หลังจากพิชิตอินทรีหิมะยักษ์ (雪山巨鹰) และได้พักฟื้นจนพลังฟื้นคืนเกือบสมบูรณ์ เจี้ยนหลิน (剑林) และศิษย์พี่หญิงเยว่ชิงหลิง (月清灵) ก็มิรอช้า เตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางบทใหม่ แสงอรุณรุ่งแห่งวันสาดจับยอดเขาที่ราบสูงเมฆาสถิต (云栖高原) ดุจทองคำหลอมเหลวอาบไล้ ทว่าความงดงามนั้นมิอาจกลบกลืนความลึกลับและภยันตรายที่แฝงเร้นอยู่ในทุกอณูของหุบเขาเร้นเมฆา (隐云谷) แห่งนี้
"เส้นทางตามแผนที่และศิลาจารึกนั้น ยังคงอีกยาวไกล" เยว่ชิงหลิงกล่าวขณะมองไปยังทิศทางที่พวกเขาตั้งใจจะมุ่งหน้าไป "พวกเราต้องยิ่งระมัดระวังมากขึ้นกว่าเดิม" น้ำเสียงของนางยังคงความเยือกเย็นเช่นเคย แต่แฝงไว้ด้วยความตระหนักรู้ถึงความไม่แน่นอนเบื้องหน้า
เจี้ยนหลินพยักหน้ารับ "ข้าเข้าใจขอรับศิษย์พี่หญิง" เขากล่าวพลางตรวจสอบย่ามผ้าที่ใส่แก่นอสูร (妖丹) ของอินทรีหิมะไว้อย่างดี "ดินแดนแห่งนี้...ประหนึ่ง 'พยัคฆ์ซ่อนลาย มังกรเร้นกาย' (卧虎藏龙) ทุกย่างก้าวล้วนต้อง 'หยั่งรู้เมฆาก่อนพิรุณ' (未雨绸缪)"
ทั้งสองออกเดินทางอีกครั้ง สองข้างทางยังคงเป็นทัศนียภาพอันกว้างใหญ่และเปิดโล่งของที่ราบสูง ทว่ายิ่งเดินทางลึกเข้าไป พืชพรรณก็ยิ่งดูแปลกตาและเก่าแก่ยิ่งขึ้น กลุ่มสนเมฆาโบราณ (古云松) บางต้นสูงใหญ่เสียจนยอดของมันแทบจะมองไม่เห็น ราวกับยืนหยัดท้าทายกาลเวลามานับพันนับหมื่นปี บุปผาเหมันต์นิรันดร์ (永冬花) ที่พบเห็นก็มีสีสันที่เข้มข้นและเปล่งประกายลึกลับยิ่งกว่าเดิม
"ขาวน้อย" (小白) ที่เกาะอยู่บนไหล่ของเจี้ยนหลิน บัดนี้ดูจะสงบเสงี่ยมลงกว่าปกติ ดวงตากลมโตของมันสอดส่ายไปมารอบทิศทางอย่างระแวดระวัง
หลังจากเดินทางผ่านทุ่งหญ้าขนแกะเมฆา (云绒草) อันกว้างใหญ่และข้ามลำธารน้ำแข็งที่ไหลรินมาจากยอดเขาสูงอยู่หลายสาย ในที่สุดเมื่อแสงตะวันเริ่มจะคล้อยต่ำลง พวกเขาก็มาถึงยังบริเวณที่แผนที่คร่าวๆ และเงื่อนงำจากศิลาจารึกนั้นดูจะสอดคล้องกันมากที่สุด มันเป็นหุบเหวตื้นๆ ที่ถูกบดบังด้วยแนวโขดหินรูปร่างประหลาด และเมื่อพวกเขาเคลื่อนตัวเข้าไปใกล้...ภาพที่ปรากฏแก่สายตาก็ทำให้ทั้งสองต้องหยุดนิ่งด้วยความประหลาดใจ
