เหม่ยเจียงที่ยืนอยู่ด้านหลังของหยวนหมิงเย่ จู่ๆนางก็ได้รับข้อความจากผู้เฝ้าประตู
“ นายน้อยหวังเจียงมาขอพบ ” เหม่ยเจียงกล่าวขึ้น
“ ให้เขาเข้ามา ” หยวนหมิงเย่พยักหน้ารับ
ไม่นานหวังเจียงก็เดินเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้ม
“ คุณชายหยวน ” หวังเจียงยิ้มพร้อมกับโค้งคำนับให้กับหยวนหมิงเย่
“ เชิญท่านหวังนั่งลงก่อน ” หยวนหมิงเย่กล่าวพร้อมกับผายมือเชิญให้หวังเจียงนั่ง
หวังเจียงตอบรับและนั่งลงที่เก้าอี้
สำหรับหวังเจียง เขาเคยมาที่จวนฮวาสุ่ยหลายครั้งแล้วและเขาก็รู้จักนิสัยของคุณชายหยวนอย่างดี เขาไม่ใช่คนที่หยิ่งผยองหรืออวดดี เขามักจะให้เกียรติคนอื่นๆ แต่อย่าทำให้เขาโกรธ เพราะต่อให้เป็นเทพเจ้าก็ไม่สามารถรักษาชีวิตของคนๆนั้นได้
เวลานี้หวังเจียงได้ทะลวงเข้าสู่ระดับอาณาจักรสวรรค์ขั้นต้นแล้ว เพราะหยวนหมิงเย่ได้มอบของขวัญเล็กๆน้อยๆให้กับหวังเจียงเพื่อเป็นการตอบแทนที่คอยจัดการปัญหาให้กับเขา แม้ว่าเขาจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ด้วยตัวเอง
“ คุณชายหยวนที่ข้ามาวันนี้ก็เพราะข้าต้องการเชิญคุณชายหยวนไปชมงานชุนนุมแสงจันทร์ที่เขาชมจันทร์ขอรับ ” หวังเจียงกล่าว
“ งานชุมนุมแสงจันทร์? ” หยวนหมิงเย่พึมพำก่อนที่จะจำได้ว่างานชุมนุมแสงจันทร์คือสิ่งใด
งานชุมนุมแสงจันทร์คืองานที่จะนำรุ่นเยาว์ที่อายุต่ำกว่าสามสิบปีทั่วทั้งอาณาจักรแสงจันทร์มาประลองฝีมือกันเพื่อที่จะได้จัดอันดับว่ารุ่นเยาว์คนไหนคือรุ่นเยาว์ที่แข็งแกร่งที่สุดทั้งสิบคนและพวกเขาจะส่งรุ่นเยาว์เหล่านั้นไปแข่งขันในงานแข่งขันสุดยอดรุ่นเยาว์ทั้งเจ็ดอาณาจักร
ซึ่งงานชุมนุมแสงจันทร์จะจัดขึ้นทุกๆห้าปี ส่วนงานแข่งขันสุดยอดรุุ่นเยาว์เจ็ดอาณาจักรจะจัดขึ้นทุกๆสิบปี
“ ปีนี้คุณหนูไป๋ถูกส่งเข้าร่วมงานประลองด้วย ” หวังเจียงกล่าว
“ เหรินซีเข้าร่วมประลองด้วยงั้นหรือ? ” หยวนหมิงเย่ประหลาดใจก่อนที่จะพยักหน้ารับว่าเขาเข้าใจแล้ว
เนื่องจากไป๋เหรินซีได้รับการสนับสนุนจากหยวนหมิงเย่ทำให้นางพัฒนาความแข็งแกร่งขึ้นได้อย่างรวดเร็ว แต่เนื่องจากนางยังไม่ได้รับเคล็ดวิชาบ่มเพาะจากหยวนหมิงเย่รวมไปถึงการฝึกฝนในค่ายกลกลั่นสวรรค์ แต่ถึงอย่างนั้นตอนนี้นางก็เป็นถึงจักรพรรดิยุทธ์แล้ว
