บทที่21-2นับถือ
“ฮาฮ่า” เสียงหัวเราะของหวังหมิงเยว่ดังลั่นไปทั่วศาลากลางน้ำ
“มิเสียแรง ที่เพ่ยฟางอยู่กับน้องเล็กมาตั้งแต่เด็กเหมือนกับก็อปปี้เพสท์กันมาเลย”
“เอ๊ะ!ก็อปปี้ แปลว่าคัดลอก แล้วเพสท์แปลว่าอะไรหรือเจ้าคะพี่สาม” หวังหมิงซินเอ่ยถามถึงคำศัพท์ใหม่ที่นางยังไม่เคยได้เรียน
“เพสท์ สะกดว่า pasteอันที่จริงแปลว่า สิ่งที่มีลักษณะเหนียว หรือแปลว่าแปะก็ได้แต่ในประโยคที่ข้ากล่าวว่า ก็อปปี้เพสท์ แปลว่าคัดลอกสิ่งหนึ่งออกมาแล้วเหมือนกันมาก อย่างเช่นเพ่ยฟางที่เหมือนกับเจ้ามาก”
“อืม เข้าใจแล้ว ขอบคุณเจ้าค่ะพี่สาม”
“น้องเล็ก เมื่อครู่ที่พี่กล่าวออกไปพี่เพียงแค่หยอกล้อเจ้าเท่านั้น เรื่องแบบนี้ต้องค่อยเป็นค่อยไปเจ้ามิต้องทำอะไรทั้งสิ้น ให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติเป็นตัวเจ้าเองนะดีที่สุดแล้วน้องเล็ก” หวังหมิงเยว่มั่นใจว่าด้วยนิสัยของน้องเล็กที่ช่างออดอ้อนและฉอเลาะ เวลาอยู่ใกล้ชายหนุ่มย่อมต้องเผยนิสัยด้านนี้ของตนเองออกมาชายหนุ่มอย่างคุณชายอี้โจวต้องตกอยู่ในกำมือของน้องเล็ก เหมือนกับท่านปู่ ท่านพ่อและพี่ชายของนาง
“เจ้าค่ะพี่สาม” หวังหมิงซินตอบรับคำสอนของพี่สาว
หวังหมิงเยว่หันไปเห็นชงเมิ่งผู้เป็นสาวใช้คนสนิทของตนเองเดินถือขนมมาหาพวกนางที่ศาลากลางน้ำ จึงเอ่ยแนะนำขนมชนิดใหม่กับน้องสาว
“น้องเล็ก ชงเมิ่งนำขนมมาแล้ว นี่คือขนมชนิดใหม่มีชื่อว่าขนมข้าวต้มมัด พี่จะทำออกขายในช่วงเทศกาลกินเจที่ใกล้จะถึงนี้ เจ้าลองชิมดูว่า ถูกปากเจ้าหรือไม่”
“ข้ามั่นใจว่าต้องถูกปากข้าแน่นอนเจ้าค่ะ” หวังหมิงซินเชื่อมั่นในฝีมือการทำอาหารและขนมของพี่สาวตนเองอีกทั้งพี่สาวของนางขยันและช่างมีความคิดสร้างสรรค์คอยคิดค้นอาหารและขนมชนิดใหม่ออกขายอยู่เสมอนั่นจึงทำให้ภัตตาคารเจี้ยนคังและร้านขนมฉิงเล่อมีชื่อเสียงเลื่องลืออยู่ตลอดเวลาผู้คนต่างหลั่งไหลมาชิมอาหารและขนมชนิดใหม่ไม่ขาดสายทำให้กิจการการค้าเจริญรุ่งเรือง
