมือทำตามคำชี้แนะของเจ้า เจ้าได้ช่วยชีวิตพวกเราทุกคนไว้จริงๆ นะ เจ้าตัวเล็กของพี่"
เหยาเหยาฟังคำบอกเล่าเหล่านั้นแล้วยิ่งกอดมารดาแน่นขึ้น ร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตัวโยน ความจริงอันอบอุ่นที่เปิดเผยในวันนี้ทำให้นางเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า ตลอดสิบหกปีที่ผ่านมา นางและครอบครัวต่างพึ่งพาอาศัยและปกป้องซึ่งกันและกันมาโดยตลอด โดยที่นางไม่เคยรู้ตัวเลยสักนิด ว่านางมอบความรู้และคำเตือนภัย ส่วนครอบครัวมอบพลังแห่งการลงมือทำและความรักอันไร้เงื่อนไข
——————
เหยาเหยาโผเข้ากอดท่านพ่อ ท่านแม่ และพี่ๆ ทั้งน้ำตา ความซาบซึ้งเอ่อล้นจนหัวใจดวงน้อยอุ่นซ่าน วันนี้นางตระหนักแล้วว่า ความรักของครอบครัวนี้ช่างยิ่งใหญ่และลึกซึ้งเพียงใด... พวกเขายอมแบกรับภาระและอันตรายทั้งหมดไว้บนบ่า เพียงเพื่อให้เด็กสาวคนนี้ได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขและงดงามที่สุด
ซ่งติ้งหย่วน พี่รองผู้ขี้เล่นและรักน้องสาวสุดหัวใจ ขยับเข้าไปสวมกอดน้องสาวร่วมกับทุกคนพลางหัวเราะร่า "ตัวเล็ก เจ้ารู้หรือไม่ ตอนที่เจ้ายังเด็ก เจ้าแอบชมพี่รองในใจบ่อยมากว่าหล่อเหลาเอาการ พี่รองคนนี้ฟังทีไรก็แทบจะตัวลอยด้วยความดีใจทุกทีเลยล่ะ!"
ใบหน้าของเหยาเหยาพลันร้อนผ่าว แดงก่ำลามไปจนถึงใบหู นางทุบอกพี่รองเบาๆ ด้วยความขวยเขิน "พี่รอง! ท่านห้ามพูดเรื่องนี้ขึ้นมาอีกนะเจ้าคะ! น่าอายจะตาย!"
เสียงหัวเราะอันอบอุ่นดังประสานกันลั่นห้องอาหาร บรรยากาศที่เคยเต็มไปด้วยความตึงเครียดพลันมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความรักและความสุขใจที่อบอวลอยู่รอบตัว
‘แย่แล้ว...’ ความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัวของเหยาเหยา ใบหน้าที่แดงอยู่แล้วยิ่งแดงก่ำจนแทบจะคั้นน้ำได้ ‘หากทุกคนได้ยินทุกอย่างที่ข้าคิด... เช่นนั้น เรื่องที่ข้าแอบชอบพี่หาน เรื่องที่ข้าคิดว่าพี่หานหล่อเหลาสง่างาม หรือเรื่องที่ข้าใจเต้นแรงทุกครั้งที่อยู่ใกล้เขา... พวกท่านพ่อท่านแม่ก็รับรู้หมดเลยน่ะสิ!’
เสิ่นว่านอวี๋ที่ได้ยินเสียงในใจของบุตรสาวพลันหลุดยิ้มเย้าแหย่อย่างนึกเอ็นดู "ใช่แล้วลูกรัก เรื่องที่เจ้าแอบชอบจิ้งหานน่ะ แม่รู้ดีมาตั้งนานแล้ว... ตั้งแต่ตอนที่เจ้ายังไม่รู้ใจตัวเองด้วยซ้ำไป"
เหยาเหยาอายม้วนจนแทบจะมีควันพวยพุ่งออกจากหู นางรีบซบหน้าลงกับโต๊ะอาหารเพื่อซ่อนใบหน้าที่แดงก่ำ "โอย... น่าอายที่สุดในชีวิตเลยเจ้าค่ะ!"
