นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

ตอนที่ 305 เด็กบ้านนอก

        ตอนที่ 305 เด็กบ้านนอก

         

         

        “จากทั้ง 4ชิ้นที่พี่นิทานต้องหา แก่นจิตวิญญาณของราชินีฉลามสูบชีวิตสามารถจัดหาได้ง่ายที่สุด รวมถึงแหล่งข้อมูลที่อยู่ก็ยังมี ถือเป็นสิ่งที่ง่ายที่สุดอันดับหนึ่งครับ” อินจันทร์คิดถึงข้อมูลที่ได้แลกเปลี่ยนกันเมื่อครู่ หลังจากเรียบเรียงแล้ว แก่นจิตวิญญาณของราชินีฉลามสูบชีวิตคือสิ่งที่หาได้ง่ายที่สุด

         

        “หลังจากนั้นจึงเป็นยางสนของต้นหอมแสนลี้อายุสองพันปีสินะคะ” ฟาง หมิงเสริม ยางสนของต้นหอมแสนลี้นั้นพวกเขามีพร้อมทั้งข้อมูลสถานที่และวิธีเก็บเกี่ยวเช่นกัน

         

        เพราะตัวแก่นจิตวิญญาณนั้นสามารถเจรจาซื้อจากกลุ่มการค้าอิสึกะได้จึงถูกจัดว่าง่ายที่สุด หากในกรณีที่นิทานไม่คิดจะซื้อแต่จะไปล่ามาเองนั้นย่อมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

         

        “ขึ้นอยู่กับสถานที่ที่ต้นหอมแสนลี้อยู่ด้วยครับ แต่ตามหลักแล้วสมควรเป็นแบบนั้น” โฮโจชี้อีกจุดหนึ่งที่สมควรระวัง อย่างเช่นว่าหากต้นหอมแสนลี้นี้เติบโตที่ใจกลางน่านน้ำเขตเหนือที่ยากแก่การไปหรือเติบโตที่ล่างสุดของหุบเหวแห่งผู้บิดเบี้ยว เช่นนั้นแล้วก็ปรับมันให้กลายเป็นสิ่งที่ยากที่สุดได้เลย

         

        “เมื่อได้ข้อมูลแล้วจะรีบสรุปออกมาให้เร็วที่สุดค่ะ” ฟาง หมิงพยักหน้ารับ กลุ่มการค้าฟางมีข้อมูลชุดนี้อยู่ เธอมีหน้าที่ติดต่อไปขอซื้อจากทางตระกูลใหญ่ เช่นเดียวกันกับโฮโจที่หากต้องการสิ่งใดย่อมต้องจ่ายเงินซื้อหาเช่นกัน การสนับสนุนจากตระกูลย่อมมีจำกัด โดยเฉพาะเวลาที่สำคัญอย่างการเรียนรู้คำเช่นนี้

         

        “ต่อไปจึงเป็นขนปีกของเทวทูตแห่งท้องฟ้าสินะคะ” ไลล่ากล่าวขึ้นต่อ ขนปีกของเทวทูตแห่งท้องฟ้านั้นคือสิ่งที่พวกเขามีข้อมูลน้อยมาก มีเพียงเบาะแสที่ ‘อาจจะ’ เป็นไปได้ที่เอเทอรัมเท่านั้น พวกเขาจำต้องสืบสวนเรื่องนี้เพิ่มเติมเอง

         

        ยังไม่รวมถึงเรื่องที่ว่าเอเทอรัมนั้นปลอดภัยแค่ไหน อิทธิพลขององค์หญิงไพลินนั้นไม่แพร่ไปถึงเอเทอรัมอย่างที่บาราทรัม นิทานจะไม่มีผู้สนับสนุนเลยหากเขาเดินทางไปคนเดียว

         

