นิยายแปล ทุ่งรวงทอง **จบแล้ว**

    Re-new ตอนที่ 96 ซูบผอม

    ตอนที่ 96 ซูบผอม

     

    ชายสูงอายุสองคนที่อายุราว 70ปีกำลังต่อสู้แย่งปลากันในที่สาธารณะเหมือนกับเด็ก ๆ  เมื่อเหล่าอาจารย์ในลานรับประทานอาหารเห็นด้านนี้ของบัณฑิตชื่อดังเข้าภาพลักษณ์ที่ยิ่งใหญ่สง่างามในใจพวกเขาก็พังครืนลงมาทันพลัน

     

    คุณพระช่วย ! นั่นคืออาจารย์ใหญ่หยวนผู้ลึกลับและสันโดษจริง ๆ เยี่ยงนั้นรึ ? นี่มันเด็กเกเรชัดๆ เลยมิใช่รึ !

     

    หัวหน้าเมิ่งอาศัยช่วงที่เพื่อนของเขาผลักกันและขวางกันอยู่นั้นเดินเข้ามาด้วยเขาเพิ่งชิมเนื้อหัวหมูตุ๋นเข้าไปหนึ่งชิ้นก็ถูกผลักออกโดยเพื่อนที่พยายามปกป้องอาหารของเขา  มหาบัณฑิตหยวนโกรธจนหน้าขึ้นสีแดงเขาตะโกนเสียงดังขึ้นมาว่า “ดี ! พวกแกขโมยอาหารของข้า! ตาแก่ผู้นี้ ! ตาแก่ผู้นี้จะตัดขาดกับพวกแกทั้งคู่เลยเป็นเยี่ยงไร! ”

     

    เสี่ยวเฉากับพ่อของนางพากันยืนอึ้งถ้าพวกเขาไม่ได้อยู่ในโรงเรียนหรงซวน นางคงคิดว่ามหาบัณฑิตหยวนเป็นพวกหลอกลวงเป็นแน่นี่...พวกเขา 3 คนเป็นบุคคลที่สำคัญที่สุดของโรงเรียนหรงซวนจริง ๆ รึ ถ้าพวกเขากลายเป็นศัตรูกันเพราะอาหารตุ๋นของนางนางคงรู้สึกบาปมากเสียทีเดียว

     

    เสี่ยวเฉารีบเดินเข้าไปเกลี้ยกล่อมว่า “ท่านอาจารย์ใหญ่หยวนใจเย็น ๆ ก่อนเถิดเจ้าค่ะ ถ้าท่านมิรังเกียจ ทุกคราที่ฉีโตวกลับจากวันหยุด ข้าจะให้เขาเอาอาหารมาให้ท่านด้วยเจ้าค่ะ...”

     

    อาจารย์ใหญ่หยวนกำลังรอให้เสี่ยวเฉาเอ่ยเช่นนี้อยู่ดังนั้นเมื่อเขาได้ยินที่นางกล่าว ความโกรธก็ถูกแปรเปลี่ยนเป็นความดีใจ เขาตอบกลับไปว่า“เด็กดี ชายแก่ผู้นี้มองคนมิผิดจริง ๆ เจ้ามีจิตใจที่ดีมากยิ่งนัก !  ฉื่อชู เจ้ากินเสร็จแล้วหรือยัง ?ถ้าเสร็จแล้วก็พาหยูฝานไปที่หอพักของชั้นพื้นฐานแล้วช่วยจัดการเรื่องให้เขาด้วย”

     

    ฉื่อชูประหลาดใจเล็กน้อย เด็กนั่นเป็นเพียงแค่นักเรียนใหม่ชั้นพื้นฐานแต่อาจารย์ใหญ่กลับสั่งให้เขาที่เป็นผู้ช่วยส่วนตัวให้ไปหาที่พักให้เนี่ยนะเห็นได้ชัดว่าอาจารย์ใหญ่ให้ความสำคัญกับเด็กคนนี้มากถึงเพียงใดกัน !

