หลังจากหลี่ฉางอิ๋นปรากฏตัวขึ้น เหตุการณ์ชุลมุนวุ่นวายระหว่างสองคนหนึ่งงูก็สงบลงทันควัน เพื่อให้แน่ใจว่าตันเจี๋ยอยู่ในสายตาของเขาตลอดฉางอิ๋นจึงสั่งให้สาวใช้อีกคนไปยกสุราอุ่น ๆ มาให้เขาหนึ่งกาพร้อมกับอาหารหนึ่งอย่าง และขนมอีกสองสามอย่าง
ที่ต้องให้หาขนมมาหลายอย่างหน่อยไม่ใช่ว่าฉางอิ๋นอยากกินเอง แต่เขาเตรียมไว้เพื่อล่อหลอกเ้าเด็กน้อยจะกละคนนี้ต่างหาก
ฉางอิ๋นนั่งดื่มสุราอยู่ในห้องอาบน้ำโดยมีเ้างูตัวต้นเื่นอนขดอยู่บนโต๊ะตัวเดียวกัน ดื่มสุราไปพลางเขาก็เพ่งมองเ้างูเกล็ดเขียวไปพลางแล้วก็แอบชำเลืองมองคนที่กำลังดำผุดดำว่ายอยู่ในอ่างน้ำ เมื่อเห็นว่าเ้างูน้อยมันเอาแต่นอนสงบนิ่งไม่เลื้อยเพ่นพ่านสร้างความตื่นกลัวให้กับพวกสาวใช้นางเล็ก ๆหลี่โหวที่ไม่เคยเห็นงูที่เชื่องเช่นนี้มาก่อนต่างก็รู้สึกสนใจในตัวเ้าเสี่ยวหลงจวินทั้งรู้สึกชื่นชมในพร์ของตันเจี๋ยยิ่งนัก
“ไม่น่าเชื่อ…ว่าขอทานน้อยเช่นเ้า จะมีดีมากกว่าที่ข้าคิด”เสียงพูดของหลี่โหวแสดงออกถึงความภาคภูมิใจอย่างเห็นได้ชัดเขานึกภูมิใจที่ตนเองตัดสินใจพาตันเจี๋ยเข้าจวน และนึกภูมิใจที่ตนเองเลือกคนไม่ผิด
“งืม...ั้แ่จำความได้ข้าก็คุยกับงูรู้เื่แล้ว ท่านแม่บอกว่านี่คือพร์วิเศษที่ทวยเทพมอบให้ข้าหนำซ้ำเืของข้ายังสามารถรักษาโรคและช่วยชีวิตคนได้ด้วยนี่คือความลับขั้นสุดยอดของข้าเชียวล่ะ”เสียงเจื้อยแจ้วของตันเจี๋ยดังมาจากอ่างน้ำนางปั้นเื่ใส่สีตีไข่ได้อย่างแเี ดูไม่น่าสงสัยเลยแม้แต่น้อย
หากให้พูดตรง ๆแล้วล่ะก็ นี่ไม่ใช่พร์วิเศษที่ทวยเทพมอบให้แต่เป็สิ่งที่อยู่ติดตัวนางมาั้แ่กำเนิดแล้วต่างหากเล่าส่วนเื่ที่บอกว่าเืของนางสามารถรักษาโรคและช่วยชีวิตคนได้นางก็เพิ่งรู้เมื่อไม่นานมานี้เหมือนกัน
สำหรับฉางอิ๋นแล้วแม้เื่นี้จะดูเหนือธรรมชาติไปสักหน่อย แต่เขาก็ยินดีที่จะเชื่อคำพูดของนางอย่างสนิทใจเพราะดูจากท่าทีที่เ้างูน้อยปฏิบัติต่อตันเจี๋ยแล้วก็ดูเหมือนมันจะเชื่อฟังคำพูดของนางราวกับสิ่งมีชีวิตที่พูดภาษาเดียวกันได้อีกอย่างการปรากฏตัวของตันเจี๋ยก็เกี่ยวพันกับความฝันของเขาดังนั้นหากในโลกจะมีเื่แปลกประหลาดจำพวกคนพูดกับงูได้และเืคนหนึ่งคนสามารถรักษาโรคและช่วยชีวิตคนได้ก็ไม่ใช่เื่แปลก