        อีกหนึ่งปัญหาของการเดินทางคือนิทานจำเป็นต้องเดินทางไปเพียงคนเดียว ไม่เพียงเพราะโอกาสในการเรียนรู้คำเท่านั้น ยังมีเรื่องที่พลังต่อสู้ของนิทานอยู่ในระดับอริยะเรียบร้อยแล้ว หากจะให้มีผู้คุ้มกันคนคนนั้นย่อมต้องเป็นอริยะขั้นกลางขึ้นไป บุคคลเช่นนั้นเดินทางไปมาตามติดนิทานจะเป็นเป้าสายตายิ่งกว่าปกติเสียอีก

         

        “แล้วสุดท้ายก็คือศิลาแม่เหล็กบรรพกาล ไม่มีทั้งข้อมูล ไม่มีเบาะแส แม้แต่ชื่อก็ไม่เคยได้ยิน งานหินสุด ๆ เลยนะครับ” เพชฌฆาตถอนหายใจยาว สิ่งล้ำค่าตามธรรมชาตินั้นหายากมากอยู่แล้ว แต่นี่คือสิ่งล้ำค่าทางธรรมชาติที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยแม้แต่จะได้ยินชื่อด้วยซ้ำ

         

        “คุณดักลาสได้ระบุมั้ยครับว่าต้องนำมาให้ก่อนเริ่มงานประลองกี่เดือน” โฮโจถามขึ้น ในฐานะผู้สืบสายเลือดของตระกูลอิสึกะ เขามีความรู้ในด้านการรังสรรค์ไม่น้อย การพัฒนาและหลอมสร้างสมบัติสักชิ้นหนึ่งย่อมต้องใช้เวลา ยิ่งเป็นสมบัติระดับสูงยิ่งต้องใช้เวลามาก

         

        การพัฒนาร่มปกปักหทัยของนิทานนั้นเป็นงานชิ้นใหญ่อย่างไม่ต้องสงสัย ด้วยจำนวนวัตถุดิบและระดับของมันแล้วโฮโจไม่สงสัยเลยว่าอย่างน้อยมันต้องกลายเป็นสมบัติระดับอริยะเต็มตัวอย่างแน่นอน

         

        ระดับขั้นของสมบัติรวมถึงจำนวนคำอาจยังไม่ขึ้นไปถึงระดับนักสลักจตุรเพราะขีดจำกัดของตัวนิทานเอง แต่พลัง ความทนทาน ความแข็งแกร่ง พลังจิตวิญญาณ ทั้งหมดย่อมเท่าทวีขึ้นไปเทียบชั้นระดับนักสลักจตุร

         

        ขณะนี้คือปีศักราชวิถีที่ 3251 เป็นช่วงสิ้นเดือน 2 กำลังย่างเข้าสู่เดือน 3 งานประลองนั้นจัดขึ้นในปลายเดือน 7 ปีนี้ตามช่วงเทศกาลแยกนภาของจักรวรรดิมาลาไค นิทานมีเวลาเหลือเพียงเกือบ ๆ 5เดือนเท่านั้น

         

        เวลาเท่านี้จะบอกว่ามากก็มากจะบอกว่าน้อยก็น้อย อย่างตัวเขาเองก็ออกจากเมืองศิลาลัยมาในช่วงเดือนท้ายปีที่แล้ว รวมเวลาเบ็ดเสร็จแล้วสมควรราว ๆ 5เดือนเช่นกัน เป็นเวลานานพอที่จะทำให้นิทานพบพานสิ่งต่าง ๆ และพัฒนาจนทิ้งห่างสมัยก่อนไปไกล แต่กลับดูน้อยเป็นอย่างยิ่งเมื่อต้องใช้มันตามหาสมบัติ 4ชิ้น

         