     

    แม้จะประหลาดใจมากเพียงใดแต่ฉื่อชูก็ไม่ได้เปิดเผยความรู้สึกใด ๆ ออกมาทางสีหน้า เขาตอบเพียงแค่ว่า ‘ขอรับ’ แล้วก็หันไปเอ่ยกับหยูไห่และลูก ๆ ว่า“เชิญทางนี้ขอรับ ! ”

     

    ผู้ช่วยส่วนตัวของอาจารย์ใหญ่อาจารย์ฉื่อชูมาถึงชั้นพื้นฐานเพื่อช่วยนักเรียนใหม่ที่ชื่อ ‘หยูฝาน’ ลงทะเบียนเข้าเรียนเขาได้หาห้องที่หอพักให้นักเรียนใหม่ด้วยตนเองอีกด้วย  ข่าวนี้แพร่กระจายไปทั่วทั้งโรงเรียนหรงซวนอย่างรวดเร็วทุกคนต่างก็อยากรู้เป็นอย่างมากว่าใครคือนักเรียนใหม่คนนั้น ถึงกับสามารถทำให้อาจารย์ฉื่อชูทำทั้งหมดนั้นให้เขาได้

     

    ฉีโตวไม่รู้ว่าเขาได้กลายเป็นคนดังตั้งแต่วันแรกที่เข้าเรียนตอนนี้เขาวางกระเป๋าใบเล็กของเขาลงบนเตียงที่หอพักอย่างมีความสุขเขายื่นมือออกมาแตะเตียงใหม่ที่นุ่มกว่าเตียงที่บ้านเขาอยู่มากโขเมื่อเห็นว่าหอพักมีทั้งโต๊ะและเก้าอี้ เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าตนเองมีสิทธิพิเศษที่ได้มาอยู่และเรียนในสภาพแวดล้อมที่สะดวกสบายเช่นนี้เขาแอบตั้งปณิธานแน่วแน่ไว้ว่าจะขยันเรียนให้มาก ไม่ให้พ่อแม่กับและพี่สาวของเขาต้องผิดหวัง!

     

    เสี่ยวเฉามองเพื่อนร่วมห้องของน้องชายคนหนึ่งอายุประราว 10 ขวบ ส่วนอีกคนเด็กกว่าเล็กน้อย น่าจะราว ๆ 7 - 8 ขวบในสายตาของพวกเขาไม่ได้มีการดูถูกเหยียดหยามเลยแม้แต่น้อยเมื่อเห็นเสื้อผ้าเก่า ๆ โทรมๆ ที่นางกับหยูไห่สวมใส่อยู่ อายุน้อยเช่นนี้แต่กลับมีกาลเทศะมากแล้ว ทั้งยังไม่หยิ่งจองหองและไม่หุนหันพลันแล่นอีกด้วยในใจเสี่ยวเฉาจึงผ่อนคลายลงมามาก

     

    ฉีโตวเพิ่งวางของเฉียนเหวินก็เข้ามาในห้องพร้อมด้วยชามกระเบื้องในมือ นักเรียน 2คนจากชั้นพื้นฐานรีบลุกขึ้นทักทายรุ่นพี่ทันที

     

    เฉียนเหวินพยักหน้าเล็กน้อยให้เด็ก 2คนนั้นแล้วเอ่ยกับฉีโตวว่า “ข้าเอาอาหารมาให้เจ้า รีบกินเสียเพราะประเดี๋ยวมีเรียนการอ่านตอนเช้าชั้นพื้นฐานเริ่มเรียนไปประมาณ 1 เดือนแล้ว เพราะเยี่ยงนั้นถ้ามีอันใดมิเข้าใจก็มาหาข้าได้ตลอดข้าอยู่ห้องที่สามจากทางซ้ายตรงโน้นน่ะ...”

