ตอนที่ 169 เสียงปืนในกลางดึก
ตอนที่ 169 สวบ !! สวบ !! สวบ !! เสียงชาวบ้านหลายสิบชีวิตเริ่มออกเดินจากหมู่บ้านมุ่งหน้าขึ้นไปที่ต้นน้ำเพื่อซ่อมฝายกั้นน้ำ ดนัยยืนมองชาวบ้านเหล่านั้นด้วยสายตาเป็นห่วงเพราะแต่ละคนอายุก็ไม่ใช่น้อยกันแล้วถ้าเกิดระหว่างซ่อมฝายกั้นน้ำมีใครเป็นอะไรขึ้นมาจะทำอย่างไรเพราะที่แห่งนี้เป็นหมู่บ้านที่อยู่ในป่าลึกแถมตอนนี้ก็ไม่สามารถเดินทางออกจากหมู่บ้านได้เพราะกระแสน้ำไหลแรงมากเนื่องจากฝายกั้นน้ำมันพังจะให้เดินเท้าลงเขาไปตามเส้นทางที่พี่โชคไกด์ของดนัยบอกเอาไว้ก็ต้องใช้เวลาเดินเป็นวันถ้าเกิดมีใครบาดเจ็บหนักล่ะก็ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าผู้บาดเจ็บคนนั้นจะเกิดอะไรขึ้น ตอนนั้นเองโชคไกด์ของดนัยที่เดินปิดท้ายก็เดินผ่านแต่ก่อนที่จะผ่านไปเฉยๆเขาก็หยุดและหันมาคุยกันดนัย “ไม่ต้องห่วงหรอกครับคุณดนัยเดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ได้ลงจากเขาผมฝากคุณกับเพื่อนของคุณไว้ให้ภรรยาของหัวหน้าหมู่บ้านช่วยดูแลแล้วครับรับลองไม่มีอะไรขาดตกบกพร่องแน่นอนยังไงผมก็ต้องขอโทษด้วยนะครับที่ทำให้ต้องติดในหมู่บ้านแบบนี้ตั้งคืนนึง” โชคพูด “ไม่เป็นไรครับพี่โชคมันเป็นเหตุสุดวิสัยไม่มีใครอยากให้ฝายกั้นน้ำพังหรอกผมไม่ติดใจอะไรอยู่แล้ว” ดนัยพูด “ขอบคุณครับที่เข้าใจ” โชคยิ้มให้ดนัยเพราะเขานั้นเป็นกังวลว่าดนัยจะพาลโทษว่าเป็นความผิดของเขาที่พามาติดในหมู่บ้านแห่งนี้แทนที่จะได้ลงไปนอนหลับพักผ่อนสบายๆในรีสอร์ทด้านล่าง จากนั้นโชคก็เดินไปโดยมีดนัยมองดูโชคที่เดินตามกลุ่มของชาวบ้านไปแต่ในตอนนั้นเองยูมิก็เดินออกมาหลังจากอาบน้ำเสร็จ “ถ้าเป็นห่วงพวกชาวบ้านก็ตามไปด้วยสิคะฉันอยู่ที่หมู่บ้านคนเดียวได้ไม่เป็นอะไรหรอกค่ะดนัย” ยูมิบอก “หือคุณพูดอะไรเหรอครับคุณยูมิ” ดนัยหันมามองยูมิและทำหน้างงแกล้งเป็นไม่รู้เรื่องว่ายูมิกำลังพูดเรื่องอะไร “หึหึ...ไม่ต้องทำเป็นแกล้งไม่รู้เลยค่ะฉันรู้นะคะว่าดนัยน่ะเป็นห่วงพวกชาวบ้านกังวลว่าอาจจะมีใครบาดเจ็บระหว่างที่กำลังซ่อมฝายกั้นน้ำอะไรนั่นใช่มั้ยล่ะคะ” ยูมิยิ้มให้ดนัย “เอ่อ...