จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 67 เงื่อนไขสูง

            พัฟ!

            พลังของนักพรตชิงหยางที่กดเอาไว้นั้นแข็งแกร่งเกินไปจนทำให้เย่เฉินต้องพ่นเลือดออกมาหนึ่งคำ

            “ปล่อยเฮ่าเอ๋อร์” นักพรตชิงหยางตะโกนอย่างสุดเสียง อำนาจอันทรงพลังได้จองจำเย่เฉินเอาไว้

            “ผู้อาวุโสห้ามบุคคลภายนอกเข้าร่วมการประลองบนลานเมฆวายุ ท่านจะเพิกเฉยต่อกฎหรือ?” เย่เฉินไม่ได้อ่อนน้อมจนเกินไป มองตรงไปที่นักพรตชิงหยางเมื่อเคยยั่วยุเก๋อหง ตอนนี้เขาก็ไม่สนใจที่จะยั่วยุยอดเขาเหรินหยาง

            เมื่อได้ยินคำเตือนของเย่เฉินแล้วก็มีประกายอันเยือกเย็นวาบผ่านเข้ามาในดวงตาของนักพรตชิงหยาง

            เขาไม่กล้าที่จะเคลื่อนย้ายใดๆเพราะฉีเฮ่าอยู่ในกำมือของเย่เฉิน และนั่นก็เป็นคุณชายของตระกูลฉีแห่งหนานเจียงหากเกิดอะไรผิดพลาด ก็อาจจะเกิดปัญหาวุ่นวายได้ไม่น้อย

            เมื่อเขาประเมินสถานการณ์ดูแล้วจึงหยิบถุงเก็บของออกจากอกเสื้อและโยนไปที่พื้นทันที พูดด้วยเสียงทุ้มว่า“เจ้าต้องการหินวิญญาณไม่ใช่หรือ? หินวิญญาณนี่ข้าให้เจ้าแล้วปล่อยคนของข้าซะ”

            เย่เฉินเหลือบมองไปที่ถุงเก็บของบนพื้นแล้วยิ้มเยาะ“ผู้อาวุโส ท่านรู้ไหมว่าลูกศิษย์ของท่านได้ก่อเรื่องร้ายแรงอะไรไว้? มีเพียงแค่หนึ่งพันหินวิญญาณเท่านั้นที่จะแลกกับชีวิตของเขาอย่างนั้นชีวิตของเขาก็คงจะราคาต่ำเกินไป”

            “ก่อความผิดร้ายแรงงั้นหรือ?” นักพรตชิงหยางเอ่ยอย่างเย็นชา “ข้าอยากได้ยินว่าลูกศิษย์ข้าไปก่อความผิดร้ายแรงอะไรไว้กันแน่”

            “การประลองบนลานเมฆวายุห้ามมิให้ใช้คาถาอสุนีสวรรค์กรณีนี้ถือเป็นโทษประหาร และยังมีการห้ามศิษย์ในสำนักปลิดชีวิตสัตว์วิญญาณของสำนักผู้กระทำความผิดต้องถูกโทษประหาร และสุดท้ายห้ามศิษย์ในสำนักประทุษร้ายต่อผู้อาวุโสผู้กระทำผิดจะได้รับโทษประหารโดยไม่มีข้อยกเว้นฉีเฮ่าปลิดชีวิตผู้อาวุโสจางเฟิงเหนียน จึงมีความผิดทั้งสามข้อ”

            เย่เฉินได้ระบุการกระทำความผิดทั้งสามข้อจากนั้นมองไปที่นักพรตชิงหยางด้วยความเย้ยหยัน “ผู้อาวุโสไม่ว่าข้อใดก็พอที่จะครอบคลุมโทษประหารชีวิตของฉีเฮ่าท่านคิดว่าหนึ่งพันหินวิญญาณที่ท่านมอบให้นั้น มากหรือน้อยล่ะ”

            “เจ้า…” นักพรตชิงหยางที่อยู่ตรงนั้นต้องการจะโจมตี แต่เขายังคงหายใจเข้าลึกๆและอดกลั้นมันไว้ จากนั้นพูดอย่างเย็นชาว่า “เย่เฉินแต่เจ้าก็รู้จักตัวตนของฉีเฮ่าดี”