     

    ฉีโตวกังวลมากเมื่อได้ยินว่าเขาพลาดชั้นเรียนไปเกือบหนึ่งเดือนเมื่อได้ยินเฉียนเหวินเสนอตัวจะช่วย เขาจึงตอบกลับว่า “ขอบคุณท่านพี่เสี่ยวเหวินถ้าท่านพี่มิรำคาญ ข้าจะไปขอคำแนะนำจากท่านพี่บ่อย ๆ นะขอรับ ข้ากินข้าวเช้ามาแล้วท่านพี่เก็บไว้กินเองเถอะขอรับ”

     

    “มื้อเย็นเริ่มประมาณยามเซิน ในเมื่อกินข้าวเช้ามาตั้งแต่เช้ามืดถ้าตอนนี้มิกินอะไร จะทนจนถึงบ่ายได้เยี่ยงไร ? ท้องว่างก็เรียนอะไรมิรู้เรื่องหรอก! ” เฉียนเหวินยื่นชามข้าวไปให้ฉีโตวแล้วเร่งว่า “กินเร็วเข้าเถอะ ! ”

     

    เสี่ยวเฉาเห็นว่าข้าวในชามเป็นข้าวขาวผสมลูกเดือยแม้ว่าจะมีเพียงหัวไชเท้าและผักกาดขาวราดมาเท่านั้น แต่ผักพวกนี้ก็ได้ใช้น้ำมันในการผัดซึ่งใกล้เคียงกับมาตรฐานความเป็นอยู่ของครอบครัวธรรมดาทั่วไป นางจึงเอ่ยถามขึ้นว่า“ท่านพี่เสี่ยวเหวิน  อาหารมื้อนี้ราคาเท่าใดรึ? ”

     

    “ข้าวขาวผสมลูกเดือยกับผัก 1 ชามราคา 1อีแปะเท่านั้น ถ้าอยากได้ข้าวขาวอย่างเดียวกับผักก็ราคา 2 อีแปะ ข้าวขาวกับเนื้อก็5 อีแปะ...ถ้าไม่อยากได้ข้าวก็เปลี่ยนเป็นหมั่นโถวได้ มีหมั่นโถวที่ทำด้วยแป้งสาลีแล้วก็ธัญพืชผสม...” เฉียนเหวินเข้าใจความหมายของเสี่ยวเฉาเขาจึงบอกราคาอาหารทั้งหมดจากโรงอาหารให้นางฟัง

     

    อย่างที่ว่ากันว่า ‘จงประหยัดที่บ้านและใช้จ่ายอย่างเสรีขณะเดินทาง’แน่นอนว่าเสี่ยวเฉาไม่ปล่อยให้น้องชายที่ต้องเรียนอยู่ห่างจากบ้านต้องลำบากเขามีวันหยุด 2 วันหลังจากเรียน 5 วัน นางจัดค่าอาหารให้เขาวันละ 8อีแปะและนับเพิ่มให้อีก 10 อีแปะเผื่อเอาไว้ รวมทั้งหมดนางให้เงินฉีโตว 50 อีแปะ

     

    เฉียนเหวินรู้สึกแปลกใจที่เห็นเสี่ยวเฉาให้เงินฉีโตว50 อีแปะ ค่าใช้จ่ายของเขาสำหรับ 5 วันก็แค่ 30 - 40 อีแปะเท่านั้นความเป็นอยู่ของครอบครัวเขาดีกว่าเสี่ยวเฉามาก แต่นางก็ยังให้เงินน้องชายมากถึงขนาดนั้น

     

    ฉีโตวมองพวงเงินที่พี่สาวยื่นให้เขาแล้วปฏิเสธไม่ยอมรับเขาเอ่ยว่า “พี่สาม ข้ากินแค่วันละ 2 อีแปะก็พอแล้ว เหตุใดถึงให้มากขนาดนี้ล่ะ ?ครอบครัวเราก็มิได้ร่ำรวย เพื่อหาเงินมาจ่ายค่าเล่าเรียนให้ข้า ทุกคนในบ้านต่างก็ทำงานกันยุ่งจนไม่ได้พักผ่อนแล้วท่านพี่ให้ข้าแค่ 10 อีแปะสำหรับ 5 วันก็พอแล้ว”

     