นี่ผมดูออกง่ายขนาดนั้นเลยเหรอครับ” ดนัยยกมือขึ้นเกาหัว “ก็นะฉันอยู่กับดนัยมาเป็นปีแล้วเฝ้ามองดนัยมาตลอดก็พอจะมองออกบ้างแหละค่ะว่าดนัยคิดอะไรอยู่ในหัวบ้าง” ยูมิพูดทำเอาดนัยถึงกับเขินหน้าขึ้นสี จากนั้นยูมิก็ยื่นอะไรบางอย่างให้ดนัย “หือนี่มันประเป๋าใส่อุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ของผมนี่” ดนัยมองดูสิ่งที่ยูมิยื่นให้ซึ่งมันเป็นกระเป๋าผ้าที่ไว้ใช้สำหรับใส่ดินสอหรือปากกาใบเล็กๆ แต่ทว่าในกระเป๋านั้นไม่ได้มีพวกปากกาหรือดินสอใส่เอาไว้หรอกนะเพราะว่าในนั้นน่ะมีแต่พวกมีดผ่าตัด กรรไกรจับสำหรับห้ามเลือด เข็มแล้วก็ไหมเย็บแผลพวกนั้น ซึ่งดนัยติดนิสัยพกเครื่องมือแพทย์ไปไหนมาไหนมาจากฮิคาริซึ่งตอนนั้นดนัยยังจำได้ว่าตอนที่กลับมาเมืองไทยครั้งแรกหลังจากไปทำงานที่ญี่ปุ่นตอนอยู่ดอยหลวงเชียวดาวได้เกิดอุบัติเหตุขึ้นมีเด็กได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุต้องได้รับการผ่าตัดโดยด่วนแต่ทว่าเขาไม่มีเครื่องมือโชคดีที่ฮิคาริพกกระเป๋าเครื่องมือแพทย์มาด้วยทำให้เขาสามารถผ่าตัดช่วยเหลือเด็กที่บาดเจ็บเอาไว้ได้ (ตอนที่ 74) และหลังจากนั้นมาเวลาดนัยออกไปข้างนอกก็มักจะพกกระเป๋าใส่ดินสอใบเล็กๆที่ยัดเครื่องมือแพทย์เอาไว้ติดตัวไปด้วยเสมอซึ่งดนัยเองก็นึกไม่ถึงว่ายูมิจะรู้ด้วยว่าเขาพกอะไรแบบนี้ด้วย “พอดีถือวิสาสะหยิบออกมาจากกระเป๋าเป้ของดนัยน่ะค่ะรับไปสิคะแล้วก็รีบไปฉันจะรออยู่ในหมู่บ้าน” ยูมิพูดและก็ยัดกระเป๋าเครื่องมือแพทย์ใส่มือดนัย หมับ !! ดนัยรับกระเป๋าเครื่องมือแพทย์นั่นเอาไว้เขามองไปที่ใบหน้าของยูมิและกล่าวขอบคุณเธอ “ขอบคุณนะครับคุณยูมิผมไปก่อนนะครับแล้วก็คืนนี้นอนก็ห่มผ้าด้วยนะครับเดี๋ยวจะไม่สบายอากาศบนเขาค่อนข้างเย็น” ดนัยพูด “ค่ะ” ยูมิพยักหน้า ทั้งสองคนมองหน้าและยิ้มให้กันก่อนดนัยจะรีบหันหลังและรีบวิ่งตามโชคไกด์ของเขาไป “พี่โชคครับรอผมด้วยผมขอไปด้วยครับ !!” ยูมิมองดูดนัยที่วิ่งตามโชคไปและแล้วกลุ่มชายหนุ่มหลายสิบชีวิตก็เดินออกจากหมู่บ้านมุ่งหน้าขึ้นไปที่ต้นน้ำเพื่อซ่อมแซมฝายกั้นน้ำ “นี่หนูผัวหนูไปแล้วสินะมาๆกลับเข้าบ้านไปกินข้าวกันป้าทำไข่เจียวเอาไว้ให้” ภรรยาของหัวหน้าหมู่บ้านเดินออกมาตามยูมิซึ่งเธอพูดภาษาไทยยูมิจึงฟังไม่เข้าใจเลยสักประโยคไม่อย่างนั้นยูมิคงเขินอายจนหน้าแดงไปแล้วที่ภรรยาของหัวหน้าหมู่บ้านคิดว่าดนัยและยูมิเป็นผัวเมียกัน “เอ่อขอโทษนะคะคุณป้าหนูฟังที่ป้าพูดไม่เข้าใจเลย” ยูมิหันไปตอบซึ่งคำตอบของเธอภรรยาของหัวหน้าหมู่บ้านก็ฟังไม่เข้าใจเช่นกัน “ป้าฟังหนูไม่ออกเลยเอางี้ภาษากายแล้วกัน” ภรรยาหัวหน้าหมู่บ้านพูดก่อนจะโบกไม้โบกมือชี้เข้าไปในบ้านทำท่าทางเหมือนว่ามือขวากำลังถือช้อนและกำลังใช้ช้อนนั่นตักข้าวเข้าปาก “เอ่อ....เข้าบ้านแล้วก็กินข้าวสินะคะ” ยูมิมองดูภาษากายที่ภรรยาของหัวหน้าหมู่บ้านแสดงให้เธอดูก็พอจะเข้าใจได้ว่าฝ่ายตรงข้ามกำลังสื่อสารอะไร และเมื่อเข้าใจแล้วว่าภรรยาของหัวหน้าหมู่บ้านต้องการสื่อสารอะไรยูมิก็ตามเธอเข้าไปในบ้าน ทางด้านดนัย “กลับไปที่หมู่บ้านดีกว่ามั้ยครับคุณดนัยนี่ยังออกมาแค่ไม่กี่ร้อยเมตรถ้าไปไกลกว่านี้กลับเองลำบากแล้วนะครับเพราะถ้าไม่ชินเส้นทางอาจจะหลงป่าเอาง่ายๆ” โชคบอกดนัยที่ขอตามมาด้วย “ไม่เป็นไรครับให้ผมไปด้วยเถอะนะพี่โชคผมเป็นหมอเผื่อมีใครเป็นอะไรผมจะได้ช่วยปฐมพยาบาลได้อีกทั้งผมเองก็เป็นผู้ชายด้วยถึงจะช่วยซ่อมฝายกั้นน้ำไม่เป็นแต่อย่างน้อยผมก็ช่วยยกโน่นยกนี่ได้นะครับ” ดนัยไม่ยอมกลับไปที่หมู่บ้านตามที่โชคบอก “ดูเหมือนยังไงก็จะตามไปด้วยให้ได้สินะครับก็ได้ครับแต่คุณต้องฟังผมทุกอย่างนะครับห้ามทำอะไรอันตรายเด็ดขาดเพราะถ้าคุณเป็นอะไรขึ้นมาบัตรไกด์ผมคงโดนยกเลิกแน่” โชคพูดหลังจากเห็นว่าดนัยคงไม่ยอมกลับไปที่หมู่บ้านตามที่เขาบอก “ครับผมจะไม่ทำอะไรที่เป็นอันตรายเด็ดขาด” ดนัยพยักหน้าและก็เดินตามกลุ่มของชาวบ้านไป ซึ่งทางเดินขึ้นเขาจากหมู่บ้านไปที่ต้นน้ำนั้นเป็นทางเดินที่ไม่อยู่ในเส้นทางการเดินปกติการเดินทางขึ้นเขาไปแต่ละเมตรค่อนข้างชันเป็นอย่างมากดนัยมองดูชาวบ้านสูงอายุด้านที่ที่เดินกันตัวปลิวก็อดแปลกใจไม่ได้ “ชาวบ้านนี่เดินกันคล่องจังเลยนะครับเนี่ย” ดนัยพูดกับโชค “เป็นธรรมดาครับป่านี่ก็เหมือนสวนหลังบ้านนั่นแหละครับสมัยก่อนที่ยังไม่เปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชาวบ้านใช้ป่าแห่งนี้เป็นแหล่งทำมาหากินเลี้ยงครอบครัวจึงทำให้ทุกคนรู้จักและชินกับเส้นทางกันตั้งแต่เด็กแล้วล่ะครับ” โชคอธิบาย “งั้นเหรอครับแล้วต้นน้ำที่จะไปซ่อมฝายกั้นน้ำนี่อยู่ไกลหรือเปล่าครับ” ดนัยถาม “ก็ไม่ไกลมากครับห่างจากหมู่บ้านไปประมาณ 4 กิโลเมตรเดินเท้าไปคงใช้เวลาประมาณสองชั่วโมง” โชคบอก “สองชั่วโมงงั้นเหรอครับถ้าอย่างนั้นก็จะถึงนั่นก็เกือบสองทุ่มเลยสินะครับเนี่ย” ดนัยยกมือขึ้นมาดูนาฬิกาที่ข้อมือซึ่งตอนนี้ใกล้จะหกโมงเย็นแล้ว “ครับก็ประมาณนั้นแหละครับ” โชคพยักหน้าและแล้วเวลาก็ผ่านไปจนพระอาทิตย์ตกดินท้องฟ้าที่เคยให้แสงสว่างเริ่มมืดลงชาวบ้านจึงเริ่มแจกไฟฉายกัน “คุณดนัยคอยส่องพื้นเอาไว้นะครับตอนนี้ใกล้ต้นน้ำแล้วแถวนี้ค่อนข้างมีความชื้นพื้นจะลื่นหน่อย” โชคเตือนดนัยที่น่าจะไม่ชินกับการเดินป่าแบบนี้ “ครับผมจะเดินระวังๆ” ดนัยพยักหน้าเขาใช้ไฟฉายส่องไปที่พื้นเดินตามโชคไปอย่างระมัดระวัง ลื่นเอาเรื่องเลยนะเนี่ย ดนัยคิดในใจและแล้วเวลาก็ผ่านไปอีกนานนับชั่วโมงในที่สุดหูของดนัยก็ได้ยินเสียงบางอย่าง ซ่า !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!! “เสียงนั่นน้ำตกเหรอครับ” ดนัยถาม “ใช่แล้วครับนั่นเป็นเสียงน้ำตกที่เราไปดูที่จุดชมวิวเมื่อตอนกลางวันไงครับตอนนี้เรามาถึงบริเวณต้นน้ำแล้วเดี๋ยวเราจะเดินไปอีกประมาณสามร้อยเมตรก็จะถึงบริเวณเหนือน้ำตกด้านบนที่ซึ่งเป็นจุดที่จะไปซ่อมฝายกั้นน้ำแล้วครับ” โชคหันมาบอกดนัย “งั้นเหรอครับโล่งอกไปทีในที่สุดก็ถึงสักที” ดนัยรู้สึกโล่งอกเมื่อได้ยินว่าจะถึงฝายกั้นน้ำแล้ว ดนัยเดินตามโชคและกลุ่มชาวบ้านไปอีกไม่ถึงห้านาทีชาวบ้านด้านหน้าก็เริ่มส่งเสียงโหวกเหวก “นั่นเจอฝายแล้วโอ้ให้ตายสิพังหมดเลย !!” “เฮ้ยไอ้จ่อยขึ้นไปดูอีกสองฝายที่เหลือซิว่าพังหมดมั้ย” “พังหมดเลยพ่อผู้ใหญ่อีกสองฝายก็พังหมดเหมือนกัน” เสียงชาวบ้านเริ่มพูดคุยกันเรื่องฝายกั้นน้ำที่พัง ดนัยมองตามไฟฉายที่ชาวบ้านฉายไปในน้ำและแล้วในที่สุดดนัยก็ได้เห็นภาพของฝายกั้นน้ำที่สร้างขึ้นจากไม้ซึ่งตอนนี้มันแตกเป็นเสี่ยงๆและจากที่เห็นแล้วการจะสร้างขึ้นมาใหม่ก็ต้องรื้อของเดิมออกเสียก่อน “เฮ้อ...พังหมดสินะถ้าอย่างนั้นรีบซ่อมกันเถอะแบ่งเป็นสามกลุ่ม...