            “ตระกูลฉีแห่งหนานเจียง”เย่เฉินยิ้มและมองไปที่นักพรตชิงหยาง “สำคัญด้วยหรือ ในเมื่อเข้ามาอยู่ในเหิงเยว่เขาก็ควรทำตามกฎระเบียบของเหิงเยว่ แม้ว่าจะเป็นบุคคลที่สูงส่งหรือมีอำนาจถ้ากระทำความผิดในสำนัก ก็ยากที่จะรอดพ้นจากการถูกลงโทษ”

            นักพรตชิงหยางโกรธมากเย่เฉินอวดดีแบบนี้ได้อย่างไร แต่เพื่อความปลอดภัยของฉีเฮ่าแล้วเขายังคงข่มอารมณ์เอาไว้ “แล้วเจ้าต้องการอย่างไร”

            “ให้ศิษย์รักของท่านบอกมาว่าเอาผู้อาวุโสจางเฟิงเหนียนไปซ่อนไว้ที่ไหนและหากต้องการจะแลกชีวิต นำหนึ่งแสนหินวิญญาณมา ไม่เช่นนั้นท่านแจ้งกับตระกูลฉีแห่งหนานเจียงว่าให้มารับศพฉีเฮ่าได้เลยข้าเย่เฉินพูดอย่างไรก็ทำอย่างนั้น”

            “หนึ่ง…หนึ่งแสนหินวิญญาณหรือ?” เย่เฉินมีเงื่อนไขสูงจนทำให้ผู้คนด้านล่างตกใจ นั่นเป็นตัวเลขที่ไม่อาจหาได้ทั้งชีวิต

            “นี่มันโหดร้ายเกินไปแล้ว!”

            “มากหรือ?” เจ้าหมีสองยิ้มเยาะ “ซื้อชีวิตด้วยหนึ่งแสนหินวิญญาณข้ารู้สึกยังน้อยไปเลย”

            “ผู้อาวุโสท่านคิดว่าอย่างไร” บนลาน เย่เฉินมองไปยังนักพรตชิงหยาง

            “เย่เฉินไม่ว่าจะทำเรื่องราวใดๆ จะต้องเว้นช่องว่างเผื่อเหลือเผื่อขาดเอาไว้เจ้าก็รู้ดีสิ่งที่เจ้าทำไปวันนี้ มันจะนำผลลัพธ์อะไรมาให้เจ้า?” น้ำเสียงของนักพรตชิงหยางยิ่งเย็นชามากขึ้นพร้อมกับประกายอันเยือกเย็นในดวงตาก็เปล่งออกมาอย่างไม่ปิดบัง

            “ข้ามีชีวิตราคาต่ำชีวิตเดียวหากผู้อาวุโสต้องการ สามารถมารับมันไปได้ทุกเมื่อ”

            “อย่างนั้นข้าจะฆ่าเจ้าเสีย”นักพรตชิงหยางตะโกนเสียงดังจากนั้นแปลงมือใหญ่ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าหมายจะบดขยี้เย่เฉิน

            แต่ในขณะนี้ก็ได้มีอานุภาพอันทรงพลังเข้ามาจากทางทิศเดียวกันจากนั้นเสียงที่เยือกเย็นก็ดังก้องขึ้นทั่วฟากฟ้า “ชิงหยางเจ้าจะเพิกเฉยต่อกฎของเหิงเยว่ใช่ไหม?”

            “ท่านผู้คุมกฎเจ้าต้องการที่จะปกป้องศิษย์ชั่วผู้นี้ใช่ไหม?”นักพรตชิงหยางมองไปยังด้านหนึ่งอย่างเย็นชา