เบื้องหน้าของพวกเขาคือ "ซากอารยธรรมโบราณ" (古老文明遗迹 ) ที่ถูกทิ้งร้าง! กลุ่มโครงสร้างหินขนาดใหญ่ที่ผุพังไปตามกาลเวลา กำแพงหินที่เคยสูงตระหง่านบัดนี้พังทลายลงมาเป็นกองๆ เสาหินแกะสลักลวดลายวิจิตรบางต้นหักโค่นลงกับพื้น ในขณะที่บางต้นยังคงยืนหยัดอย่างเดียวดายท้าทายลมหนาว ทุกสิ่งทุกอย่างถูกปกคลุมไปด้วย "ตะไคร่เขียว" (青苔 ) และเถาวัลย์เลื้อยพัน บ่งบอกถึงกาลเวลาที่ผ่านพ้นไปอย่างยาวนาน บรรยากาศโดยรอบดูอ้างว้าง วังเวง และแฝงไว้ด้วยความขรึมขลังของอดีตกาลที่ถูกลืมเลือน
"สถานที่แห่งนี้..." เยว่ชิงหลิงพึมพำเบาๆ แววตาของนางทอประกายครุ่นคิด "ดูเหมือนจะถูกทิ้งร้างมานานนับพันปีแล้วกระมัง"
แต่สิ่งที่ทำให้ทั้งเจี้ยนหลินและเยว่ชิงหลิงต้องขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจระคนความระแวดระวังก็คือ...บริเวณใจกลางของซากโบราณสถานนั้น มีร่องรอยของการ "ขุดค้น" หรือ "เคลื่อนย้าย" กองหินบางส่วนอย่างชัดเจน! มีรอยเท้าที่ยังใหม่ประทับอยู่บนพื้นดินที่อ่อนนุ่ม และที่สำคัญที่สุดคือ...มีกลิ่นอายของ "พลังงานมลทิน" (污秽能量) จางๆ แต่ก็ยังคงชัดเจนลอยอบอวลอยู่ในอากาศ! มันเป็นกลิ่นอายที่เจี้ยนหลินคุ้นเคยเป็นอย่างดี...กลิ่นอายของกลุ่มคนชุดดำจาก "สำนักอัคคีเมฆาโลหิต" (血云火宗 )!
‘พวกมัน...ตามมาถึงที่นี่ได้อย่างไรกัน! หรือว่า...นี่คือเป้าหมายที่แท้จริงของพวกมันตั้งแต่แรกแล้ว?’ เจี้ยนหลินคิดในใจด้วยความตื่นตระหนก สัญชาตญาณของเขากู่ร้องเตือนภัย
ทั้งสองคนซ่อนตัวอยู่หลังกำแพงหินที่พังทลายลงมาอย่างรวดเร็ว พยายามจะสังเกตการณ์โดยไม่ให้ศัตรูรู้ตัว แต่ดูเหมือนว่าในขณะนี้จะยังไม่มีผู้ใดอยู่ในบริเวณนั้น
"พวกมันอาจจะเพิ่งจากไปได้ไม่นาน" เยว่ชิงหลิงกระซิบเสียงเบา "หรืออาจจะซ่อนตัวอยู่ที่ใดสักแห่ง คอยดักซุ่มพวกเราอยู่ก็เป็นได้"
เจี้ยนหลินพยักหน้ารับ เขาส่งสัญญาณให้ "ขาวน้อย" ลองตรวจสอบดู "ขาวน้อย" พยักหน้ารับรู้ ก่อนจะค่อยๆ คลานลงจากไหล่ของเขา แล้วเลื้อยหายเข้าไปในเงามืดของซากปรักหักพังอย่างรวดเร็วและเงียบกริบประดุจภูตพราย
หลังจากรออยู่ครู่หนึ่งซึ่งยาวนานราวกับชั่วนิรันดร์ "ขาวน้อย" ก็กลับออกมาพร้อมกับส่งเสียง "คิกๆ" แผ่วเบา มันส่ายหัวเล็กน้อย บ่งบอกว่าไม่พบผู้ใดอยู่ในบริเวณใกล้เคียง แต่แล้วมันก็ใช้จมูกดุนไปที่กองหินกองหนึ่งที่ดูเหมือนจะถูกรื้อค้นอย่างเร่งรีบและไม่เป็นระเบียบ