    เสี่ยวเฉาดึงเขาไปด้านข้างแล้วเอาเงินให้เขานางเอ่ยว่า “เอาเงินไปก่อนเถอะ ถ้าใช้มิหมดก็เอาไว้ซื้อกระดาษกับพู่กันก็ได้ ฉีโตวร่างกายของเจ้ากำลังโตนะ อย่าเอาแต่คิดเรื่องประหยัดเงินแล้วก็กินของดี ๆ บ้าง ! เจ้าน่าจะรู้ถึงความสามารถของพี่สามแล้วนี่  เงินที่ข้าได้จากการขายอาหารตุ๋นมากพอเป็นค่าใช้จ่ายให้ครอบครัวเราได้รับเงินไปเร็วเข้า มิเช่นนั้นข้าจะโกรธเจ้าแล้วนะ...”

     

    ฉีโตวน้อยตาแดง เขารับเงินพร้อมกับสูดจมูกและเอ่ยว่า“ท่านพ่อ พี่สาม พวกท่านวางใจเถอะ ข้าจะขยันเรียนให้มาก...”

     

    “การเรียนเป็นสิ่งสำคัญแต่สุขภาพสำคัญยิ่งกว่า ! เจ้ายังเด็กและมิเคยจากบ้านมาก่อน  ต้องเรียนรู้ที่จะดูแลตนเองด้วยอย่าลืมใส่เสื้อผ้าให้เหมาะกับอากาศ...” เสี่ยวเฉาน้ำตาไหล ราวกับนางได้ย้อนกลับไปเมื่อชาติก่อนตอนที่น้องชายของนางต้องจากบ้านไปเรียนที่อีกส่วนหนึ่งของประเทศแต่นางไม่สามารถไปส่งเขาได้ในตอนนั้นเพราะนางต้องดูแลร้านอาหารตุ๋นของนางดังนั้นความกังวลและความห่วงใยทั้งหมดจึงออกมาเป็นคำเตือนอย่างต่อเนื่อง

     

    ฉีโตวเช็ดน้ำตาและพยายามสลัดความไม่เต็มใจที่จะจากกันออกไปด้วยเสียงหัวเราะ“พี่สามนี่เหมือนท่านแม่จริง ๆ แม้แต่คำพูดก็ยังเหมือนกันราวกับแกะมิผิดเพี้ยน ! ”

     

    หยูไห่ฝืนยิ้มแล้วเอ่ยว่า“ก็เพราะแม่กับพี่เขาเป็นห่วงเจ้ามิใช่รึ...เอาล่ะ กินเร็วเข้า อย่าเข้าเรียนวิชาแรกสายเชียว”เขาหันไปหาเฉียนเหวินแล้วประสานมือพลางกล่าวว่า “เสี่ยวเหวิน ฉีโตวยังเด็กและใหม่กับที่นี่ ได้โปรดช่วยดูแลเขาด้วยเถอะ”

     

    เฉียนเหวินรีบโค้งคำนับกลับแล้วหัวเราะ “ท่านอาต้าไห่มิขอข้าก็ต้องดูแลน้องอยู่แล้วขอรับ มิต้องห่วง นอกจากอาจารย์แล้วก็ยังมีเจ้าหน้าที่ที่คอยดูแลชีวิตของนักเรียนในแต่ละหอพักอีกด้วยแล้วก็ยังมีหมอของโรงเรียนโดยเฉพาะ ถ้านักเรียนปวดหัวเป็นไข้ขึ้นมา  เขาจะได้รับการรักษาฟรี ท่านอาต้าไห่ฉีโตวเป็นเด็กที่ขยันมากยิ่งนัก เขาจะมิมีปัญหาอย่างแน่นอนขอรับ”

     

    เสี่ยวเฉาเดินออกจากโรงเรียนหรงซวนไปด้วยดวงตาที่บวมแดงตั้งแต่นางย้ายร่างมาอยู่ในโลกที่ไม่คุ้นเคยนี้ นางก็มักจะไปไหนมาไหนกับเด็กน้อยที่แสนฉลาดคนนี้เสมอ

     

    ตอนนางล้มป่วย เขาก็ได้เอาไข่นกมาให้ และสนทนากับนางหัวเราะกับนาง ตอนที่พวกเขาขุดสมุนไพรป่าด้วยกัน เด็กน้อยผู้นี้ก็คอยถือตะกร้าเล็กๆ ไล่ตามและทำงานหนักกว่านางเสียอีก และตอนที่ไปขายอาหารตุ๋นที่ท่าเรือ ก็เป็นเขาที่คอยอยู่เคียงข้างนางเสมอ...