“ดี... ดีมาก...ช่างเป็พร์ที่หาได้ยากยิ่ง ว่าแต่? เ้าบอกเื่นี้กับข้าเ้าไม่กลัวว่าข้าจะจับเ้าไปขายหรือไร”ฉางอิ๋นเอ่ยกับตันเจี๋ยด้วยน้ำเสียงโอนอ่อน ทำสาวใช้สองนางที่กำลังขัดสีฉวีวรรณให้ตันเจี๋ยอยู่ถึงกับอึ้งงันไปตามๆ กัน ว่าก็ว่าเถอะั้แ่พวกนางเข้ามาอยู่ในจวนสกุลหลี่พวกนางไม่เคยได้ยินนายท่านหลี่เอ่ยชมผู้ใดเลยสักครั้งนี่ถือเป็ครั้งแรกที่พวกนางได้ยินก็ว่าได้
“หิหิ ⚆ᴥ⚆ ท่านลุงหลี่ร่ำรวยถึงเพียงนี้ย่อมไม่จับข้าไปขายอย่างแน่นอน ที่สำคัญั้แ่ข้าเข้าเมืองมา ใคร ๆต่างก็บอกว่าท่านลุงหลี่ภายนอกดูโเี้ร้ายกาจแต่ภายในกลับเป็คนจิตใจดีมีเมตตา และรักคุณธรรมยิ่งนัก เช่นนั้นแล้วคนดี ๆเช่นท่าน นอกจากไม่ขายข้า ยังจะปกป้องข้าให้อยู่รอดปลอดภัย ใช่หรือไม่เ้าคะ”
ไม่น่าเชื่อว่า...นี่จะเป็คำพูดของเด็กขอทานคนหนึ่ง นางดูฉลาดเฉลียวเกินวัยรู้จักคิดวิเคราะห์แยกแยะอย่างมีเหตุมีผล หนำซ้ำยังพูดจาฉะฉานเ้าจีบเ้าปั้นทำให้ผู้หลักผู้ใหญ่พลอยคล้อยตามคำพูดของนางได้ง่าย ๆ หากเป็ชายแล้วไซร้ โตขึ้นจะต้องเป็หนุ่มน้อยเ้าสำราญอย่างแน่นอน
“ทั้ง ๆที่ข้าสังหารชายสามคนต่อหน้าเ้าแต่เ้าก็ยังยืนกรานจะบอกว่าข้าคือคนจิตใจดีมีเมตตาอย่างนั้นรึ”ฉางอิ๋นเอ่ยด้วยใบหน้าขัดเขินเล็กน้อย มุมปากของเขาหยักยิ้มกรุ้มกริ่มอย่างลืมตัวดู ๆ แล้วโหวหนุ่มผู้นี้คงหลงคารมของตันเจี๋ยเข้าแล้วเต็มเปา
“เ้าค่ะ ท่านลุงหลี่ไม่เพียงจิตใจดีมีเมตตาแต่ยังหล่อเหลาอีกต่างหาก ตอนที่ท่านสังหารคน ข้ามองไม่เห็นอะไรเลย เพราะมันมืดมากแต่ข้าได้ยินท่านพูดว่า... คนพวกนั้นคือฏ ทรยศแผ่นดิน ดังนั้นวีรบุรุษสังหารฏย่อมเป็เื่ที่สมควรแล้ว”
นอกเหนือจากเอ่ยชมให้ฉางอิ๋นได้หน้าแล้วนั้นตันเจี๋ยยังเอ่ยต่อไปอีกว่า หลังเดินทางมาถึงหยางโจวนางก็เดินเที่ยวเล่นชมเมืองอย่างตื่นตาตื่นใจพอรู้สึกง่วงงุนก็เดินหาที่ซุกหัวนอนตามตรอกต่าง ๆ แต่เพราะในเมืองมีงานรื่นเริงทุกหนทุกแห่งจึงมีแต่ความวุ่นวาย แม้ข่มตาหลับก็หลับไม่ลง
ด้วยเหตุนี้นางจึงแยกตัวออกมาจากเขตเมืองหวังหาที่เงียบ ๆ สักแห่งใช้เป็ที่หลับนอนชั่วคราว ไหนเลยจะคาดคิดว่าพอเดินเตร่มาถึงชายป่าจะมีเหตุการณ์คอขาดบาดตายเกิดขึ้นดังนั้นสิ่งที่ตันเจี๋ยพอจะทำได้ในเวลานั้น ก็คงหนีไม่พ้นซ่อนตัวอยู่หลังโพรงหญ้าเงียบๆ รอจนกว่าทุกอย่างจะสงบลง จึงจะออกจากที่ซ่อน แล้วไปหาที่ซุกหัวนอนแห่งใหม่แต่ไหนเลยจะคาดคิดว่า ตนเองจะถูกจับได้เสียก่อน...
