จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 70 ชั่วพริบตา

                ไป๋หยุนเฟยพลันเงยหน้าขึ้นสีหน้าอำมหิตที่ยากจะได้เห็นฉายชัดบนใบหน้า มันเขม้นมองชายหนุ่มชุดดำด้วยแววตาเย็นชา

                “ไสหัวไป!”

                ความเดือดดาลอย่างกะทันหันของไป๋หยุนเฟยสร้างความตื่นตะลึงแก่ผู้คนรอบด้านไปชั่วขณะโดยเฉพาะหลิวเมิ่งและเสี่ยวหนิงที่ไม่เคยเห็นท่าทีของไป๋หยุนเฟยเช่นนี้มาก่อนทั้งคู่จึงได้แต่มองดูด้วยใบหน้าตื่นตระหนก

                แต่สำหรับชายหนุ่มชุดดำหลังจากมองดูไป๋หยุนเฟยอย่างตื่นตะลึงไปชั่วขณะ ก็ชี้ปลายจมูกตนเองด้วยสีหน้าเหลือเชื่อพร้อมกับเอ่ยปากถาม“เจ้าเรียกข้าไสหัวไป?”

                ไป๋หยุนเฟยเหลือบตามองหลิวเมิ่งด้วยใบหน้าบึ้งตึงก่อนจะเขม้นมองชายหนุ่มพร้อมกล่าวอย่างขุ่นเคืองว่า“ข้าไม่สนใจว่าเจ้ามาจากไหน แต่ยามนี้ข้าอารมณ์ไม่ดี ดังนั้นอย่าได้แส่หาเรื่อง!”

                ชายหนุ่มชุดดำเบิกตากว้างจ้องมองไป๋หยุนเฟยอยู่ชั่วขณะแต่จู่ๆความเดือดดาลสุดขีดของมันราวกับแปรเปลี่ยนเป็นความขบขันจนต้องหัวร่อออกมามันชี้นิ้วยังไป๋หยุนเฟยพลางกล่าวว่า “ฮ่า ฮ่า! ไม่เลว ไม่เลว!ไม่คิดว่าเจ้าจะกล้ากล่าวเช่นนี้กับท่านปู่ของเจ้า!เจ้าต้องการเล่นบทวีรบุรุษต่อหน้าหญิงงามกระมัง? เฮอะ!อย่าได้ไม่รู้จักประมาณตนเกินไปนัก!”

                ขณะกล่าววาจาจู่ๆมันก็ยื่นมือคว้าคอเสื้อไป๋หยุนเฟยโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า!คนผู้นี้นับว่าไม่รู้จักกฎเกณฑ์และมารยาทแม้แต่น้อยเพียงพูดจาขัดแย้งกันไม่กี่คำก็ลงมือจู่โจมใส่ทันที

                เห็นคู่ต่อสู้จู่โจมอย่างปลอดโปร่งแต่กลับเปี่ยมด้วยพลังแก้วตาไป๋หยุนเฟยก็หดแคบลง มันรีบพลิกกายชกหมัดขวาออกปะทะกับฝ่ามือของฝ่ายตรงข้ามอย่างฉับพลันเสียงแผ่วทุ้มดังขึ้นพร้อมกับชายหนุ่มชุดดำล่าถอยออกไปสองก้าว แต่ม้านั่งที่ไป๋หยุนเฟยนั่งอยู่ก็ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดราวกับถูกบิดด้วยแรงมหาศาล

                “โอ? ผู้ฝึกปรือวิญญาณ!”หลังจากยั้งร่างลงได้ ชายหนุ่มชุดดำก็อุทานด้วยสีหน้าตื่นตะลึงมันถึงกับใช้สายตา‘ตื่นเต้นยินดี’มองดูไป๋หยุนเฟย

                “ฮ่าฮ่า! ผู้ใดจะคาดคิดว่าเจ้าจะเป็นผู้ฝึกปรือวิญญาณ?! ประเสริฐ ประเสริฐมากท่านปู่ของเจ้าคนนี้ชอบเหยียบย่ำคู่ต่อสู้ที่เข้มแข็งเป็นที่สุด!”กล่าวจบมันก็รุกจู่โจมใส่ไป๋หยุนเฟยอีกครั้งด้วยสีหน้าเปี่ยมด้วยความตื่นเต้น

