ตำราวิเศษบอกข้าเถิด ทางกลับบ้านข้าอยู่หนใด

    บทที่ 1 คุณหนูตระกูลเซี่ย


     ฉันรู้สึกราวกับว่าร่างของตนกำลังจะถูกดูดโดยเครื่องดูดฝุ่นขนาดยักษ์ ใช้เวลาไม่นานมากนักร่างกายของฉันก็กระตุกขึ้นมาอย่างแรงพร้อมๆกับสติที่ได้รับกลับคืนมา  ฉันตกใจจนเผลอลุกขึ้นมานั่ง เตียงในห้องกักบริเวณที่ฉันอยู่ถึงแม้ว่ามันจะเล็กแต่ก็ไม่ได้แคบจนทำให้ฉันรู้สึกอึดอัดจนเกือบจะหายใจไม่ออกแบบนี้  เสื้อผ้าสีขาวบริสุทธิ์และโปร่งบางถูกสวมทับอยู่บนเรือนร่าง อีกทั้งยังมีดอกเบญจมาศสีขาวที่ถูกวางและโปรยลงใน 'เตียง' หลังนี้อีกต่างหาก  ช้าก่อน...มีเตียงที่ไหนกันที่ทำให้เป็นรูปกล่องสี่เหลี่ยมผืนผ้าบ้าง? แน่นอนว่าฉันพูดไม่ผิด มันคือ 'กล่องสี่เหลี่ยมผืนผ้า' อีกทั้งยังเป็นสีดำสนิทเสียด้วย ฉันยืดคอมองดูสภาพล้อมรอบๆกาย ภาพที่ปรากฏต่อสายตาคือภาพของผู้คนมากมายต่างพากันสวมใส่ชุดไว้ทุกข์ บ้างมีเสียงร่ำไห้ บ้างมีเสียงซุบซิบ  กลิ่นธูปลอยโชยมาเรียกความสนใจจากฉันเป็นอย่างดี ทางด้านหน้านั้นมีแท่นไม้ตั้งเอาไว้ ฉันมองไม่เห็นว่ามันคืออะไรจึงคิดที่จะลุกขึ้นเดินไปมองดู  ร่างเล็กลุกขึ้นยืนและก้าวข้าม 'กล่องสี่เหลี่ยมผืนผ้า' ออกไป สายตาก็จับจ้องไปยังแท่นไม้แท่นนั้นด้วยความสนอกสนใจ บนแท่นไม้มีตัวอักษรสามตัวที่ถูกเขียนขึ้นโดยหมึกสีชาดเอาไว้ว่า 'เซี่ยซูอวิ๋น' เอ...คนละแซ่แต่ชื่อกลับเหมือนชื่อของฉันเลยแหะ ปลายนิ้วเรียวลูบไล้คางกลมมนของตน ราวกับกำลังเพ่งพินิจชื่อแซ่ของคนในป้าย  "คุณหนูสามของบ่าว!" ทันใดนั้นก็มีเสียงของหญิงสาวคนหนึ่งร้องตะโกนออกมา  แรงกอดรัดของบุคคลปริศนาถาโถมเข้ามาอย่างแรงจนร่างของฉันซวนเซเล็กน้อย หญิงสาวแปลกหน้าคนนั้นกำลังเอาใบหน้าที่เปื้อนน้ำตาของตนซุกเข้ากับแผ่นหลังของฉัน  "คุณหนูฟื้นแล้ว! คุณหนูสามของบ่าวฟื้นแล้ว สวรรค์ช่างเมตตาเหลือเกิน!" เธอพูดพร้อมกับเช็ดถูใบหน้าที่เปื้อนน้ำตาและน้ำมูกของตน ฉันตกใจและดันหน้าผากของเธอให้ออกห่างจากตัว "ธ...เธอจะทำอะไร? รู้ไหมว่ามันสกปรก!" ดูเหมือนว่าเสียงร้องตะโกนของฉันมันจะดังเกินไป ทำให้เรียกความสนใจจากผู้คนบริเวณรอบด้านได้เป็นอย่างมาก   หญิงสาวคนนั้นเงยหน้าขึ้นมองฉัน "เหตุใดสำเนียงภาษาของคุณหนูจึงฟังดูแปลกหูเยี่ยงนี้เล่าเจ้าคะ?" เอ๊ะ...