เจี้ยนหลินและเยว่ชิงหลิงมองหน้ากัน ก่อนจะค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้าไปตรวจสอบอย่างระมัดระวัง ภายใต้กองหินนั้น พวกเขาพบกับ "แผ่นหนัง" (皮卷) ม้วนหนึ่งที่ดูเหมือนจะถูกทิ้งไว้โดยไม่ได้ตั้งใจ หรืออาจจะตกหล่นระหว่างการหลบหนีอย่างเร่งรีบ แผ่นหนังนั้นมีรอยไหม้เป็นจุดๆ และมีกลิ่นอายของพลังงานมลทินติดอยู่อย่างชัดเจน
เจี้ยนหลินค่อยๆ คลี่แผ่นหนังนั้นออกอย่างระมัดระวัง บนนั้นมีลายเส้นที่วาดขึ้นอย่างหยาบๆ คล้ายกับแผนที่อีกส่วนหนึ่งของหุบเขาเร้นเมฆาแห่งนี้ แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ อักขระ ที่เขียนกำกับไว้ด้วยหมึกสีแดงเลือด!
เยว่ชิงหลิงซึ่งมีความรู้ด้านอักขระโบราณมากกว่า ก้มลงพิจารณาอย่างละเอียด แววตาของนางเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจระคนความเคร่งเครียดขณะที่อ่านข้อความนั้น "นี่มัน...เป็นอักขระลับที่ใช้กันภายในสำนักอัคคีเมฆาโลหิต!" นางอุทานออกมาเบาๆ น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย "มันกล่าวถึง...การตามหา 'แก่นแท้แห่งพลังบรรพกาล' (太古能量核心) ที่ถูกผนึกไว้ใน 'แท่นบูชาสุริยันจันทรา' (日月祭坛 ) ตามคำสั่งของ 'นายท่าน' (主人)! และดูเหมือนว่า...พวกมันเชื่อว่าสถานที่แห่งนี้คือส่วนหนึ่งของเส้นทางไปสู่แท่นบูชานั่น!"
‘นายท่าน! แก่นแท้แห่งพลังบรรพกาล! แท่นบูชาสุริยันจันทรา!’ คำเหล่านั้นทำให้เจี้ยนหลินรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลอย่างรุนแรง! "หน่ออ่อนแห่งกระบี่" (剑之嫩芽) ในทะเลจิตของเขาพลันสั่นไหวเล็กน้อย ราวกับสัมผัสได้ถึงพลังงานอันยิ่งใหญ่และเก่าแก่ที่ถูกกล่าวถึง หรือว่านี่คือเป้าหมายที่แท้จริงของกลุ่มคนชุดดำเหล่านั้น! และหากเป็นเช่นนั้นจริง...พลังงานบรรพกาลที่พวกมันต้องการนั้น จะส่งผลกระทบต่อสมดุลของดินแดนแห่งนี้อย่างไร?
ทันใดนั้น! สัมผัสแห่งพฤกษาของเจี้ยนหลินก็พลันรับรู้ได้ถึง "การเคลื่อนไหว" ของพลังงานบางอย่างที่กำลังใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็วจากทางด้านหลังของซากโบราณสถาน! มันมิใช่พลังงานของอสูร แต่เป็นกลิ่นอายของมนุษย์...และมีจำนวนไม่น้อย!
"มีคนมา!" เขาอุทานเสียงเบา พร้อมกับดึงแขนเยว่ชิงหลิงให้รีบหลบเข้าที่กำบังที่มิดชิดยิ่งกว่าเดิม! ดวงตาของเขาทอประกายเย็นเยียบ ‘ดูท่าว่า...พวกเราคงจะต้อง 'ร่วมนาวาฝ่ามรสุม' (风雨同舟) อีกครั้งเสียแล้ว!’
(จบตอนที่ 165)