                “น่าขัน!”ไป๋หยุนเฟยประหลาดใจยิ่งที่เห็นอีกฝ่ายพุ่งเข้าหาอีกครั้ง ดวงตามันทอประกายดุร้ายชั่วพริบตาไป๋หยุนเฟยยืนขึ้นและสืบเท้าออกหมัดชกใส่ใบหน้าศัตรูแววตาของอีกฝ่ายทอแววประหลาดใจก่อนจะเร่งความเร็วทะยานร่างมาถึงด้านซ้ายของไป๋หยุนเฟยราวกับแมวป่ามันกางมือเป็นกรงเล็บตะกุยเข้าใส่ลำคอไป๋หยุนเฟยอย่างอำมหิต

                เล็บมือชายหนุ่มชุดดำยาวกว่าคนทั่วไปมากนักมิหนำซ้ำยังเปล่งประกายเย็นเยียบกรงเล็บนี้ตะกุยใส่เส้นเลือดใหญ่ที่คอไป๋หยุนเฟยแต่ก็กระทบถูกเพียงเงาร่างลวงตา ไป๋หยุนเฟยพุ่งถอยครึ่งก้าวจากนั้นชกหมัดใส่ไหล่ขวาของคู่ต่อสู้อย่างถนัดถนี่

                แม้ไม่ได้ใช้ออกด้วยวิชาระลอกคลื่นแต่พลังของหมัดนี้ยังคงหนักหน่วงพอจะส่งชายหนุ่มชุดดำล่าถอยออกไปไม่หยุดกระทั่งกระแทกชนใส่โต๊ะด้านหลังจึงยั้งกายลงได้ ขณะบีบนวดหัวไหล่มันก็มองดูไป๋หยุนเฟยด้วยสีหน้าตื่นตะลึง

                “วีรชนวิญญาณระดับกลาง?!”

                หลังแลกเปลี่ยนกระบวนท่าหยั่งเชิงทั้งสองก็ทราบฝีมือของอีกฝ่าย ชายหนุ่มทั้งสองล้วนบรรลุด่านวีรชนวิญญาณระดับกลาง

                ผู้คนรอบด้านบนชั้นสองต่างหลบหนีไปตั้งแต่ที่ทั้งสองเริ่มประมือกันยามนี้หลงเหลือเพียงคนทั้งสี่ที่ยังรั้งอยู่ หลิวเมิ่งและเสี่ยวหนิงทั้งสองล่าถอยไปอยู่ด้านข้างมองดูชายหนุ่มชุดดำตรงหน้าด้วยสีหน้าสับสน

                “ฮี่ฮี่ ไม่เลว ไม่เลว ผู้ใดจะคาดคิดว่าข้าจะมองผิด? ไม่นึกเลยว่าเจ้าจะเป็นผู้ฝึกปรือวิญญาณที่มีพลังทัดเทียมกับข้า”ชายหนุ่มชุดดำกวัดแกว่งแขนขวาด้วยท่าทีโอหังดังเดิม ยามมองดูหลิวเมิ่งที่ด้านหลังไป๋หยุนเฟยดวงตามันกลอกกลิ้งพลางกล่าวกลั้วหัวเราะว่า “แม่นางเจ้ารอดูข้าขยี้มันเป็นเศษเนื้อ แล้วค่อยติดตามข้าไป!”

                กล่าวจบคำก็หันไปเขม้นมองไป๋หยุนเฟยอีกครั้งหลังจากล่าถอยออกไปหลายก้าวก็กล่าวว่า “เฮอะ เจ้าเด็กน้อย อย่าคิดว่ามีพลังทัดเทียมกันแล้วจะรับมือข้าได้ขอบอกให้เจ้ารู้ว่าข้าร้ายกาจกว่าเจ้ามากนัก มากจนเจ้าไม่อาจคาดฝันถึงได้ ข้าจะให้เจ้าได้ลิ้มรสสิ่งที่ผู้ฝึกปรือวิญญาณจากสำนักต่ำต้อยอย่างเจ้าไม่เคยพบเจอมาก่อนในชีวิต...”

                ชายหนุ่มชุดดำยกมือซ้ายขึ้นสะบัดไปด้านหน้าเงาร่างสีเทาขนาดมหึมาก็ปรากฏขึ้นจากอากาศธาตุเบื้องหน้ามันโดยไม่มีวี่แววล่วงหน้า

                ไป๋หยุนเฟยลอบประหลาดใจอยู่บ้างเมื่อเห็นอีกฝ่ายล่าถอยไปแต่พริบตาได้เห็นตัวตนของเงาสีเทาตรงหน้าใบหน้ามันต้องแปรเปลี่ยนอย่างใหญ่หลวงดวงตาไป๋หยุนเฟยเบิกกว้างพร้อมกับใบหน้าเปี่ยมด้วยความตื่นตะลึง

                สุนัขป่าสีเทาขนาดมหึมาจู่ๆก็ปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าชายหนุ่มชุดดำ!!