            “ข้าวสามารถจะกินอย่างไรก็ได้แต่วาจานั้นจะเอ่ยออกมาโดยมิได้ตริตรองไม่ได้” ท่านผู้คุมกฎยิ้มอย่างสบายๆ“ฉีเฮ่าลูกศิษย์ของเจ้าใช้คาถาอสุนีสวรรค์ที่ลานประลองเมฆวายุเป็นเรื่องจริงปลิดชีวิตสัตว์วิญญาณของสำนักคือเรื่องจริงเช่นกัน ส่วนจางเฟิงเหนียนแม้ว่าจะละทิ้งการฝึกตนและถูกขับไล่ลงจากเขาแต่ท้ายที่สุดแล้วก็เป็นผู้อาวุโสในครอบครัวเดียวกันกับเจ้าและข้าและถือว่าเป็นผู้อาวุโสของเหิงเยว่ ลูกศิษย์ของเจ้าทุบตีเขาเจ็บปางตายการกระทำต่ำช้าเช่นนี้ไม่อาจปฏิเสธได้ หากการกระทำผิดทั้งสามข้อนี้อยู่ในกฎเจ้าคิดว่าฉีเฮ่าควรจะมีโอกาสรอดอีกหรือ?”

            “เจ้า…” เช่นเดียวกันกับการแสดงออกของเก๋อหงในวันนั้นนักพรตชิงหยางถูกคำพูดของท่านผู้คุมกฎจนสำลักพูดไม่ออก

            “หากจะบอกว่าลูกศิษย์ของเจ้าองอาจขนาดนี้เจ้ากล้าพูดไหมว่าเจ้าเป็นท่านอาจารย์ที่ไม่มีความรับผิดชอบใดๆ ?” คำพูดของท่านผู้คุมกฎดังขึ้นอีกครั้งในคำพูดยังมีความหมายเชิงว่ากล่าวสั่งสอน “การจะเป็นอาจารย์สิ่งแรกที่ควรสั่งสอนศิษย์ของตนก็คือ การอาศัยอยู่บนโลกของมนุษย์ไม่ใช่การหยิ่งผยองของแต่ละคน”

            “เอาล่ะปรบมือปรบมือ” นอกจากนี้ยังมีตัวตลกอย่างหมีสองที่อยู่ในเหตุการณ์ชายผู้นี้มีสองมือเล็กอันอวบอิ่มที่เด่นชัดเป็นพิเศษ

            เมื่อมองไปที่นักพรตชิงหยางอีกครั้งผู้ซึ่งถูกท่านผู้คุมกฎสั่งสอน สีหน้าก็ร้อนผ่าวขึ้นทันที

            เมื่อพูดถึงเขาและท่านผู้คุมกฎก็นับว่าเป็นรุ่นราวคราวเดียวกันการถูกสั่งสอนแบบนี้ สำหรับเขาถือเป็นความอัปยศอย่างยิ่งแต่สิ่งที่ท่านผู้คุมกฎพูดนั้นก็มีเหตุผลความหยิ่งผยองของฉีเฮ่าจนนำไปสู่หายนะในวันนี้เขาที่เป็นท่านอาจารย์ผู้นี้จะไม่มีความรับผิดชอบใดๆ สักนิดเลยหรือ?

            เมื่อยอมรับว่าตนเป็นผู้นำเขาเข้ามาฝึกฝนเคี่ยวเข็ญ แต่การเป็นอาจารย์ถ้าสั่งสอนลูกศิษย์ให้ออกมาเป็นเช่นนี้ มันก็เหมือนเป็นการเสียหน้า

            เมื่อสูดหายใจเข้าลึกๆนักพรตชิงหยางได้ระงับความโกรธในใจอีกครั้ง และโยนถุงเก็บของสีม่วงถุงหนึ่งลงไปบนพื้น“ปล่อยคน”

            เย่เฉินไม่ได้ปล่อยเขาในทันทีแต่ขยิบตาให้กับเจ้าหมีสองที่อยู่ด้านล่างลาน

            “เข้าใจแล้ว”เจ้าหมีสองกระโดดขึ้นไปบนลานประลองและเก็บถุงเก็บของที่อยู่บนพื้นจากนั้นหรี่ตามองไปที่ด้านใน และพยักหน้าให้กับเย่เฉิน “หนึ่งแสนหินวิญญาณไม่มากไม่น้อย”

            “ให้จริงด้วย!” บรรดาศิษย์ที่อยู่ด้านล่างมองไปที่หินวิญญาณจำนวนหนึ่งแสนอย่างตกตะลึงสำหรับพวกเขาแล้ว แค่คิดก็ยังไม่กล้า