แน่นอนว่าหยวนหมิงเย่รู้ดีว่าสาเหตุที่นางพัฒนาได้อย่างรวดเร็วก็เป็นเพราะนางได้รับหยกจิตฟ้ามาครอบครอง เพียงแต่หยกจิตฟ้าก็มีประโยชน์แค่ในช่วงแรกเท่านั้น หรือก็คือช่วงผู้ฝึกยุทธ์เท่านั้นที่จะพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว แต่เมื่อเข้าสู่ระดับขอบเขตสวรรค์แล้ว ความเร็วในการบ่มเพาะก็จะช้าลงบ้างแต่ก็ยังอยู่ในขอบเขตของเหล่าอัจฉริยะอยู่ดี
“ แล้วงานชุมนุมแสงจันทร์จะจัดขึ้นวันไหน? ” หยวนหมิงเย่ถาม
“ ขอตอบคุณชายหยวน อีกหนึ่งเดือนข้างหน้าที่ยอดเขาชมจันทร์ขอรับ ” หวังเจียงตอบ
“ แล้วข้าสามารถนำคนของข้าเข้าร่วมการแข่งขันได้ไหม? ” หยวนหมิงเย่ถามขึ้น
“ แน่นอนว่าได้ขอรับ ไม่ทราบว่าคุณชายหยวนจะนำใครเข้าร่วมการแข่งขันหรือ? ” หวังเจียงถามขึ้น
หยวนหมิงเย่ส่ายหน้าและกล่าวขึ้นว่า “ ไม่เป็นไรข้าแค่ถามเฉยๆ ”
ขืนเอาคนของหอเฟิงเซียงไปแข่งก็เท่ากับว่าเป็นการรังแกผู้อื่นเกินไป แม้ว่าจะมีตัวตนระดับจักรพรรดิยุทธ์อยู่ในหอเฟิงเซียงก็ตาม แต่พวกเขาก็คงไม่สนใจที่จะเข้าร่วมงานประลองเหล่านี้แน่นอน
“ นี้คือบัตรเชิญเข้าร่วมงานขอรับ ซึ่งตำแหน่งที่คุณชายหยวนจะนั่งก็คือตำแหน่งแขกพิเศษที่จะจัดขึ้นมาเป็นครั้งแรก ” หวังเจียงกล่าว
หยวนหมิงเย่หยิบบัตรเชิญออกมาดูเล็กน้อยก่อนที่จะเก็บบัตรเชิญไว้ในอุปกรณ์มิติ
“ แล้วข้าสามารถนำคนของข้าเข้าร่วมงานได้กี่คน? ” หยวนหมิงเย่ถาม
“ คุณชายหยวนสามารถนำผู้ติดตามไปได้ไม่เกินห้าคนขอรับ ” หวังเจียงตอบ
“ เข้าใจแล้ว ” หยวนหมิงเย่พยักหน้ารับ
ไม่นานหวังเจียงก็จากไป เนื่องจากเขาต้องกลับไปยังเมืองหลวงแสงจันทร์เพื่อไปรายงานให้กับราชครูเหยียนเซิ่นฟัง
“ งั้นก็เก็บของไปที่เมืองหลวงแสงจันทร์เลยแล้วกัน ” หยวนหมิงเย่พึมพำออกมา
เนื่องจากยังมีเวลาอีกหนึ่งเดือนกว่าจะถึงงานชุมนุมแสงจันทร์ เขาก็อยากที่จะไปเที่ยวเล่นที่เมืองหลวงแสงจันทร์สักหน่อย นอกจากนี้ตั้งแต่ที่เขากลับมาจากเมืองหลวงแสงจันทร์ในครั้งที่ไปเอาเมล็ดพันธ์กระจ่างฟ้ามา เขาก็ไม่ได้ไปที่เมืองหลวงแสงจันทร์อีกเลย
รถม้าของหยวนหมิงเย่เป็นรถม้าแบบพิเศษที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ นอกจากนี้สัตว์อสูรที่ใช้ในการลากรถม้าก็ยังเป็นถึงอาชาอสนีบาต
อาชาอสนีบาต สัตว์อสูรระดับเจ็ดที่มีทั้งความแข็งแกร่งและรวดเร็ว ซึ่งมันสามารถวิ่งบนท้องฟ้าได้อีกด้วย ทำให้การเดินทางนั้นรวดเร็วมาก
แน่นอนว่าคนที่ขับรถม้าให้กับหยวนหมิงเย่ก็คือชุนหาน และมีสาวใช้อย่างเหม่ยเจียงที่จะเดินทางไปด้วย นอกจากนี้ยังมีผู้คุ้มกันอีกสองคนที่เดินทางไปด้วย ซึ่งสองคนนี้ก็คือฟ่างหรู่และเหมินจ้าว
เวลานี้ทั้งฟ่างหรู่และเหมินจ้าวมีความแข็งแกร่งในระดับอาณาจักรสวรรค์ขั้นปลาย
สำหรับปู่ของเขาหยวนเฉิงและอู๋จวินหยาง ตอนนี้ทั้งสองคนอยู่ที่อาณาจักรเพลิงราตรีเพื่อที่จะสร้างฐานบัญชาการของหอเฟิงเซียงขึ้น
เนื่องจากอาณาจักรเพลิงราตรีนั้นแข็งแกร่งและทรงพลังที่สุดในเจ็ดอาณาจักร ทำให้หยวนหมิงเย่ต้องส่งคนที่แข็งแกร่งที่สุดไป และถ้าหากถามว่าทำไมหยวนหมิงเย่ถึงไม่ไปเองก็เพราะเขาต้องการเพิ่มประสบการณ์ให้กับทั้งสองคนก่อน อีกอย่างด้วยตัวตนระดับสวรรค์วิบัติของทั้งสองคนย่อมที่จะจัดการปัญหาต่างๆได้อย่างไม่มีปัญหา
ถ้าหากหยวนหมิงเย่จำไม่ผิด ตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดในอาณาจักรเพลิงราตรีนั้นแข็งแกร่งในระดับสวรรค์วิบัติขั้นปลาย ซึ่งหยวนเฉิงคือขั้นสมบูรณ์ ส่วนอู๋จวินหยางคือขั้นสูง
ด้วยความแข็งแกร่งของทั้งสองนับว่าไม่มีใครสามารถสร้างบาดแผลให้กับทั้งสองคนได้ นอกจากจะเป็นตัวตนระดับสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ขึ้นไปเท่านั้น
ถึงอย่างนั้นหยวนหมิงเย่เองก็คิดที่จะไปยังอาณาจักรเพลิงราตรีเช่นกัน เพราะอาณาจักรเพลิงราตรีมีบางอย่างที่เขาต้องการอยู่ เพียงแต่ต้องรอเวลาก่อน
ส่วนจวนฮวาสุ่ยหยวนหมิงเย่ก็ไม่ได้เป็นห่วง เพราะบ่าวรับใช้ในนั้นต่างก็เป็นถึงตัวตนระดับเทพยุทธ์กันทั้งนั้น ต่อให้ระดับอาณาจักรสวรรค์ขั้นต้นมา บ่าวรับใช้ของเขาก็สามารถจัดการได้อย่างไม่มีปัญหา
เนื่องจากหยวนหมิงเย่ไม่ได้เร่งรีบเดินทาง เขาเดินทางอย่างปกติ ถ้าหากค่ำไหนก็นอนที่นั่น ไม่ใช่บินไปถึงเมืองหลวงแสงจันทร์ในเวลาไม่ถึงสองชั่วยาม
การเดินทางจากเมืองหลวงกุ่นไปยังเมืองหลวงแสงจันทร์ใช้เวลาประมาณห้าวัน แม้ว่าพวกเขาจะใช้อาชาอสนีบาตลากก็ตาม
หยวนหมิงเย่จะต้องผ่านเมืองสองเมืองได้แก่เมืองลู่กังและเมืองอี้ฮ่าวรวมไปถึงป่าใหญ่อีกแห่งหนึ่งอย่างป่าลู่กัง
เริ่มแรกจะต้องเดินทางผ่านป่าลู่กังก่อนที่จะผ่านเมืองลู่กังและเมืองอี้ฮ่าวจึงจะถึงเมืองหลวงแสงจันทร์
ภายในป่าลู่กังเป็นป่าขนาดใหญ่และกินพื้นที่หลายพันลี้ ภายในป่ามีสัตว์อสูรจำนวนมากอาศัยอยู่ ซึ่งส่วนมากจะมีตั้งแต่สัตว์อสูรระดับหนึ่งจนไปถึงสัตว์อสูรระดับแปดหรือเก้าเลยทีเดียว
ด้วยเหตุนี้นับว่าป่าลู่กังจึงเป็นป่าที่อุดมไปด้วยสัตว์อสูรจำนวนมาก มันจึงกลายเป็นป่าที่มีผู้คนเดินทางไปแสวงโชคอยู่ตลอดเวลา
ระหว่างทาง หยวนหมิงเย่สังเกตว่ามีผู้ฝึกยุทธ์จำนวนมากพากันเดินทางไปยังป่าลู่กัง แม้กระทั้งยังสัมผัสได้ถึงระดับเหนือยุทธ์ก็ยังพบเห็นหลายคน
เนื่องด้วยรถม้าของหยวนหมิงเย่เป็นรถม้าที่หรูหราและยังมีผู้คุ้มกันอีกสองคนที่ขี่ม้าตามมาด้วย ทำให้ไม่มีใครกล้าที่จะมีปัญหา ทำให้การเดินทางของพวกเขาราบรื่นย์
อีกอย่างหยวนหมิงเย่บอกให้เหมินจ้าวและฟ่างหรู่ ปล่อยแรงกดดันระดับเทพยุทธ์ออกมาเพื่อป้องกันคนเข้าใกล้
เพียงแต่ในระหว่างที่พวกเขากำลังจะออกจากป่าลู่กัง จู่ๆด้านหลังของพวกเขาก็มีเสียงตะโกนดังขึ้น
“ หลบไปซะรถม้าที่อยู่ด้านหน้า นี้คือรถม้าของราชวงศ์เยว่ ”
น้ำเสียงเย็นชาที่ดังขึ้นพร้อมกับออร่าที่แข็งแกร่งในระดับเทพยุทธ์
หยวนหมิงเย่เปิดหน้าต่างและมองกลับไปก็เห็นว่าเป็นรถม้าที่หรูหราและผู้คุ้มกันจำนวนมากกำลังพุ่งตรงมาด้วยความเร็ว
ที่ด้านหลังรถม้าก็มีธงสีขาวที่มีมังกรสีทองและสีดวงจันทร์สีเหลืองอยู่ด้านบน
“ นายน้อยนั่นคือสัญลักษณ์ของราชวงศ์เยว่ ” เหมินจ้าวกล่าวขึ้น
หยวนหมิงเย่หรี่ตาลงและกล่าวขึ้นว่า “ ไม่ต้องหลบถ้าหากเจ้าพวกนั้นกล้าที่จะลงมือก็จัดการอย่างเต็มที่ ข้าอยากดูนักว่าใครที่เป็นคนนั่งอยู่ในรถม้านั่น ”
“ รับคำสั่งนายน้อย ”
ทางฝั่งรถม้าที่อยู่ด้านหลัง
ภายในรถม้าของราชวงศ์เยว่
“ องค์หญิงสาม ดูเหมือนว่ารถม้าด้านหน้าจะไม่ยอมหลบให้พวกเราทำลายพวกมันเลยไหม? ” ผู้คุ้มกันคนหนึ่งถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา
องค์สามเป็นสตรีอายุประมาณยี่สิบปีสอง ใบหน้างดงาม ราวกับเทพธิดา รูปร่างอรชร สวมชุดคลุมสีม่วงอ่อน นางถือว่าเป็นหนึ่งในห้าหญิงงามแห่งอาณาจักรเหมือนกับไป๋เหรินซี นางมีนามว่า เยว่หนานลู่
เยว่หนานลู่หรี่ตาลงและกล่าวขึ้นว่า “ ไม่จำเป็นข้าอยากจะดูว่ารถม้าด้านหน้าคือใครกันถึงได้ไม่หลบให้กับรถม้าของข้า สั่งให้รถม้าด้านหน้าหยุดเดี๋ยวนี้ ”
“ รับคำสั่งองค์หญิงสาม ” ผู้คุ้มกันด้านหน้ากล่าวและจากไปทันที
ภายในรถม้าก็ยังมีสาวใช้อีกหนึ่งคนนั่งอยู่
สาวใช้ผู้นี้อายุประมาณสิบห้าสิบหกปี รูปร่างผอมบาง ใบหน้าน่ารัก สวมชุดสีน้ำฟ้าอ่อน นางมีนามว่าเฉิงชี
“ องค์หญิงทำไมถึงไม่สั่งให้ทำลายรถม้านั้นไปเลยล่ะเจ้าคะ? ” เฉิงฉีถามขึ้น
“ เพราะข้าอยากรู้ว่าใครเป็นผู้ที่นั่งบนรถม้าคันนั้น อีกอย่างพวกเราก็ประกาศออกไปแล้วว่าพวกเราคือราชวงศ์เยว่ ” เยว่หนานลู่อธิบาย
เฉิงชีพยักหน้ารับเบาๆ
ในจังหวะเดียวกัน ผู้คุ้มกันที่แข็งแกร่งในระดับเทพยุทธ์คนหนึ่งก็ขี่ม้าไปด้านหน้าด้วยความเร็วก่อนที่จะไปหยุดอยู่ที่ด้านหน้ารถม้าของหยวนหมิงเย่
ทางฝั่งของหยวนหมิงเย่เองก็คาดเดาได้อยู่แล้วว่าจะต้องเกิดเหตุการณ์แบบนี้ พวกเขาจึงไม่ได้รู้สึกประหลาดใจแต่อย่างใด
“ หยุดรถม้าเดี๋ยวนี้ ” ผู้คุ้มกันกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา
แต่ทันใดนั้นเขาก็สัมผัสถึงออร่าเทพยุทธ์จากผู้คุ้มกันสองคนก็ทำให้ผู้คุ้มกันคนนี้ดไม่ได้ที่จะประหลาดใจ
“ คิดว่าเป็นคนของราชวงศ์เยว่แล้วจะหยุดรถม้าของผู้อื่นได้งั้นหรือ? ” เหมินจ้าวกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
“ หยิ่งผยองสิ้นดี ” ผู้คุ้มกันตะโกนพร้อมกับวาดฝ่ามือไปบนอากาศ ทำให้เกิดฝ่ามือขนาดหนึ่งจั้งพุ่งใส่เหมินจ้าว
เหมินจ้าวหัวเราะและโบกมือเบาๆ ก่อนที่จะสลายฝ่ามือของผู้คุ้มกันผู้นั้นอย่างง่ายดาย
ผู้คุ้มกันหรี่ตาลงและกล่าวขึ้นว่า “ ดูเหมือนว่าพวกเจ้าจะพอมีฝีมืออยู่บ้างแต่ถึงอย่างนั้นพวกแกจะต้องถูกทำโทษ ”
“ ฮ่าฮ่า อาศัยระดับเทพยุทธ์ของเจ้าจะมาทำโทษข้า? ” เหมินจ้าวหัวเราะราวกับสิ่งที่ได้ยินคือเรื่องตลก
ไม่นานรถม้าขององค์หญิงสามก็มาจอดอยู่ด้านหลังของรถม้าของหยวนหมิงเย่และเป็นเฉิงชีที่ลงมาด้านล่าง
เฉิงชีเดินไปที่รถม้าของหยวนหมิงเย่และกล่าวขึ้นว่า “ เจ้านายของข้าต้องการพบกับผู้ที่นั่งบนรถม้านี้ ”
“ เจ้านายของเจ้าคือ? ” หยวนหมิงเย่ถามขึ้น
“ เจ้านายของข้าคือองค์หญิงสาม ” เฉิงชีกล่าวด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ นอกจากนี้นางยังคาดเดาไว้แล้วว่าถ้าหากคนบนรถม้าได้ยินชื่อเสียงขององค์หญิงสามก็คงรีบลงมาจากรถม้าทันที
“ ที่แท้ก็องค์หญิงสาม ” หยวนหมิงเย่ประหลาดใจ นึกไม่ถึงเลยว่าจะเป็นองค์หญิงสาม
ในนิยายกล่าวว่าองค์หญิงสามตายเพราะถูกลัทธิมารสีชาดหลอกใช้ นางจึงกลายเป็นศัตรูกับเสวียนปิงหยุน สุดท้ายนอกก็ตายเพราะเสียชีวิตเพราะเสวียนปิงหยุน
องค์หญิงสามเยว่หนานลู่ เป็นคนที่มีจิตใจเข้มแข็งและเด็ดเดี่ยว เพียงแต่นางเชื่อสาวใช้ของนางอย่างเฉิงชีมากเกินไป
เฉิงชีเป็นคนของลัทธิมารสีชาดที่ถูกส่งตัวมาเพื่อแฝงตัวอยู่ในอาณาจักรแสงจันทร์
“ ถ้าหากข้าจำไม่ผิดตอนนี้เฉิงชีก็น่าจะอยู่กับนางแล้ว ” หยวนหมิงเย่ครุ่นคิดก่อนที่จะเหยียดยิ้มออกมา เพราะเขารู้ว่าลัทธิมารสีชาดนั้นมีอยู่จริง แต่เขาไม่รู้ว่ามันจะเหมือนกับในนิยายร้อยเปอร์เซ็นต์หรือเปล่า
“ถ้าหากอยากรู้ก็ต้องพิสูจน์เอา ” หยวนหมิงเย่พึมพำออกมา
“ เอาล่ะในเมื่อเป็นองค์หญิงสาม เช่นนั้นข้าจะออกไปพบนางสักหน่อย ” หยวนหมิงเย่กล่าวพร้อมกับเดินลงมาจากรถม้า