                สุนัขป่าตัวนี้ขนาดเท่าวัวขาทั้งสี่ข้างเปี่ยมด้วยกล้ามเนื้อที่ทรงพลัง ขนสีเทาหยาบหนาราวเข็มปักปกคลุมไปทั้งร่างมิหนำซ้ำยังสะท้อนแสงแวววับตัวมันโก่งขึ้นเล็กน้อย เขี้ยวงอกโผล่ออกมาจากปากที่น้ำลายหยาดหยดออกมาอย่างเชื่องช้าดวงตามันแดงก่ำแต่ดูราวกับไร้วิญญาณ

                รังสีอำมหิตพุ่งกระทบใบหน้าไป๋หยุนเฟยส่งผลให้ชายหนุ่มต้องล่าถอยโดยไม่รู้สึกตัวด้วยความแตกตื่นดวงตาก็ปรากฏความตื่นตระหนกอย่างชัดเจน นี่เป็นครั้งแรกที่ไป๋หยุนเฟยต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่อาจคาดการณ์ได้เช่นนี้

                ……

                บนถนนกว้างใหญ่ที่ห่างจากภัตตาคารแห่งนี้ไปหลายลี้บุรุษสวมผ้าคลุมสีเงินไว้ผมยาวกำลังเดินครุ่นคิดอย่างเชื่องช้าคนผู้นี้จะเป็นใครหากไม่ใช่หงยิน

                และเช่นเคยบนไหล่หงยินมีมุสิกสีขาวตัวเล็กที่นอนหมอบสงบนิ่งราวหลับใหลอยู่ แต่จู่ๆหมวดที่ยาวเหยียดของมันก็สั่นกระตุกแล้วมุสิกขาวก็พลันลืมตาขึ้นมิคาดว่าดวงตาของมุสิกตัวเล็กนี้จะฉายแววประหลาดใจสุดขีดเช่นเดียวกับมนุษย์ จากนั้นมุสิกสีขาวจึงเหยียดกายส่งเสียงร้องขึ้นสองครา

                เมื่อสัมผัสได้ถึงท่าทีอันผิดปกติของมุสิกบนไหล่หงยินก็พลันหยุดเท้าเอียงคอมองอย่างงุนงงก่อนจะเอ่ยปากถามเสียงค่อย“มีอะไรหรือเสี่ยวถัง?”

                เสี่ยวถังยืดร่างขึ้นยืนดั่งมนุษย์ดูราวกับกำลังจับสัมผัสอย่างละเอียดครู่ต่อมาจึงใช้กรงเล็บทั้งคู่ชี้ไปด้านซ้ายมือของหงยินพร้อมกับส่งเสียงร้องสองครา

                หงยินขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะหันไปยังทิศทางนั้นจากนั้นหลับตาจับสัมผัสอยู่หลายอึดใจ จู่ๆหงยินก็ลืมตาขึ้นส่งประกายแวววับ “กลิ่นอายอสูรวิญญาณ!มิหนำซ้ำ ความรู้สึกเช่นนี้...”

                ไม่ทันกล่าวจบคำมันก็ขมวดคิ้วแนบแน่นยิ่งขึ้น หลังจากใคร่ครวญชั่วครู่จึงหันกายเดินเข้าตรอกไปชั่วขณะที่เดินผ่านหัวมุมภายในตรอกหงยินก็พลันสาบสูญไป

                เหล่าผู้คนที่สัญจรผ่านไปมาบนท้องถนนตามปกติกลับไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นว่ามีคนผู้หนึ่งเพิ่งหายสาบสูญไปในอากาศธาตุ...

                ……

                ภายในภัตตาคารเมื่อได้เห็นท่าทีตื่นตะลึงบนใบหน้าไป๋หยุนเฟยชายหนุ่มชุดดำก็ระเบิดเสียงหัวร่ออย่างลำพองพร้อมกับกล่าวด้วยความโอหัง “เป็นไร? แตกตื่นแล้วหรือไม่?เจ้าคงไม่เคยพบพานเรื่องเช่นนี้กระมัง? หวาดหลัวแล้วหรือไม่?เฮอะ พวกเราสามารถเก็บอสูรวิญญาณไว้ในแหวนช่องมิติได้เศษสวะจากสำนักต่ำต้อยอย่างเจ้ามีหรือจะเข้าใจเคล็ดวิชาเร้นลับของสำนักเจ้าอสูรข้าได้?!สุนัขป่าอัสนีบาต จัดการมันให้แก่ข้า!”