            “ยังไม่ปล่อยคนอีก”นักพรตชิงหยางตะโกนเสียงดัง

            “ลูกศิษย์ของท่านยังไม่ได้บอกกับข้าเลยว่าผู้อาวุโสจางเฟิงเหนียนอยู่ที่ไหน”เย่เฉินยักไหล่

            ปอดของนักพรตชิงหยางกำลังจะระเบิดและทันใดนั้นแสงสว่างสายหนึ่งก็พุ่งเข้าใส่ฉีเฮ่าที่กำลังหมดสติ

            ด้วยพลังอานุภาพนอกที่เข้าสู่ร่างกายทำให้ฉีเฮ่าค่อยๆ ลืมตาขึ้น

            เมื่อเขาเห็นนักพรตชิงหยางเขาก็เหมือนกับเห็นฟางเส้นสุดท้าย “ท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์ช่วยข้าด้วย!”

            ป้าบ!

            นักพรตชิงหยางโกรธจัดจนโบกแขนเสื้อทันทีและตบฉีเฮ่ากลางอากาศ “ศิษย์ชั่ว เจ้าเอาจางเฟิงเหนียนไปซ่อนไว้ที่ไหน”

            ฉีเฮ่าถูกตบอย่างรุนแรงและเขาตอบกลับมาอย่างไม่มีสติ “อยู่…อยู่หลังภูเขา”

            หลังจากพูดจบเขาก็สลบไปอีกครั้ง

            “ตอนนี้ก็ปล่อยเขาไปได้แล้ว”ดวงตาเยือกเย็นของนักพรตชิงหยางพุ่งตรงไปที่เย่เฉิน

            ในวันนั้นเก๋อหงได้กลายเป็นสิ่งน่าขันที่สุดที่ลานประลองเมฆวายุเขาในฐานะประมุขแห่งยอดเขาเหรินหยาง มันช่างเป็นเรื่องตลกไม่น้อย

            แต่ในวันนี้เขาไม่มีอะไรเทียบได้เท่ากับเก๋อหง มันช่างน่าอับอายและขายหน้าอย่างที่สุดยิ่งกว่านั้นหินวิญญาณสำหรับการชดใช้นั้นมีจำนวนมากกว่าของเก๋อหงเป็นร้อยเท่ากลับไปคราวนี้คงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกอีกสองยอดเขาเยาะเย้ย

            “พูดได้ดีพูดได้ดี”เย่เฉินตอบตกลง แต่ก็ยังไม่ได้ตั้งใจที่จะปล่อยเขาแต่กลับขยิบตาให้กับเจ้าหมีสองอีกครั้ง

            เขามักจะระมัดระวังอยู่เสมอเมื่อฉีเฮ่าบอกว่าเขาซ่อนจางเฟิงเหนียนไว้ด้านหลังภูเขา ใครจะรู้ว่าเป็นเรื่องจริงแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าพวกจางเฟิงเหนียนยังไม่ตายส่งคนไปตรวจสอบก่อนจึงจะปลอดภัยที่สุด

            “เข้าใจแล้ว”ระหว่างเจ้าหมีสองและเย่เฉินไม่ได้ต้องเอ่ยอะไรก็เข้าใจกันเองโดยปริยาย มองตาเพียงครั้งเดียวก็สามารถเข้าใจได้หมดทุกอย่าง

            ชายผู้นั้นบิดร่างอ้วนแล้ววิ่งไปที่ด้านหลังภูเขา

            “ผู้อาวุโสอย่าตำหนิข้าเลย การระมัดระวังเป็นเรื่องดีเสมอ”เย่เฉินยิ้มและมองไปที่นักพรตชิงหยาง“หวังว่าพวกผู้อาวุโสจางเฟิงเหนียนจะยังมีชีวิตอยู่ไม่อย่างนั้นแม้แต่หินวิญญาณจำนวนหนึ่งล้านก็ไม่อาจที่จะช่วยชีวิตศิษย์ท่านไว้ได้”

            “เจ้าก็จดจำเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ไว้ให้ดีต่อไปเขาคงจะหาคนมาจัดการเรื่องนี้” คำพูดของนักพรตชิงหยางไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย

            “ชีวิตราคาต่ำชีวิตเดียวหากต้องการ ก็มาเอามันไปได้ทุกเมื่อ”

            ในไม่ช้าเจ้าหมีสองก็กลับมาพร้อมกับกลุ่มก้อนเมฆลากจางเฟิงเหนียนและเสี่ยวอิงที่กำลังสลบอยู่

            เมื่อเห็นว่าพวกเขายังคงมีลมหายใจเย่เฉินก็ทอดถอนหายใจอย่างโล่งอกแต่หลังจากที่เห็นคราบเลือดบนร่างของเสี่ยวอิงและจางเฟิงเหนียนดวงตาของเขาก็ปกคลุมไปด้วยประกายแสงอันเย็นยะเยือก

            “ศิษย์ของเจ้าเอาไปซะ!” ด้วยความโกรธจัด เย่เฉินจึงโยนฉีเฮ่าลงไปที่พื้นโดยตรงฉีเฮ่าที่สลบอยู่ถึงกับกระอักเลือดออกมาอีกครั้ง แม้ว่าจะพาตัวเขากลับไปได้แต่ก็คงต้องนอนพักฟื้นอยู่เป็นเวลานาน

            “เจ้าทำข้าขุ่นเคืองจริงๆ”ในที่สุดนักพรตชิงหยางก็มองไปที่เย่เฉินอย่างเยือกเย็น จากนั้นสะบัดแขนเสื้อพาฉีเฮ่าไปก่อนจะเดินจากไปเขาก็ไม่ลืมที่จะเอาแขนที่ร่วงลงของฉีเฮ่าใส่เข้าไปยังแขนเสื้อของเขา

            หลังจากนักพรตชิงหยางจากไปเย่เฉินได้กระอักเลือดออกมา และก็ล้มลงไป

            คาถาอสุนีสวรรค์ต้านทานยากยิ่งนักการไม่ตายถือเป็นเรื่องโชคดี การที่เขาสามารถอยู่กับนักพรตชิงหยางได้นานเช่นนี้ล้วนเป็นเขาที่อดทนไว้

            “เย่เฉิน”เจ้าหมีสองกระโดดขึ้นไปบนลานประลอง และลากเย่เฉินลงมา

            การต่อสู้ณ ลานประลองในวันนี้ ได้แพร่กระจายไปทั่วสำนักเหิงเยว่อีกครั้ง

            ความอาจหาญของเย่เฉินได้กลายเป็นเรื่องเล่าของลูกศิษย์เหิงเยว่ได้พูดคุยกันในยามว่างศิษย์ฝึกหัดผู้นี้จึงมีชื่อเสียงโดยสมบูรณ์

            ยิ่งไปกว่านั้นบรรดาศิษย์หลายคนที่พูดถึงเรื่องนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะมองไปยังยอดเขาเทียนหยาง

            “เมื่อพูดถึงสามยอดเขาหลักที่ยิ่งใหญ่ของนอกสำนักเย่เฉินได้ปลุกปั่นไปแล้วสองยอดเขา ต่อไปคงจะเป็นยอดเขาเทียนหยาง”

            “ไม่มีทาง! แม้ว่าเย่เฉินจะเป็นผู้อาจหาญ แต่ก็ไม่มีความคิดที่ริเริ่มยั่วยุ”

            “ข้าก็คิดเช่นนั้น”

            “บ้าไปแล้วคาถาอสุนีสวรรค์ต้านทานยากยิ่งเลยหรือ?”หลังจากประมุขแห่งยอดเขาเทียนหยางได้ยินการรายงานจากลูกศิษย์จ่งเหลาเต้าก็อดไม่ได้ที่จะสบถคำออกไป

            “ท่านอาจารย์…”

            “อย่าพูดถึงมันอีกเจ็บใจนัก” จ่งเหลาเต้ากุมหน้าอกของตนเองการต้านทานคาถาอสุนีสวรรค์แค่คนเดียวได้โดยไม่ตาย ไม่นึกเลยว่า เขาพลาดไปขนาดนี้ไม่เจ็บปวดสิจึงแปลก