        “คุณดักลาสบอกว่าขอเวลาขั้นต่ำหนึ่งเดือนครับ รวมกับอาวุธของคีตาด้วยแล้ว เพราะฉะนั้นผมต้องหาทุกอย่างมาให้ครบภายในกลางเดือน 6 เพื่อความมั่นใจครับ” นิทานตอบ เรื่องนี้เขานั้นได้ตกลงกับดักลาสไว้ก่อนแล้ว เมื่อนิทานนำส่งได้เมื่อไหร่เขายินดีลัดลำดับทั้งหมดให้ทันที

         

        “เหลือเวลา 3เดือนครึ่ง… ไม่ง่ายเลยนะคะ” เลโอเม้มปากแน่น สมบัติระดับนี้บางทีชิ้นหนึ่งอาจต้องใช้เวลาทั้งปีเสียด้วยซ้ำ แต่นิทานจำต้องหาให้ครบทั้ง 4ชิ้นภายในเวลาเพียง 3เดือนครึ่ง

         

        “ถ้าไม่ทันจริง ๆ คงต้องยอมใช้วัตถุดิบเท่าที่มีแล้วล่ะครับ คุณภาพจะตกลงแต่ยังไงร่มก็จะแข็งแกร่งกว่าตอนนี้” นิทานหยิบร่มปกปักหทัยของตนออกมากาง ฝ่ามือลูบไปตามก้านร่ม

         

        แม้จะเขาอยู่กับร่มคันนี้มาได้ไม่ถึงปีดีแต่ความผูกพันกับร่มคันนี้นั้นไม่น้อยเลย เพราะร่มปกปักหทัยนิทานจึงเอาชนะการต่อสู้มากมายมาได้ ไม่รู้กี่ครั้งแล้วที่ใบร่มบาง ๆ นี้ปกป้องชีวิตของเขาเอาไว้

         

        “เช่นนั้นรบกวนทุกท่านจัดการตามที่ตกลงกันไว้ด้วยนะคะ ขอบคุณทุกคนมากค่ะ” หลังจากจัดแจงกันอีกเล็กน้อยไพลินจึงยืนขึ้นโค้งตัวปิดการประชุม เธอแจกจ่ายขนมและของกินให้ทุกคนจนเต็มสองมือก่อนจะโบกมือไล่ทุกคนให้รีบออกไป เธอยังมีอีกหนึ่งกลุ่มที่ต้องพูดคุยโดยไว

         

        “ขอบคุณทุกคนมากนะครับ” นิทานเอาข้อศอกกระทบกันอย่างเคยชิน

         

        “เป็นเผ่ารูเบียสเต็มตัวไปแล้วเหรอครับคุณนิทาน” เพชฌฆาตหัวเราะร่วน

         

        “อยู่บาราทรัมนานไปแล้วมั้งคะ” เลโอหัวเราะน้อย ๆ ลากพาคนที่เหลือทั้งหมดออกจากห้องไป เมื่อห้องทำงานของผู้พันลาลันตาคืนกลับสู่ความสงบสุขอีกครั้งนิทานจึงปล่อยให้ตัวของเขาไหลยาวไปกับเก้าอี้

         

        “โคตรเหนื่อยเลย..” นิทานบ่นอุบ ตั้งแต่เช้าวันนี้มีเรื่องเกิดขึ้นมากมาย ทั้งไปร่วมงานเลี้ยงของรานอส ขัดขวางงานประลองศักดิ์สิทธิ์ รับการโจมตีของเรอุส พูดคุยกับดยุคเรนนัสและได้รับละอองรูบีออน พูดคุยกับดักลาส รีบเดินทางกลับมายังบาราทรัม แล้วจึงเข้าประชุมเมื่อครู่

         

        ท้องฟ้ายามนี้เปลี่ยนสีไปจนเหลือเพียงสีนิลกาฬ เปลวไฟและแสงสว่างมากมายจุดติดอยู่ริมรายทางและส่องลอดออกมาจากบ้านเรือนจำนวนมหาศาล แม้จะมืดค่ำถึงเพียงนี้แล้วหากดวงจันทร์ก็ยังมิได้ขึ้นสู่กลางหัวแต่อย่างใด นิทานยังเห็นประชาชนมากมายที่เดินขวักไขว่ไปมา

         

        ไพลินหัวเราะเสียงหวานเมื่อเห็นท่าทีของนิทาน วันนี้นิทานนั้นเหนื่อยมามากจริง ๆ คีตาที่นอนอยู่ไม่ห่างไปนั้นมันหลับตาลงแล้วด้วยซ้ำ ลมหายใจเป็นจังหวะของมันทำให้เธอคิดไปเองว่ามันหลับไปแล้ว แต่ด้วยนิสัยของมันเธอเชื่อว่าคีตายังไม่หลับอย่างแน่นอน

         

        “ท่านป้าคะ ผู้พันคะ รบกวนด้วยค่ะ” เธอกล่าวเสียงเบา ร่างของสตรีผู้หนึ่งพลันปรากฏขึ้นด้านหลังไพลินอย่างเงียบเชียบ หูของคีตากระดิกเล็กน้อย แม้มันจะเป็นนักสลักเอกแล้วแต่มันกลับยังไม่สามารถสัมผัสการคงอยู่ของเธอได้เลย

         

        “ทำอะไรหุนหันพลันแล่นนัก” อริยะแปลงเพลิงไม่ทักทายหรือกล่าวคำปลอบใด ๆ เมื่อมาถึงเธอก็เอ่ยปากตำหนินิทานในทันที

         

        น้ำเสียงของเธอทำให้นิทานสะดุ้งขึ้นมานั่งหลังตรงอย่างรวดเร็ว ไพลินหัวเราะร่วนอย่างอารมณ์ดี นิทานนั้นดูจะหวาดกลัวอริยะแปลงเพลิงมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว

         

        ท่านป้าของเธอเป็นคนสวย แต่เพราะท่าทีเย็นชาแถมยังเจ้าระเบียบทำให้เธอดูน่ากลัวในสายตาของเด็ก ๆ ไม่น้อย

         

        “ขอโทษด้วยครับ ผมยังควบคุมอารมณ์ได้ไม่ดีพอ” นิทานก้มหัวน้อย ๆ เขารู้ดีว่าเธอกำลังหมายถึงเรื่องที่เขาไปหาเรื่องเรอุสหลังจากที่เขาขัดขวางงานประลอง

         

        หากทุกอย่างจบเพียงที่งานประลอง นิทานทำหูทวนลมปล่อยให้เรอุสจากไปพร้อมกับคำพูดเช่นนั้นหรืออดทนได้ดีกว่านี้ ทุกอย่างจะสมบูรณ์แบบกว่านี้มาก เขาไม่จำเป็นต้องตั้งตนเป็นศัตรูกับเรอุสมากถึงเพียงนั้นเลย

         

        สายตาคมกริบของอริยะแปลงเพลิงจ้องนิทานจนเขารู้สึกว่าร่างกายของตนกำลังจะทะลุ นิทานเตรียมใจรับคำบ่นชุดใหญ่ หลังจากผ่านไปครู่หนึ่งอริยะแปลงเพลิงจึงถอนหายใจยาว

         

        “แต่นอกเหนือจากนั้นเจ้าทำได้ดีมาก” เธอกล่าวเสียงนิ่ง นิทานเงยหน้าขึ้นอย่างสับสน มองอริยะแปลงเพลิงที่สีหน้านิ่งเฉย ไม่กล่าวสิ่งใดอีก ไพลินที่นั่งอยู่ได้แต่ลอบหัวเราะอย่างสาแก่ใจ

         

        อีกร่างหนึ่งพุ่งผ่านประตูเข้ามาอย่างรวดเร็ว ผู้พันลาลันตาพุ่งเข้ามากอดนิทานพร้อมกับคว้าตัวคีตาที่นอนอยู่ด้านข้างติดมือมาด้วย

         