——————
ตกค่ำ ณ ห้องโถงประชุมของจวนสกุลซ่ง ซึ่งในค่ำคืนนี้มีเหยาเหยาเข้าร่วมประชุม ทุกคนต่างร่วมกันหารือถึงแผนการในอนาคตด้วยสีหน้าจริงจัง
"ในเมื่อตอนนี้เหยาเหยารับรู้ความจริงทั้งหมดแล้ว และสถานการณ์ของตระกูลเราก็มั่นคงเป็นปึกแผ่น" ซ่งจิ้งอันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสุขุม "ทว่าเรื่องความลับที่พวกเราสามารถได้ยินเสียงในใจของเหยาเหยา จะยังคงต้องเป็นความลับขั้นสูงสุดของตระกูลต่อไป ห้ามมิให้ผู้ใดล่วงรู้เด็ดขาด นอกจากผู้มีสายเลือดสกุลซ่งเท่านั้น"
"แล้ว... พี่หานเล่าเจ้าคะ?" เหยาเหยาเอ่ยถามด้วยความกังวลระคนลังเล "พี่หานกำลังจะเข้ามาเป็นครอบครัวเดียวกับเราแล้ว ควรจะบอกเรื่องนี้แก่เขาหรือไม่เจ้าคะ"
ซ่งจงอี้ลูบเคราเบาๆ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ย "จิ้งหานเป็นคนหนักแน่นและไว้ใจได้ อีกทั้งเขากำลังจะแต่งเจ้าเข้าจวนในฐานะภรรยา... เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม พวกเราจะบอกความจริงข้อนี้แก่เขาอย่างแน่นอน และพ่อเชื่อว่าเขาจะปกป้องความลับนี้ด้วยชีวิตของเขาเช่นกัน"
เหยาเหยาพยักหน้ารับคำ ในอกพลันอุ่นซ่านไปด้วยความตื้นตัน จากเด็กสาวที่เคยคิดว่าตนเองต้องเผชิญโลกอย่างโดดเดี่ยวและแบกรับความลับจากอนาคตไว้เพียงลำพัง บัดนี้นางได้ประจักษ์แล้วว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมานางไม่เคยอ้างว้างเลยสักลมหายใจเดียว เพราะมีอ้อมกอดของครอบครัวคอยรับฟัง เข้าใจ และเป็นเกราะกำบังปกป้องนางอยู่เสมอ
‘ชาตินี้ข้าช่างโชคดีเหลือเกิน...’ เหยาเหยาคิดในใจ สายตาทอดมองใบหน้าอันเปี่ยมสุขของคนในครอบครัวที่รายล้อมอยู่รอบกาย ‘ที่ได้มีครอบครัวที่รักข้าสุดหัวใจ ได้มีคนที่ข้ารัก และได้รู้ว่าความลับที่ข้าเคยแบกไว้เพียงลำพัง แท้จริงแล้วมีคนที่ข้ารักที่สุดร่วมแบกรับมันไปพร้อมกันตั้งแต่วันแรก’
ท่ามกลางค่ำคืนอันเงียบสงบ ลำแสงนวลตาสาดลงมายังจวนสกุลซ่งอันอบอวลไปด้วยไออุ่นแห่งความรักและความเข้าใจ... พร้อมส่องสว่างนำทางสู่อนาคตอันรุ่งโรจน์ของแก้วตาดวงใจตัวน้อย ผู้ซึ่งบัดนี้ได้เติบโตเป็นหญิงสาวสะพรั่ง และพร้อมที่จะก้าวเข้าสู่บทใหม่ของชีวิตอันแสนหวานซึ้งตราบชั่วนิรันดร์