     

    ในใจของเสี่ยวเฉาได้มองว่าฉีโตวคือน้องชายแท้ๆ ของนางไปแล้ว เขาอายุเพียงแค่ 6 ขวบ แต่ต้องไปอยู่ในเมืองเพื่อเรียนหนังสือด้วยตัวคนเดียวนางไม่เต็มใจที่จะแยกจากเขาเอามาก ๆ และรู้สึกไม่มั่นใจอะไรเลย

     

    หยูไห่มีความสุขมากกับความผูกพันอย่างลึกซึ้งของพี่น้องเขาปลอบนางว่า “เฉาเอ้อร์ มิต้องเศร้าแล้ว อีก 5 วันก็ได้เจอน้องแล้วนี่ตอนนั้นเรามารับเขาเร็ว ๆ กันดีหรือไม่ ไหนลูกบอกว่าอยากไปที่ตลาดวัวกับม้ามิใช่รึ? ไปกันเถิด”

     

    เสี่ยวเฉาเช็ดน้ำตาพร้อมกับสูดจมูกแล้วก็ทำตัวให้ร่าเริงขึ้น “ไปเยี่ยมท่านพี่ใหญ่ที่ร้านไม้กันก่อนเถอะเจ้าค่ะ...ท่านแม่ทำรองเท้าใหม่ให้ท่านพี่คู่หนึ่งเอารองเท้าไปให้เขาก่อนเถอะเจ้าค่ะ”

     

    สองพ่อลูกเดินไปตามถนนใหญ่จนถึงร้านไม้จางจี้คงเป็นเพราะหยูไห่มาด้วยถึงผู้ช่วยร้านจะทำสีหน้าน่าเกลียดแต่เขาก็ไม่ได้แกล้งสร้างปัญหาให้พวกเขาอีกเขาไปเรียกหยูฮังออกมาทันที

     

    หลังจากที่ไม่ได้เจอพี่ชายมาหลายวันเสี่ยวเฉาก็รู้สึกว่าพี่ชายของนางผอมซูบลงไปอีกมีความอิดโรยอ่อนเพลียอยู่ในผิวสีเหลืองของเขา แม้ว่าเขาจะฝืนทำเป็นแข็งแรงต่อหน้าพวกเขาแต่ก็ยังเห็นได้ชัดว่าเขาเหนื่อยมากเพียงใด

     

    “ท่านพี่ใหญ่เป็นเด็กฝึกงานที่นี่เหนื่อยมากเลยรึเจ้าคะ ? หรือเพราะท่านพี่มิสบาย ? สีหน้าดูมิดีเอาเสียเลย...”เสี่ยวเฉาเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง ถึงเยี่ยงไรหยูฮังก็เป็นเพียงแค่เด็กอายุ 12ขวบเท่านั้น งานส่วนใหญ่ในร้านไม้ต้องใช้ความแข็งแรงทางร่างกายจึงถือได้ว่าเป็นงานที่หนักหนาสำหรับเด็กอย่างหยูฮังมากโข

     

    หยูฮังนั้นกลัวว่าเขาจะทำให้ครอบครัวต้องเป็นห่วงจึงหัวเราะแล้วเอ่ยว่า“ช่วงนี้ที่ร้านของขายดีน่ะ ขนาดหัวหน้าช่างยังต้องทำงานล่วงเวลาเลย ข้าก็แค่ผู้ช่วยจึงต้องอยู่ดึกขึ้นอีกหน่อยเท่านั้นประเดี๋ยวพอผ่านช่วงเวลายุ่งวุ่นวายไปก็มิเป็นไรแล้ว ! ”

     