                ด้วยคำสั่งของผู้เป็นนายสุนัขป่าสีเทาตัวใหญ่จึงกระโจนอย่างฉับพลันใส่ใบหน้าไป๋หยุนเฟยในชั่วพริบตาพร้อมกับปากที่อ้ากว้างไป๋หยุนเฟยถึงกับได้กลิ่นเหม็นสาบโชยมาจากปากที่ใหญ่โตเท่าชามอ่างของมันได้

                ไป๋หยุนเฟยแตกตื่นอย่างใหญ่หลวงนี่ต่างจากฝูงสุนัขป่าที่มันเคยต่อสู้เมื่อครั้งเดินทางข้ามภูเขาสุนัขป่าธรรมดาในป่าพวกนั้นเมื่อเทียบกับสุนัขป่าตัวนี้ถึงกับกลายเป็นลูกแมวไปที่สำคัญความเร็วของมันยังเหนือกว่าที่ไป๋หยุนเฟยจินตนาการไว้มากนักชั่วขณะที่เห็นมันขยับเคลื่อนไหวตัวของมันก็มาอยู่ที่ตรงหน้าไป๋หยุนเฟยในบัดดล!

                ไป๋หยุนเฟยรีบเคลื่อนเท้าไถลร่างไปด้านซ้ายโดยสัญชาตญาณแต่กรงเล็บที่แหลมคมราวใบมีดของสุนัขป่าอัสนีบาตมาถึงข้างหูแล้ว ไป๋หยุนเฟยรีบสลับเท้าอย่างต่อเนื่องเคลื่อนกายออกไปสองเชียะในพริบตาค่อยหลบเลี่ยงท่าจู่โจมนี้พ้น

                กระนั้นยามที่ร่างใหญ่โตของสุนัขป่าอัสนีบาตเฉียดผ่านกายมันไป จู่ๆสีหน้าไป๋หยุนเฟยต้องแปรเปลี่ยนอย่างใหญ่หลวง!

                นั่นเพราะที่อยู่ด้านหลังมันคือหลิวเมิ่ง!

                ด้วยความแตกตื่นไป๋หยุนเฟยจึงหลบเลี่ยงโดยสัญชาตญาณ แต่ตัวมันกลับลืมเลือนเรื่องสำคัญที่สุดนี้ไป!

                พริบตาเดียวหัวใจไป๋หยุนเฟยก็แทบจะหยุดเต้นมันพลิกกายอย่างหักโหมจึงมองเห็นสุนัขป่าอัสนีบาตกระโจนเข้าใส่หญิงสาวทั้งสองคน!

                ที่จริงระยะห่างจากไป๋หยุนเฟยถึงหญิงสาวทั้งสองนับว่าห่างไกลเพียงพอให้มันและชายหนุ่มชุดดำต่อสู้กันได้อย่างเต็มที่แต่กระนั้นผู้ใดจะคาดคิดว่าชายหนุ่มชุดดำจะพลันปลดปล่อยอสูรวิญญาณออกมาจู่โจมใส่?

                แต่สำหรับสุนัขป่าอัสนีบาตแล้วระยะทางเพียงเท่านี้นับว่าไร้ความหมาย!

                ไป๋หยุนเฟยหมายจะร้องเตือนแต่ก็ไม่ทันท่วงทีดวงตามันเปลี่ยนเป็นแดงฉานขณะที่เร่งเร้าพลังวิญญาณทั้งมวลสู่สองขาจากนั้นทุ่มเทพลังควบคุมกระดูกกล้ามเนื้อและจุดชีพจรบนข้าทั้งสองข้างเร่งความเร็วพุ่งเข้าหาหลิวเมิ่งสุดกำลัง!

                แต่นั่นยังไม่เพียงพอ!ด้วยตำแหน่งที่มันอยู่ย่อมไม่อาจพุ่งไปหาหลิวเมิ่งได้ก่อนสุนัขป่าอัสนีบาตอย่างแน่นอน!