        ผู้พันลาลันตาไม่ได้สูงไปกว่านิทานแต่อย่างใด แต่ตัวเธอกลับมีรัศมีบางอย่างที่ทำให้เธอดูเป็นคนสูงใหญ่ สองมือของเธอกอดนิทานและคีตาแน่น หลังจากเรื่องที่สุสานของขุนนางพันธุ์ผสม ผู้พันลาลันตาก็ติดนิสัยกอดถึงเนื้อถึงตัวเขาและคีตาขึ้นมาก คีตาที่คิดว่ามันรอดพ้นมาได้แล้วเริ่มกลับมามีอาการดีดดิ้นอีกครั้ง

         

        “ปลอดภัยก็ดีแล้ว” ผู้พันลาลันตาพูดเสียงเบาแล้วจึงปล่อยทั้งสองออกจากอ้อมกอดของตน ก่อนหน้านี้เธอต้องทำงานของหน่วยพิทักษ์เมืองจึงมาช้ากว่าอริยะแปลงเพลิงที่อยู่ที่นี่มาตลอดครู่หนึ่ง

         

        “ของฝากครับผู้พัน” นิทานกล่าวยิ้ม ๆ ยิ้มเอาขนมและรูปสลักหลายชิ้นออกมามอบให้ ผู้พันหรี่ตาลง มองตรวจสอบรูปสลักเหล่านั้น เมื่อเห็นว่าเป็นของที่แพงกว่าและดูดีกว่าที่นิทานแจกไปทั่วเมื่อครู่เธอก็ยิ้มแป้น รับทั้งหมดมาอย่างรวดเร็ว

         

        นิทานอดหัวเราะให้กับความง่ายในการอ่านสีหน้าของผู้พันไม่ได้ เธอนั้นเป็นคนขี้เหงาอย่างชัดเจน ก่อนหน้านี้นิทานกลับมาแล้วแต่ยังไปพบเธอไม่ได้เพราะเรื่องที่พวกเขาต้องรีบประชุมเร่งด่วนก็ทำให้เธอค่อนข้างงอนมากแล้ว แต่พอได้รับของเหล่านี้เธอก็อารมณ์ดีขึ้นทันตา

         

        เขาเตรียมของฝากที่ดีเป็นพิเศษเหล่านี้มาเพื่อลดทอนพลังบ่นของผู้พันลาลันตาโดยเฉพาะ

         

        เมื่อเธอเก็บของฝากไปพร้อมรอยยิ้มแล้วนิทานจึงก้มหน้าลง เตรียมรับคำบ่นระลอกสองจากผู้พันต่อจากอริยะแปลงเพลิง ตัวไพลินและอริยะแปลงเพลิงราวกับรู้ว่าคำบ่นของผู้แสวงวิถีผู้นี้ต้องยาวนานแน่นอนจึงนั่งลง แกะขนมของฝากของผู้พันลาลันตามานั่งกินรอ

         

        หากรอแล้วรอเล่าเสียงบ่นที่นิทานคิดว่าจะมีก็ยังไม่โผล่มา พอเขาเงยหน้าขึ้นจึงเห็นผู้พันลาลันตาอมยิ้มขำนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เธอเอื้อมมือมาดีดหน้าผากเขาเสียงดัง

         

        “อะไร อยากโดนบ่นหรือไง?” เธอหัวเราะมองนิทานที่กุมหน้าผากป้อย ๆ

         

        “ก็ไม่อยากหรอกครับ.. แต่ผู้พันไม่บ่นเหรอครับ?”