    หยูไห่ถอนหายใจขณะมองดูลูกชายที่ทำตัวเหมือนผู้ใหญ่เขาอยากเอ่ยอะไรบางอย่าง แต่หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่งเขาก็กลืนคำพูดกลับเข้าไปเสี่ยวเฉามองหยูไห่แล้วเอ่ยว่า “ท่านพ่อเจ้าคะรายได้แต่ละวันของบ้านเราตอนนี้ก็ดีมากแล้วนะเจ้าคะ อีกทั้งยังขาดคนช่วยงานที่บ้านด้วยเหตุใดเราจึงมิพาพี่ใหญ่กลับบ้านล่ะเจ้าคะ ? ”

     

    หยูฮังไม่รอให้หยูไห่ตอบเขาก็เอ่ยแทรกขึ้นมาทันทีว่า“น้องสาม ข้ามิเป็นอะไรจริง ๆ ! หัวหน้าช่างคนไหนบ้างที่มิได้เริ่มจากการเป็นเด็กฝึกงาน? ทนเป็นเด็กใหม่สักสองปีเดี๋ยวข้าก็จะได้เริ่มเรียนงานไม้แล้ว เจ้ามิต้องห่วง ข้าแข็งแรงดี...! ”

     

    เสี่ยวเฉายัดห่อของที่ถืออยู่ใส่มือพี่ชายแล้วเอ่ยว่า“ท่านพี่ใหญ่ นี่เป็นรองเท้าที่ท่านแม่ทำให้ แล้วก็มีเงิน 100 อีแปะอยู่ข้างในนั้นด้วยรับไปสิ...”

     

    หยูฮังก้มหน้ามองรองเท้าที่นิ้วเท้าโผล่ออกมาเขารีบตอบว่า “ข้าจะรับรองเท้าเอาไว้ แต่เอาเงินกลับไปเถอะ ! ครอบครัวของเรามิได้สุขสบายนี่ อาหารที่นี่มีพอกินแล้ว มิจำเป็นต้องใช้เงินหรอก”

     

    เสี่ยวเฉายัดเงินใส่มือพี่ชายอย่างดื้อรั้นแล้วเอ่ยว่า“เสี่ยวเหลียนกับข้าสลับกันไปขายอาหารที่ท่าเรือ พวกเราขายดีมากเลยนะเพราะเยี่ยงนั้นสถานการณ์ของบ้านเรามิได้ลำบากอย่างที่ท่านพี่คิดหรอก เพียงเวลาแค่ไม่กี่วันพวกเราก็เก็บเงินได้มากพอเป็นค่าเล่าเรียนของฉีโตวแล้วฉะนั้นเงิน 100 อีแปะมิได้มากเลยเวลาอยู่ไกลบ้านก็ต้องมีเงินติดตัวไว้เผื่อฉุกเฉินสิเจ้าคะ”

     

    หยูไห่ก็ช่วยกล่าวด้วยอีกแรง “น้องสาวของลูกกล่าวถูกนะรับไว้เถอะ ! ตอนนี้ลูกกำลังโตเอาไว้ซื้ออาหารกินเวลาที่หิวตอนดึก ๆ น่ะ...พวกเรามิถ่วงเวลาลูกแล้วกลับเข้าไปเถอะ”

     

    หลังจากออกจากร้านไม้ สองพ่อลูกก็ไม่ได้สนทนากันอยู่นานตอนที่ใกล้จะถึงตลาดวัวกับม้า เสี่ยวเฉาก็เอ่ยขึ้นมาว่า “ท่านพ่อเจ้าคะ อีกสองสามวันพวกเราไปพาพี่ใหญ่กลับบ้านเถอะเป็นเด็กฝึกงานลำบากมากนะเจ้าคะ...”

     

    หยูไห่พยักหน้าและตอบว่า “อืม...”หลังจากนั้นเขาก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาอีกและได้แต่ถอนหายใจยาวเหยียดออกมาเพียงเท่านั้น

    คล้ายกับเรื่องนิยายแปล ทุ่งรวงทอง **จบแล้ว** ที่คุณอ่าน