เจ้าคะอย่างนั้นหรือ?  ฉันกวาดตามองผู้คนรอบกาย การแต่งกายที่แปลกตาราวกับหลุดออกมาจากละครแนวจีนโบราณ อีกทั้งยังมีสิ่งก่อสร้างแนวโบราณที่ยิ่งขับให้สถานที่ยิ่งดูเสมือนจริงเข้าไปอีก เป็นการจัดฉากการแสดงที่เหมือนจริงเป็นอย่างมาก  "พวกคุณกำลังถ่ายละครกันอยู่หรือคะ? ถ้าอย่างนั้นผู้กำกับอยู่ที่ไหนกันล่ะ..."  ทุกสายตาที่จับจ้องมาราวกับมองฉันว่าเป็นตัวประหลาด เป็นสายตาที่ทั้งหวาดระแวงปนระคนสงสัยนับร้อย  "อวิ๋นเอ๋อร์...เจ้าใช่อวิ๋นเอ๋อร์ของข้าจริงๆหรือไม่?"     หญิงวัยกลางคนเดินแหวกฝูงชนเข้ามา ดวงหน้าที่แม้จะมีริ้วรอยตามกาลเวลา ทว่าก็ยังคงไว้ซึ่งความสวยงามอยู่หลายส่วน คุณป้าท่านนี้กำลังถามฉันอยู่ใช่ไหม? "ไม่ใช่ค่ะ หนูแซ่หวง ชื่อซูอวิ๋นค่ะคุณป้า" ทันทีที่คุณป้าได้ยินฉันเรียกสรรพนามนั้นออกไป ใบหน้าของเธอก็ดูเหมือนตกใจและเสียใจปนเปกันไป  ไม่นานนักก็มีผู้หญิงอีกสองคนและผู้ชายอีกสามคนวิ่งเข้ามาสมทบ พวกเขาดูดีสง่าราศีจับเป็นอย่างมาก ใบหน้าที่ออกมาจากแม่พิมพ์เดียวกันทั้งชายหญิง ช่างน่าอัศจรรย์ใจเหลือคณา ในขณะที่ฉันกำลังตกตะลึงอยู่กับความสวยความงามและความหล่อเหลาของพวกเขาอยู่นั้น อยู่ๆฉันก็รู้สึกหน้ามืดขึ้นมาอย่างกะทันหัน ก่อนจะล้มนั่งลงไปกับพื้น "ปวด...ปวดหัว!"  ภาพเหตุการณ์ต่างๆถูกฉายขึ้นในหัวอย่างรวดเร็ว รวดเร็วเสียจนหัวของฉันแทบจะระเบิดออกมาเป็นเสี่ยงๆ  มือเล็กเกาะกุมศีรษะจนผมเผ้าของตนยุ่งเหยิง เสียงของผู้คนที่ร้องด้วยความตื่นตระหนกประเดประดังเข้ามาในโสตประสาทโดยไม่ขาดสาย ทว่าฉันไม่สามารถจับใจความคำพูดเหล่านั้นได้เลย ชายและหญิงวัยกลางคนรีบวิ่งเข้ามาทางฉัน "อวิ๋นเอ๋อร์! อวิ๋นเอ๋อร์ เจ้าทำใจดีๆเอาไว้ เด็กๆตามหมอมาเร็ว!!" กลุ่มพ่อบ้านพยักหน้ารับและรีบส่งคนไปตามหมอ ส่วนฉันกำลังจะทนกับอาการปวดหัวไม่ไหวอีกต่อไป มือเล็กกุมหน้าผากและนวดคลึงเพื่อหวังให้ช่วยคลายความเจ็บปวดได้บ้าง แต่ทว่ามือของฉันกลับสัมผัสได้ถึงของเหลวอุ่นๆเสียแทน ของเหลวนั้นค่อยๆไหลลงมาจนเปรอะเปื้อนเต็มดวงหน้า กลิ่นที่คล้ายสนิมลอยขึ้นมาเตะจมูกของฉัน "เลือด?" หลังจากนั้นสติทุกอย่างก็ดับวูบไปในที่สุด