ตันเจี๋ยเป็เด็กฉลาดเป้าหมายของนางคือการหาท่านพ่อผู้ร่ำรวยสักคน ดังนั้นเมื่อมาถึงเมืองใหญ่แล้ว สิ่งแรกที่นางทำหลังจากลงจากเกวียนม้าก็คือเร่ถามคนในเมือง ว่าผู้ใดร่ำรวยและแสนดีมีเมตตาที่สุด
ไม่น่าเชื่อว่า...สิบคนที่ตอบคำถามของตันเจี๋ย ล้วนตอบเป็เสียงเดียวกันทั้งหมดว่าใต้เท้าหลี่คือคนที่ร่ำรวยและแสนดีมีเมตตาที่สุดในหยางโจวลำพังแค่ตำแหน่งโหวคงไม่ทำให้เขาร่ำรวยได้ขนาดนั้นแต่อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้ตระกูลหลี่มีกินมีใช้ล้นมือล้นเท้าคือกิจการค้าขายของหอซิ่งฉง ที่นั่นไม่ได้ขายเพียงแค่ของหายากในแว่นแคว้นแต่ยังฝากขายและรับจำนำอีกต่างหาก
พวกของหายากจะถูกนำไปจัดประมูลในราคาที่สูงลิ่วซึ่งทำกำไรให้หอซิ่งฉงได้อย่างมหาศาล ส่วนของที่ผู้อื่นนำมาฝากขายหอซิ่งฉงจะได้ค่าฝากขายสามส่วน เ้าของทรัพย์สินจะได้ส่วนแบ่งเพียงเจ็ดส่วนด้านสิ่งของที่มีผู้เอามาวางจำนำ เมื่อครบหนึ่งปีแล้วไม่มีใครมาไถ่คืนสัญญารับจำนำจะถือเป็อันสิ้นสุด ของชิ้นนั้นจะตกเป็ของหอซิ่งฉงโดยชอบธรรม เมื่อเป็เช่นนั้นแล้วหอซิ่งฉงก็จะนำของชิ้นนั้นไปขายต่ออีกทอดหนึ่ง
เรียกได้ว่ากิจการค้าขายของตระกูลหลี่ภายใต้ชื่อของหอซิ่งฉงซึ่งใต้เท้าหลี่เป็ผู้ก่อตั้งมีความเจริญรุ่งเรืองเป็อย่างมาก
ยิ่งเขาเป็ขุนนางใหญ่ของหยางโจวทั้งเป็พระสหายคนสนิทของฝ่าา ยิ่งไม่มีผู้ใดกล้ามีเื่กับหอซิ่งฉง ดังนั้นทุกอย่างที่ดำเนินการภายใต้ชื่อของหอซิ่งฉงจึงดำเนินไปอย่างราบรื่นไร้ขวากหนามเป็เช่นนี้แล้วจะไม่ให้ตระกูลหลี่รวยวันรวยคืนได้อย่างไรกัน
ผิวเผินหอซิ่งฉงอาจเป็กิจการร้านค้าทั่วๆ ไป แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่า แท้จริงแล้วหอซิ่งฉงถูกสร้างขึ้นมาบังหน้าแต่เป็สถานที่รวบรวมข่าวสารสำคัญของแว่นแคว้นหนำซ้ำชั้นใต้ดินของหอซิ่งฉงยังเป็คุกมืดเอาไว้ขังพวกฏชั่วช้าอีกต่างหาก
ด้านตันเจี๋ยที่ได้ยินคนหลายปากต่างพูดถึงความร่ำรวยของตระกูลหลี่นางก็มาดหมายกับตนเองในใจว่าจะออกตามหาใต้เท้าหลี่ผู้นั้นให้พบ ครั้นพบเขาแล้วเมื่อนั้นนางจะงัดเอาทุกสารพัดวิธีออกมาหลอกล่อเขา กระทั่งเขาตกหลุมพรางของนางแล้วรับนางไปเลี้ยงดูในที่สุด
แต่คาดไม่ถึงว่า!ยังไม่ทันได้ออกตามหาใต้เท้าหลี่ผู้โด่งดัง และยังไม่ทันข้ามคืนเสียด้วยซ้ำไปใต้เท้าหลี่ผู้หล่อเหลาเ็าก็มาปรากฏตัวตรงหน้าเสียกระนั้นเพียงตันเจี๋ยบีบน้ำตาปั้นหน้าออดอ้อนทำตัวให้ดูน่าสงสารแค่ไม่เท่าไหร่ใต้เท้าหลี่ผู้นี้ก็พาตันเจี๋ยกลับจวนได้ง่าย ๆ