         

        “บ่นไปแล้วไง ผ่านศิลาส่งผ่านก่อนหน้านี้ เพราะงั้นไม่ต้องบ่นอะไรเพิ่มหรอก”

         

        “อีกอย่าง นายก็หลุดหัวร้อนเถียงกลับเพราะเรอุสนั้นหาเรื่องคีตานี่ ตอนดยุคเททันนายก็พูดกวนกลับเพราะเขาว่าร้ายองค์หญิงไพลินไม่ใช่รึไง” ผู้พันลาลันตายิ้มน้อย ๆ เธอและไพลินได้รับรู้เรื่องราวอย่างละเอียดเรียบร้อยแล้ว

         

        ไพลินลอบชูนิ้วโป้งชื่นชมนิทานน้อย ๆ เธอไม่ถืออะไรเสียด้วยซ้ำหากสถานการณ์นั้นนิทานเลือกตามน้ำไป แต่การที่เขาพูดหักหน้าดยุคเททันเพื่อปกป้องเธอนั้นแม้จะไม่สมควรแต่ก็สะใจเธอมาก

         

        “กระหม่อมไม่ได้ชมนะคะองค์หญิง โตแล้วต้องหัดไหลตามสถานการณ์ให้เป็นสิคะ ยิ่งตอนที่ยังอ่อนแออยู่ด้วย” ผู้พันลาลันตามีหรือจะไม่สังเกต เธอหันไปดุเล็กน้อยจนไพลินสะดุ้ง

         

        “แต่เอาเถอะ การไปจำกัดอะไรมากไปก็ไม่ดี ในเมื่อตัวตนของนายเป็นแบบนี้จะไปพยายามเปลี่ยนก็อาจส่งผลร้ายให้ติดขัดในการขีดเขียนชะตาเอา” ผู้พันลาลันตาเหยียดตัวอย่างเหนื่อยล้า

         

        “เอาเป็นว่าห่วงเรื่องความปลอดภัยไว้เสมอ ห้ามลืมเด็ดขาด” เธอลูบหัวนิทานอย่างแผ่วเบา แล้วจึงหันไปลูบหัวคีตา “ฝากดูแลนิทานด้วยนะคีตา”

         

        “โฮ่ง!”

        แน่นอน!

         

        เมื่อช่วงพบหน้าจบลง ไพลินจึงเป็นฝ่ายพาทุกคนกลับเข้าสู่การพูดคุยอีกครั้งหนึ่ง การที่ไพลินให้อริยะแปลงเพลิงและผู้พันลาลันตาแยกไปนั้นยังมีเหตุผลอื่นนอกเหนือจากความต้องการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างคนที่เธอไว้ใจ

         

        นั่นคือเธอต้องการให้การกระทำและลำดับสิ่งที่จะทำนั้นเป็นความลับจากคนทุกคนยกเว้น 4คน 1ตัวในที่นี้ที่เธอไว้ใจอย่างแท้จริง เพชฌฆาตก็รวมอยู่ด้วยแต่เพราะเขานั้นต้องออกทำภารกิจอยู่บ่อยครั้ง ข่าวจึงอาจหลุดจากทางฝั่งเขาได้

         

        “ผู้พันได้ยินเนื้อหาการประชุมแล้วใช่มั้ยคะ” คำถามของไพลินผู้พันลาลันตาตอบด้วยการเอนตัวลงกับเก้าอี้ พยักหน้ารับพลางหยิบขนมเข้าปาก ข่ายอาคมทั้งหน่วยพิทักษ์เมืองแห่งนี้อยู่ภายใต้การควบคุมของเธอ แม้แต่ม่านพลังระดับสูงที่ลอบกางปกป้องห้องนี้ไว้เป็นพิเศษก็เป็นเธอที่เป็นผู้กาง เธอย่อมรับรู้เนื้อหาการประชุมแม้จะไม่ได้อยู่ในห้องนี้

         

        “ควรไปเอายางสนก่อน” ผู้พันลาลันตากล่าว องค์หญิงไพลินพยักหน้าเห็นด้วยอย่างรวดเร็ว “แก่นจิตวิญญาณของราชินีฉลามสูบชีวิตไว้ท้ายสุดเลย ถ้าเวลาไม่พอก็ซื้อเอา”

         