หวังหมิงเยว่ได้ปรับปรุงสูตรของขนมข้าวต้มมัดเพื่อให้เข้ากับวัตถุดิบของยุคนี้ เพราะที่นี่ไม่มีกะทิ โดยวิธีการทำเริ่มจากแช่ข้าวเหนียวและถั่วดำไว้ข้ามคืน พอตื่นเช้าจึงนำถั่วดำไปต้มประมาณสองเค่อตักขึ้นเพื่อสะเด็ดน้ำแล้ววางทิ้งไว้ จากนั้นจึงต้มน้ำเชื่อมโดยใส่ใบเตย(เซียงหลันเยี่ย) ลงไปด้วย เมื่อน้ำเชื่อมเดือดจึงใส่เกลือเล็กน้อยแล้วตามด้วยข้าวเหนียวคนไปในทิศทางเดียวกันเบาๆนานประมาณหนึ่งเค่อจนข้าวเหนียวขึ้นเงาแล้วยกออกจากเตาไปตั้งพักทิ้งไว้แล้วจึงต่อด้วยการปอกเปลือกกล้วย ใช้มีดผ่าครึ่งกล้วยตามแนวยาวเพื่อเป็นไส้ตรงกลางของข้าวต้มมัด
จากนั้นจึงเริ่มขั้นตอนการห่อข้าวต้มมัดโดยการนำใบตอง (เซียงเจียวเยี่ย) สองใบมาซ้อนกัน หันหน้าที่เป็นมันประกบเข้าหากันตักถั่วดำวางลงบนใบตอง ตามด้วยข้าวเหนียวและกล้วยตามลำดับแล้วตักข้าวเหนียวลงไปปิดทับหน้ากล้วยอีกครั้ง หวังหมิงเยว่ยังใส่งาดำคั่วเพิ่มเติมลงไปด้วยเพราะเนื่องจากไม่มีกะทิ นางจึงใส่งาดำลงไปเพื่อช่วยเพิ่มความมันและความหอมให้กับขนมต่อด้วยพับใบตองครึ่งหนึ่งเป็นรูปสามเหลี่ยมให้เหลื่อมกันนิดหน่อยพับที่ปลายใบตองลงมาครึ่งหนึ่ง และพับอีกครึ่งที่เหลือลงมา พับเก็บใบตองให้สวยงามเมื่อทำครบสองชิ้นให้นำมาประกบกันแล้วมัดให้สวยงาม จากนั้นนำข้าวต้มมัดไปตั้งบนน้ำเดือดพล่านใช้ไฟแรงนึ่งประมาณหนึ่งชั่วยามเป็นอันแล้วเสร็จ
หวังหมิงซินที่ได้ชิมขนมข้าวต้มมัดเป็นครั้งแรกรีบเอ่ยปากชมความอร่อยกับพี่สาวทันที
“อร่อยมากเจ้าค่ะพี่สาม ข้าไม่คิดเลยว่า เมื่อกินกล้วยคู่กับข้าวเหนียวแล้วจะอร่อยได้ถึงขนาดนี้เจ้าค่ะ”
“มันมิใช่แค่กล้วยกับข้าวเหนียวหรอกน้องเล็กยังมีส่วนผสมอีกหลายอย่างจึงทำให้อร่อยได้เยี่ยงนี้”
“พี่สามเก่งจริงๆ เจ้าค่ะคิดอาหารและขนมได้หลากหลายมาก”
หวังหมิงเยว่ส่งยิ้มให้กับน้องสาวของตนเองทั้งที่ในใจกลับคิดว่า
‘หนูขอยกความดีความชอบให้กับคนที่คิดค้นอาหารและขนมพวกนี้นะคะหนูแค่ขอยืมมาใช้ก่อนค่ะ’
“อืม พี่สามเจ้าคะข้ามีเรื่องอยากจะขอเจ้าค่ะ”
“เรื่องอันใดหรือ”
“ข้าอยากจะขอแบ่งขนมข้าวต้มมัดไปให้พี่อี้โจวและน้องจิ่งเทียนชิมด้วยได้หรือไม่เจ้าคะ”
หวังหมิงเยว่อมยิ้มและส่งสายตาล้อเลียนไปให้กับน้องสาวแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงรื่นรมย์ว่า
“เมื่อคนเรามีความรัก ทุกลมหายใจเข้าออกก็คิดถึงแต่คนรักเสมอสินะ”
“พี่สาม ท่านอย่าล้อเลียนข้าสิเจ้าคะ”
“ข้าพูดความจริงมิได้ล้อเลียนเจ้าเสียหน่อย”
“หึ แต่น้ำเสียงและสายตาของพี่สามมิได้เป็นอย่างที่ท่านกล่าวเลยนะเจ้าคะ”
“ฮาฮ่า เอาไปเถิด พี่ทำข้าวต้มมัดไว้เยอะย่อมมีเพียงพอให้ว่าที่น้องเขยได้ชิมแน่นอน”
“ขอบคุณเจ้าค่ะพี่สาม”
“เพ่ยฟาง เจ้าดูคุณหนูของเจ้าสิไม่ปฏิเสธที่ข้าพูดว่า ว่าที่น้องเขยเลยสักนิด” หวังหมิงเยว่หันไปกล่าวกับสาวใช้ตัวน้อย
“ก็คุณหนูของข้า เป็นคนพูดตรงเจ้าค่ะคิดอย่างไรก็พูดอย่างนั้น ให้อิดออดเอียงอายอย่างเช่นกุลสตรี ไม่มีหรอกเจ้าค่ะ”เพ่ยฟางกล่าวด้วยความภูมิใจในตัวเจ้านายยิ่งนัก
“ฮาฮ่า โอ้ย!ไม่ไหว วันนี้ข้าหัวเราะจนหมดแรงแล้ว” หวังหมิงเยว่พูดไปและหัวเราะไปความเครียดที่เกิดจากเหตุการณ์ตอนเช้าได้มลายหายไปสิ้น
เมื่อหวังหมิงซินได้กินขนมอย่างเอร็ดอร่อยและเต็มอิ่มแล้วจึงบอกกล่าวกับพี่สาวเรื่องที่สหายของตนต้องการเปิดร้านเครื่องสำอางและชวนนางไปเที่ยวยังเมืองหลูโจว
“ดีแล้วเป็นการขยายตลาดสินค้าของเจ้าไปยังเมืองอื่นเมืองหลูโจวมีจำนวนพลเมืองเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังมีกำลังซื้ออีกด้วย พี่เชื่อว่า ร้านของคุณหนูจื่อเชียนต้องขายดีเจริญรุ่งเรืองแน่นอน”
“ถ้าพี่สามบอกว่า จะขายดีข้าก็มั่นใจเจ้าค่ะ เพราะพี่สามเก่งกาจที่สุดเจ้าค่ะ” หวังหมิงซินภูมิใจและนับถือในตัวพี่สาวของตนเองมากตั้งแต่เด็กสิ่งที่นางต้องการมากที่สุดมีสองเรื่องคือเรื่องแรกขอให้ดรีมมาหานางแบบพี่สามบ้าง และอีกหนึ่งเรื่องคือนางต้องการที่จะเก่งกาจแบบพี่สามของนาง
“นั่นเป็นเพราะพี่มั่นใจในเครื่องสำอางที่เจ้าเป็นคนคิดค้นและพัฒนาปรับปรุงอยู่ตลอดเวลาว่าเป็นของดีมีคุณภาพ ลูกค้าย่อมต้องชอบและติดใจในสินค้าของเจ้า”
“ขอบคุณเจ้าค่ะพี่สาม”
“เช่นนั้น เจ้าจะไปเมืองหลูโจวเมื่อใด”
“ข้าคิดว่าน่าจะหลังช่วงเทศกาลกินเจที่ใกล้จะถึงนี้เจ้าค่ะ”
“อย่าลืมนำป้ายหยกที่พี่เขยมอบให้เจ้า ติดตัวไปด้วยที่อู่โหวและเฉิงตือหลงจู๊ของภัตตาคารเจี้ยนคังรู้จักเจ้าดีเจ้าจึงมิต้องแสดงป้ายหยก แต่ที่หลูโจวเจ้าต้องแสดงป้ายหยกมิเช่นนั้นเจ้าอาจจะต้องจ่ายเงินเวลาไปกินข้าวที่นั่น แล้วจะมาหาว่า พี่ไม่เตือนไม่ได้นะ”
“ถ้าพี่สามไม่เตือนข้าคงลืมไปแล้วเจ้าค่ะ ข้าต้องกลับไปหาป้ายหยกก่อนมิรู้ว่าข้านำไปเก็บไว้ที่ใดเจ้าคะ”