(ꈍᴗꈍ) หึหึ~ใต้เท้าหลี่ผู้นี้หลอกง่ายยิ่งนัก…
หลังอาบน้ำ ผลัดแป้งและสวมใส่เสื้อผ้าชุดใหม่เรียบร้อยแล้ว หลี่โหวก็พาตันเจี๋ยกับเ้างูน้อยเข้าไปที่เรือนของตนคืนนี้เขานอนเตียงเดียวกันกับตันเจี๋ยส่วนเ้างูน้อยให้นอนในตะกร้าผ้านวมที่สาวใช้เตรียมไว้ให้
ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งจิบชาเสียด้วยซ้ำเด็กหญิงร่างอ้วนกลมเหมือนก้อนซาลาเปาก็นอนหลับปุ๋ยคาอ้อมแขนของหลี่โหวไปเป็ที่เรียบร้อยเดาว่านางคงเดินเที่ยวเล่นในเมืองจนเหนื่อยล้ามากกระมังถึงได้นอนหลับลึกและนอนหลับปุ๋ยได้ง่ายดายถึงเพียงนั้นด้านหลี่โหวที่มองสำรวจใบหน้าจิ้มลิ้มอยู่พักหนึ่งสุดท้ายหนังตาก็หย่อนยานกระทั่งจมลงสู่ห้วงภวังค์แห่งฝันไล่ตามตันเจี๋ยไปติด ๆ
.
..
เช้าวันรุ่งขึ้น
“คุณหนูเ้าคะตื่นได้แล้วเ้าค่ะ”
เสียงนุ่มนวลของใครคนหนึ่งดังอยู่ข้างหูของตันเจี๋ยเมื่อถูกรบกวนหลายครั้งเข้า เด็กอ้วนขี้เซาก็ปรือตาตื่นด้วยอาการงัวเงียผ่านไปครู่หนึ่งเมื่อลืมตาตื่นได้เต็มหน่วยแล้วนางก็ไม่ได้รีบลุกขึ้นนั่งแต่อย่างใด แต่ตันเจี๋ยเลือกนอนกะพริบตาปริบ ๆมองไปบนขื่อคานพลางครุ่นคิด...
'เหตุใด?ข้าถึงไม่ฝันร้ายเหมือนกับหลายวันที่ผ่านมาแล้วล่ะ'
ั้แ่มาอยู่ในโลกมนุษย์นี่ถือเป็ครั้งแรกที่นางไม่ได้ฝันร้ายถึงอดีตของตนเองรวมทั้งไม่ได้ฝันถึงท่านพ่อกับท่านแม่
'งืม...นี่มันเป็เพราะอะไรกันแน่นะ?'
เกี่ยวหรือไม่!? ที่เมื่อคืนนี้ตันเจี๋ยนอนกับใต้เท้าหลี่ก็เลยไม่ฝันร้าย
แต่จะว่าไป…ั้แ่จำความได้ตันเจี๋ยเองก็ไม่เคยนอนกับผู้ใดเลย เว้นเสียแต่เ้าเสี่ยวหลงจวินหรือนี่...จะเป็อิทธิฤทธิ์ของการมีบิดาเป็ของตัวเอง
'ใช่ ๆมันต้องใช่แน่ ๆ'
แม้หลี่ฉางอิ๋นยังไม่ได้ยกยอให้นางเป็บุตรสาวบุญธรรมแต่ทว่าในความคิดของตันเจี๋ย หลี่ฉางอิ๋นผู้นี้คือบิดาบุญธรรมของนางั้แ่แรกเห็นเขาคือผู้ถูกเลือก ไม่วันใด... ก็วันหนึ่ง... อย่างไร!เขาก็ต้องเป็บิดาบุญธรรมของตันเจี๋ย!
“คุณหนูเ้าคะรีบไปอาบน้ำแต่งกายเถิด วันนี้คุณหนูยังต้องไปพบฮูหยินผู้เฒ่าอีกนะเ้าคะ”นอกจากสะดุดกับคำว่า ‘คุณหนู’ ตันเจี๋ยยังสะดุดกับคำว่า‘ฮูหยินผู้เฒ่า’ เช่นนั้นก็หมายความว่าไม่ได้มีเพียงใต้เท้าหลี่คนเดียวสินะที่ตันเจี๋ยต้องหลอกล่อให้หันมารักใคร่เอ็นดูนาง?