        ในเมื่อมีวิธีที่ง่ายดายที่สุดอย่างการใช้เงินแก้ปัญหา เช่นนั้นก็เอาสิ่งนี้ไว้ท้ายสุดเพื่อลดการเสียเวลาตามหาด้วยตนเอง อริยะแปลงเพลิงพยักหน้าสนับสนุนราวกับเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว

         

        “งั้นก็รับข้อมูลจากทุกฝั่งมาพร้อมกันให้หมด ทุกคนจะได้ไม่รู้การเคลื่อนไหวสินะครับ”

         

        “อืม พรุ่งนี้น่าจะได้ข้อมูลพร้อม นายก็รีบพักผ่อน ต้องออกเดินทางในไม่กี่วันนี้” ไพลินคำนวณวันเวลาในหัว เวลาเพียง 3เดือนครึ่งนั้นน้อยจนเกินไป ทุกวันหลังจากนี้นิทานจะต้องใช้ให้คุ้มค่าที่สุด

         

        “ข้าจัดเตรียมสมบัติแปลงกายไว้แล้ว” อริยะแปลงเพลิงกล่าวเสียงเรียบ

         

        อย่างหนึ่งที่ลอบตกลงกันเรียบร้อยแล้วระหว่างนิทานและไพลินคือเขาจะปลอมตัวอีกครั้งแน่นอน เขาไม่คิดจะใช้สถานะปกติของตนเดินทางไปไหนมาไหนคนเดียว สมบัติรักษาชีวิตอย่างปิ่นปักผมวิหคสวรรค์นั้นมีขีดจำกัดของมันอยู่ เขาไม่ต้องการเสี่ยงมากถึงเพียงนั้น

         

        สมบัติสำหรับแปลงกายที่ระดับสูงพอนั้นไม่ใช่สิ่งที่หาได้ง่าย ๆ หากไพลินทำเรื่องเบิกจากคลังหลวงเช่นนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับการไปป่าวประกาศว่าเขาจะปลอมตัว ดังนั้นจึงต้องพึ่งพาเส้นสายของอริยะแปลงเพลิง

         

        ความรอบคอบที่ทั้งสองมีนั้นเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะหลังจากที่สถานะของนิทานสูงขึ้นถึงขนาดนี้แล้ว เขาไม่อาจทำอย่างเมื่อก่อนที่หาจังหวะแปลงกายแล้วลอบหายไปตรง ๆ ได้ วิธีเช่นนั้นหลอกได้แต่พวกสะกดรอยฝีมือต่ำเท่านั้น

         

        อีกส่วนหนึ่งคือพวกเขาไม่อาจยืนยันได้ว่าองค์ชาย 2 หรือกลุ่มการค้าเชียนเป่าได้ส่งนักสะกดรอยฝีมือดีมาลอบติดตามพวกเขาหรือไม่ ไพลินนั้นไม่ยินยอมเสี่ยงตีไปว่าไม่มีอย่างแน่นอน

         

        "ซอเด็ตทำยังไงถึงเดินทางสบาย ๆ ได้เรื่อย ๆ นะ" นิทานบ่น เขาจำได้ว่าซอเด็ตเคยเล่าให้เขาฟังถึงภารกิจที่ตระกูลเอเทลมอบให้เธอ ภารกิจเหล่านั้นทำให้เธอต้องเดินทางไปที่ต่าง ๆ เป็นการเปิดประสบการณ์และเรียนรู้คำไปในตัวโดยใช้ภารกิจเป็นข้ออ้าง

         

        "คุณนิทานคะ ปีกแห่งผืนฟ้าเขาไม่ได้มีศัตรูไปทั่ว ไม่ได้เป็นเด็กบ้านนอก แล้วก็สวย รวย เก่งด้วยค่ะ เผลอ ๆ ทางตระกูลเอเทลอาจจะแอบให้สมบัติป้องกันไว้ที่ร่างเธอโดยที่เธอไม่รู้ด้วยซ้ำ" ไพลินหัวเราะ