                ทั้งหมดนี้บรรยายอย่างยืดยาวแต่กลับเกิดขึ้นในพริบตายามที่ไป๋หยุนเฟยเพิ่งขยับเคลื่อนไหวก็เห็นหลิวเมิ่งขยับร่างฉุดดึงเสี่ยวหนิงที่อยู่ข้างกายหลบเลี่ยงกรงเล็บที่จู่โจมใส่ได้อย่างฉิวเฉียด

                แก้วตาไป๋หยุนเฟยหดวูบมันรีบทะยานร่างไปข้างกายหลิวเมิ่งและผลักนางออกไปสองก้าวก่อนจะยกหมัดขวาขึ้นชกใส่ข้างลำตัวสุนัขป่าอัสนีบาตที่เพิ่งหยั่งเท้าลงพื้นอย่างดุดัน!

                โครม!เสียงกึกก้องดังขึ้น พร้อมกับสุนัขป่าอัสนีบาตที่ถูกชกกระเด็นข้ามโต๊ะออกไปหลายวากรงเล็บของมันจิกแน่นใส่เนื้อไม้สร้างรอยเล็บเป็นแนวยาวบนพื้นสุดท้ายจึงยั้งร่างลงได้ก่อนจะกระโจนเข้ามาอีกครั้งโดยไม่รีรอ!

                ดวงตาไป๋หยุนเฟยทอแววอำมหิตแทนที่จะหลบเลี่ยงมันกลับขยับร่างพุ่งกายเข้าปะทะ!เห็นสุนัขป่าอัสนีบาตตวัดกรงเล็บใส่ ไป๋หยุนเฟยจึงฟุบร่างหลบเลี่ยงชั่วขณะที่หัวของสุนัขป่าเฉียดผ่านไป ร่างที่ฟุบลงของไป๋หยุนเฟยกลับชะงักค้างแล้วขยับร่างเหยียดกายขึ้นยืนอีกครั้งพร้อมกับเส้นเลือดดำบนแขนขวาเบ่งพองขึ้นก่อนจะชกใส่ลำตัวสุนัขป่าอัสนีบาตอย่างหักโหม!

                พลังหมัดเก้าทบ!

                เสียงหนักทึบดังแว่วมาอีกครั้งแต่ฟังดูคล้ายมีเสียงราวฉีกแพรผสานมาแผ่วเบาพร้อมกันนั้นร่างใหญ่โตของสุนัขป่าอัสนีบาตก็ถูกชกลอยละลิ่วเป็นวงโค้งออกไปหาชายหนุ่มในชุดดำที่ยืนอยู่ตรงหน้าไป๋หยุนเฟย!

                เดิมทีชายหนุ่มในชุดดำมองดูการต่อสู้ระหว่างไป๋หยุนเฟยกับสุนัขป่าอัสนีบาตด้วยความสนใจอย่างยิ่งแต่เมื่อครู่มันเห็นอสูรวิญญาณของตนถูกคู่ต่อสู้ชกกระเด็นจิตใจมันก็สะท้านหวั่นไหวรีบหลบเลี่ยงไปด้านข้าง

                สุนัขป่าอัสนีบาตพลิกตัวกลางอากาศลงสู่พื้นอย่างมั่นคงอีกครั้งแม้จะถูกพลังหมัดเก้าทบอย่างถนัดถนี่แต่ดูจากภายนอกกลับไม่ได้รับผลกระทบแม้แต่น้อยอาจบางทีมันยังไม่รู้สึกถึงอาการบาดเจ็บภายในก็เป็นได้หลังจากส่งเสียงคำรามสุนัขป่าสีเทาก็พุ่งเข้าจู่โจมใส่ไป๋หยุนเฟยอีกครั้ง

                ไป๋หยุนเฟยแสดงสีหน้าเคร่งเครียดมันยื่นมือขวาออกก็ปรากฏทวนสีแดงฉานอยู่ในมือเตรียมจะพุ่งทะยานเข้าปะทะกับศัตรูอีกครั้ง

                แต่กระนั้นขณะสืบเท้าไปได้ครึ่งก้าวก็ต้องชะงักกลางคันเนื่องเพราะมีบุรุษผู้หนึ่งปรากฏกายขึ้นที่กึ่งกลางระหว่างมันกับสุนัขป่าอัสนีบาต

                ไร้วี่แววล่วงหน้าไม่ว่าผู้ใดก็ไม่ทราบว่าบุรุษผู้นี้ปรากฏกายขึ้นได้อย่างไรราวกับที่แห่งนี้จู่ๆก็มีคนอีกผู้หนึ่งปรากฏขึ้นจากอากาศธาตุ

                จะเป็นผู้ใดหากไม่ใช่หงยิน!