กลุ่มแรกช่วยกันรื้อฝายเก่า...กลุ่มที่สองไปเตรียมไม้สร้างฝาย...กลุ่มที่สามช่วยก่อหินทำฝายชะลอน้ำชั่วคราวไว้ก่อน” ผู้ใหญ่บ้านสั่งงานลูกบ้านของตน “ครับพ่อผู้ใหญ่” “เข้าใจแล้วพ่อผู้ใหญ่ !!” ชาวบ้านต่างตอบรับคำสั่งของผู้ใหญ่บ้านจัดกลุ่มและแยกย้ายไปทำงานของตน “เอ่อพี่โชคแล้วผมจะไปอยู่กลุ่มทำงานตรงส่วนไหนดีครับ” ดนัยถามโชค “คุณดนัยไปอยู่กลุ่มที่สองกลุ่มเตรียมไม้สร้างฝายแล้วกันครับส่วนผมจะไปอยู่กลุ่มแรกกลุ่มนี้งานอันตรายหน่อยเพราะถ้าพลาดได้ไหลตามน้ำตกลงไปที่น้ำตกด้านล่างแน่” โชคบอก หือการรื้อฝายกั้นน้ำเก่าออกนี่เป็นงานอันตรายขนาดนั้นเลยเหรอเนี่ย ดนัยคิดในใจพลางมองดูโชคที่เดินไปที่ริมน้ำกับกลุ่มชาวบ้านที่เป็นกลุ่มแรกที่กำลังจะทำงานรื้อถอนฝายกั้นน้ำเก่าที่พังออก ดนัยมองดูงานของชาวบ้านกลุ่มแรกซึ่งชาวบ้านกลุ่มแรกนั้นเริ่มเอาเชือกที่เตรียมมาผูกต่อกันให้ยาวก่อนจะเอาไปผูกเอวเอาไว้ซึ่งคนที่ถูกเอาเชือกผูกเอวก็คือโชคนั่นเอง โชคที่มีเชือกผูกเอวอยู่เดินไปเหนือฝายกั้นน้ำสิบกว่าเมตรก่อนจะกระโดดลงน้ำไป “เฮ้ย !!” ดนัยร้องอุทานตกใจเมื่อเห็นโชคกระโดดลงน้ำ โชคที่กระโดดลงน้ำไปเขารีบว่ายน้ำข้ามฝั่งท่ามกลางกระแสน้ำเชี่ยวโชคใช้แรงว่ายน้ำข้ามฝั่งไปจนกระทั่งถึงอีกฝั่งได้สำเร็จและขึ้นฝั่งไปรับเอาเชือกไปผูกกับต้นไม้ที่ดูแข็งแรงสร้างเป็นสะพานเชือกเอาไว้ หลังจากเชือกถูกผูกแล้วชาวบ้านก็เริ่มลงน้ำโดยเอาเชือกเส้นสั้นผูกตัวเองกับเชือกที่โชคเอาไปผูกกับต้นไม้อีกฝั่งเอาไว้มือของพวกชาวบ้านมือหนึ่งเกาะเชือกเอาไว้ส่วนอีกมือหนึ่งก็ล้วงลงไปใต้น้ำและค่อยๆถอนไม้ที่ปักลงไปในชั้นดินออกมา “ที่พี่โชคบอกอันตรายเพราะว่าต้องลงไปถอนไม้ใต้น้ำแบบนี้นี่เองถ้าพลาดมือหลุดออกจากเชือกที่เกาะเอาไว้มีโอกาสสูงมากที่จะถูกกระแสน้ำพัดจนตกลงไปด้านล่างน้ำตกถึงจะมีเชือกเส้นหนึ่งคอยผูกกับเชือกเพื่อเซฟเอาไว้อีกชั้นแต่ก็ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่ากระแสน้ำนั่นจะไม่ทำให้เชือกขาด” ดนัยมองดูชาวบ้านที่กำลังถอนไม้ของฝายกั้นน้ำที่อยู่ใต้น้ำ หลังจากดนัยเห็นงานของชาวบ้านกลุ่มแรกเขาก็มองไปที่ชาวบ้านกลุ่มที่สามซึ่งกำลังเดินขึ้นไปอีกหลายสิบเมตรและเริ่มโยนหินก้อนหนักๆลงไปในน้ำ นั่นคงสร้างฝายกั้นน้ำชั่วคราวด้วยหินเพื่อชะลอกระแสน้ำหลังจากกลุ่มแรกรื้อฝายกั้นน้ำเก่าเสร็จแล้วกระแสน้ำมันคงแรงมากถ้าไม่มีอะไรชะลอน้ำคงสร้างฝายกั้นน้ำอันใหม่ไม่ได้แน่ๆ ดนัยเข้าใจแล้วว่างานทั้งหมดคืออะไรเขามองไปที่ชาวบ้านกลุ่มที่สองที่เริ่มเดินเข้าไปในป่าข้างทางและเริ่มตัดต้นไม้เตรียมไม้สำหรับสร้างฝายกั้นน้ำ “คุณลุงครับเดี๋ยวผมช่วยนะครับ !!” ดนัยเดินเข้าไปหาลุงคนหนึ่งที่กำลังใช้เลื่อยในมือเลื่อยต้นไม้อยู่ “อ้อดีเลยพ่อหนุ่มมาสิมาช่วยกัน” ลุงแกเห็นว่ามีคนมาช่วยก็ดีใจเพราะแกเองก็อายุมากแล้วไม่เหมือนแต่ก่อนที่ยังหนุ่มยังแน่นจึงต้องการคนช่วยผ่อนแรงในการเลื่อยต้นไม้ ซึ่งต้นไม้ที่เลื่อยเอามาใช้นั้นส่วนใหญ่เป็นต้นกระถินที่มีขนาดใหญ่ประมาณท่อนแขนหลังจากเลื่อยเสร็จก็ต้องมานั่งใช้ขวานตัดเป็นท่อนที่มีความยาวประมาณหนึ่งเมตร “นี่เราต้องใช้ท่อนไม้พวกนี้กี่ท่อนครับลุง” ดนัยถามลุงแก “ก็น่าจะ 4 – 5 ร้อยท่อนนั่นแหละพ่อหนุ่มเพราะเราต้องสร้างฝายกั้นน้ำทั้งหมดสามฝายเพื่อชะลอความแรงของกระแสน้ำฝายเดียวน่ะเอาไม่อยู่หรอก” ลุงแกบอก “โอ้โห 4 – 5 ร้อยท่อนเลยเหรอครับเนี่ยแบบนี้จะเสร็จตีอะไรกันครับ” ดนัยร้องออกมาเมื่อรู้จำนวนท่อนไม้ที่ต้องใช้ “ตีสองก็เสร็จแล้วพ่อหนุ่ม” ลุงแกบอกจากนั้นเสียงการเลื่อยต้นไม้และเสียงขวานที่สับลงไปบนไม้ก็ดังไปตลอดคืน กลับมาที่หมู่บ้าน “ป่านนี้ดนัยจะเป็นยังไงบ้างนะ” ยูมิหยิบมือถือออกมาดูเวลาก็เห็นว่าตอนนี้ตีสองเข้าไปแล้ว ยูมินั้นไม่อยากจะไปนอนทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าดนัยจะกลับมาก็ต่อเมื่อฝ่ายกั้นน้ำซ่อมเสร็จแล้วซึ่งนั่นก็คงเป็นตอนเช้าไม่ก็ตอนสายของวัน แต่ก็นะด้วยวันนี้ที่ยูมินั้นลุยป่ามั้งทั้งวันถึงเธอจะอึดแค่ไหนสุดท้ายก็แพ้ให้กับความง่วงจนในที่สุดเธอก็เผลอหลับแต่ทว่าหลับไปได้ไม่นานจู่ๆก็มีเสียงบางอย่างดังขึ้นจนทำให้เธอเผลอสะดุ้งตื่น ปัง !! ปัง !! ปัง !! ปัง !! ปัง !! เสียงบางอย่างคล้ายปืนดังขึ้นทำให้ยูมิตื่นขึ้นมา “เสียงอะไรน่ะเหมือนพลุเลย...ไม่สินั่นมันเสียงปืนแถมยังตั้งหลายนัด” ยูมิรีบลุกขึ้นมาจากที่นอน เสียงปืนนั่นฟังจากเสียงแล้วน่าจะอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านเท่าไหร่เป็นพวกชาวบ้านที่ดนัยตามไปซ่อมฝายกั้นน้ำเหรอ...ไม่สิชาวบ้านเขาไม่ได้เอาปืนไปนี่เกิดอะไรขึ้นใครมายิงปืนแถวนี้ ยูมิคิดในใจและก็เริ่มกลัวเธอมองออกไปนอกหน้าต่างเห็นแสงไฟจากไฟฉายและนั่นเป็นไฟฉายจากพวกชาวบ้านที่ตื่นเพราะเสียงปืนและออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น ทันใดนั้นเองภรรยาหัวหน้าหมู่บ้านก็เคาะประตูห้องของเธอก่อนจะเปิดเข้ามา “หนูเป็นอะไรมั้ย” ภรรยาหัวหน้าหมู่บ้านถามยูมิแน่นอนยูมิฟังไม่ออกแต่พอสังเกตุจากท่าทางแล้วคงจะเป็นห่วงเธอ “เอ่อ...หนูไม่เป็นอะไรค่ะ” ยูมิพูด “งั้นเหรอไม่เป็นไรสินะ...งั้นนอนซะ...เดี๋ยวป้าจะออกไปดูเองว่าเกิดอะไรขึ้น” ภรรยาหัวหน้าหมู่บ้านพูดพร้อมทำท่าทางให้ยูมิดูว่าให้นอนและเธอจะออกไปดูเอง ซึ่งยูมินั้นเข้าใจเพียงแค่ว่าป้าแกต้องการให้เธอนอนยูมิจึงนอนต่ออย่างว่าง่ายเพราะเธอเองก็กลัวและด้วยความตื่นกลัวนั่นทำให้เธอไม่สามารถนอนหลับลงได้ง่ายๆ ทันใดนั้นเองยูมิก็เริ่มได้ยินเสียงโหวกเหวกโวยวายจากด้านนอก Hey, is there a doctor in this village? (เฮ้...ในหมู่บ้านแห่งนี้มีหมอมั้ย ??) “เอ็งพูดอะไรของเอ็งไอ้ฝรั่งข้าฟังไม่เข้าใจ” เสียงของภรรยาของหัวหน้าหมู่บ้านพูดตอบโต้กับชายที่น่าจะเป็นคนต่างชาติ I need a doctor my friend is injured. (ฉันต้องการหมอเพื่อนของฉันบาดเจ็บ) ฟุ่บ !! ยูมิที่ฟังภาษาอังกฤษออกรีบลุกขึ้นมาจากที่นอนก่อนจะเดินออกจากห้องและไปข้างนอกเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น “โทษนะคะฉันเป็นหมอได้ยินว่าต้องการหมอมีคนบาดเจ็บเกิดอะไรขึ้นเหรอคะ” ยูมิเดินออกมาและก็เห็นว่ามีชายต่างชาติคนหนึ่งกำลังยืนหน้าเครียดอยู่ท่ามกลางเหล่าป้าๆในหมู่บ้าน “โอ้คุณเป็นหมอแถมยังพูดภาษาอังกฤษได้ด้วยดีเลยช่วยมากับผมหน่อยสิเพื่อนผมบาดเจ็บน่ะเขาโดนเสือทำร้าย !!” ชายชาวต่างชาติเมื่อเห็นว่ามีคนพูดภาษาอังกฤษได้ก็ร้องอย่างดีใจก่อนจะหันมาบอกให้ยูมิช่วยไปกับเขา เสืองั้นเหรอ !!!!!!!!!!! จบ...