         

        คำตอบของไพลินทำเอานิทานคอตก จุดเริ่มต้นของเขาและเธอนั้นต่างกันฟ้ากับเหว แม้หลายข้อหลังของเขาจะดีขึ้นมากจากการที่ได้รู้จักกับไพลินแต่มันย่อมน้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับซอเด็ตที่เป็นทายาทของมหาตระกูลเอเทลและหน้าตาของเผ่าซือบาส

         

        ศัตรูส่วนมากก็เพราะเธอทั้งนั้นไม่ใช่รึไง นิทานบ่นอุบ

         

        ไพลินมีหรือจะไม่เข้าใจความคิดนิทาน เธอหยิบขนมชิ้นใหญ่ขึ้นมากินเยาะเย้ยวางท่าราวกับราชินี ไม่เพียงเท่านั้นเธอยังใช้ขนมนั้นล่อคีตาไปนั่งข้าง ๆ เรียกเสียงหัวเราะจากผู้พันลาลันตา

         

        “กระหม่อมเองก็สร้างตราฉุกเฉินไว้ 2ชิ้น เมื่อใช้งานจะสร้างพลังโจมตีมหาศาลและทำให้กระหม่อมรู้ถึงที่อยู่ของนิทาน” ผู้พันลาลันตาก็จัดเตรียมสมบัติไว้พร้อมเช่นกัน

         

        “2ชิ้นเท่านั้นนะนิทาน ไม่งั้นนายไม่ได้เรียนรู้อะไรเลยพอดี แล้วก็ฉันไม่ได้ไปเร็วเหมือนอริยะแปลงเพลิงหรอกนะ ถ้านายอยู่ไกลนอกอาณาเขตไฟกัลป์อย่างมากก็ 10นาที ยื้อเอาไว้ให้ได้ล่ะ” เธอหันไปยิ้มมุมปากให้แก่นิทาน เธอย่อมไม่ลืมความสำคัญของการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ด้วยตนเอง หากเธอเตรียมการป้องกันให้มากจนเกินไปเช่นนั้นจะส่งผลร้ายในอนาคตแทน

         

        การเดินทางที่เจ้าตัวรู้ว่ายังไงก็ปลอดภัยจะไปมีค่าอะไร?

         

        ตราของผู้พันลาลันตาเหนือกว่าตราของอริยะแปลงเพลิงอยู่ไม่น้อย อริยะแปลงเพลิงเคยกล่าวว่าหากอยู่ในอาณาจักรไฟกัลป์ เธอสามารถไปหาเขาได้ภายใน 3นาทีหลังจากใช้งานตรา ความเร็วระดับนั้นสมควรเหนือล้ำยิ่งกว่าผู้แสวงวิถี สมควรเป็นเพราะคำแห่งพลังของเธอ

         

        ทางด้านผู้พันลาลันตาอาจไม่ได้มีความเร็วมากถึงเพียงนั้นในการเดินทางระยะไกล แต่พลังป้องกันที่ตราปลดปล่อยออกมาได้สมควรมากพอจะยื้อเวลา 

         

        “ปิ่นปักผมวิหคสวรรค์นายพกติดตัวไว้เหมือนเดิม ฉันใช้ตามรอยนายได้” ไพลินกล่าวเสริม

         

        สมบัติสามชุดนี้คือสิ่งปกป้องชีวิตของนิทาน เป็นหลักประกันที่ทำให้เขาไม่ออกไปตายเอาดาบหน้าโดยที่ไม่ได้อะไรเลย และไม่ได้มากเกินไปจนเป็นการเดินทางอันสูญเปล่า

         

        ภายในเวลาเกือบครึ่งปีที่นิทานเดินทางออกมาจากเมืองศิลาลัย นิทานและคีตาในตอนนี้ไม่ได้เป็นเด็กบ้านนอกที่ไร้ผู้สนับสนุนอีกต่อไป


คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน