มาเพื่อกราบพระศพเป็นครั้งสุดท้าย ได้แค่เห็นที่เก็บอัฐิของบิดา
ปีนี้ลายสือเข้าวัยโตขึ้น ผินมองลูกชายที่นั่งพนมกราบพระปรางค์
นางคำปงเห็นความคล้ายคลึง ในด้านหน้าตา
นามเลอสรวงของอดีตสวามี มาจากรูปลักษณ์ซึ่งขนาดสรวง
ยังยกย่องให้เลอค่าในสายตา งามกว่าเทพบุตรบนสวรรค์
เค้าโครงสง่าท่าทางนิ่ง นั่งทำใจกับการจากไปโดยไม่ทันตั้งตัว
“คึดสา ว่าบุญมีพอซัมนี่”
ทางนางเองตั้งจิตอธิษฐานอโหสิกรรมแก่กัน ไม่ให้ติดค้างสิ่งใด
ทั้งที่พยายามแผ่เมตตาให้อภัย การปฏิบัติกำลังไปได้ดี
ยังมีมารผจญ มังคลาส่งพวกมาก่อกวนจนขาดตอน
หนำซ้ำท้าวเทศโดนกดดัน กระทั่งได้โยกย้ายพาครอบครัวหลบภัย
คุ้มเรือนท้ายวังถูกปล่อยทิ้งร้าง เพราะประสงค์ตัดวงจรการช่วยเหลือทางกุศลจิต
จึงทำให้องค์เลอสรวง ยังคงถูกควบคุมร่างโดยอสูรอชาตะ
จวบจนวาระสิ้นขัย ตอนเสด็จไปเทวาลัย อันคำของปุโรหิตมังคลาเอ่ยนัดหมาย
ท้ายแล้วได้กลับมาแค่เถ้ากระดูก เหลือให้สักการะตามธรรมเนียมประเพณี
“ลูกผิดหลาย ซอยหยังบ่ได่”
เหมือนข่มอารมณ์ไม่ให้เศร้า ลายสือห้ามน้ำตาไม่อยู่
ร่วงรินออกมาต่อหน้ามารดา จนนางคำปงต้องได้ปลอบใจในอาการ
“อย่าเว้าจังซี่แมะ ลูกแม่เฮ็ดสุดกำลังแล้ว”
จากที่เคยรักผัว นางหันกลับมารักตัวเอง เพราะคำสั่งขององค์เลอสรวง
ให้จับใส่หลักประหารทั้งที่มีทายาทในท้อง อันสาเหตุมาจากคำทำนายว่าเป็นกาลกิณี
เด็กที่คลอดออกมา จะทำให้บ้านเมืองล่มจม ขั้นจำเป็นสละลูก เมีย
น้อยใจในการนี้ของสวามี คำปงเลยเอาความรัก ปรารถนาดีมาลงที่ลูกชายคนเดียว
“ฮอดหว่าง ฮอดคราว ไผกะห้ามควมตายบ่ได้ดอก”
จิตใจนางต้องเข้มแข็ง เพราะสิ่งประสบพบเจอในชีวิต
ไม่ง่ายเลย ถ้าสมยอมตามยถากรรม หนีจากการตามล่าจะฆ่าให้ตาย
คลอดลูกลำพังในโพรงจอมปลวก ใช้ฟันกัดตัดสายสะดือ ดิ้นรนเอาชีวิตรอด
จากนั้นคำปงผ่านมาได้ นางไม่กลัวอะไรทั้งนั้น
“ต่อไป ข่อยสิตั้งใจเฮ็ดให้แม่สุข ซำบาย”
ถ้อยคำสัจจะ ที่มีมานานในสำนึกบุญคุณมารดาของลายสือ
“ถ่อหนิ แม่กะภูมิใจแล้วหละ ลูกเอ้ย”
ตาลุนนั่งมองสองแม่ลูกกอดกันร้องไห้ เกิดนึกถึงลูกเมียที่บ้านโนนเดื่อ ด่านทับศิลา
“พาแวะหายายเฒ่าฮงแหน่เด้อ พ่อเทวดาฟ้าฟื้น”
เปรยพูดขึ้นมา หลังจากปล่อยให้ความเศร้าคลายลง
กราบลาพระปรางค์แหล่งเก็บอัฐิขององค์เลอสรวง
ช่วงเดินออกมา ตาลุนพูดขอต่อลายสือและนางคำปง
“ได่ ๆ บ่ยากดอก”
ลายสือรับปาก เมื่อตนทำกิจสำคัญจบสิ้น
ต่างคนก็มีธุระเหมือนกัน ใยเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง
คิดได้ดังนั้น ลายสือปลงใจให้ข้ามผ่านความอาลัย
...ด่านศิลาถิ่นเก่าตาลุน นางฮงขยี้ตามองยังหน้าเรือน
“ข่อยว่าแม่นสิบ่ได่พ้อเจ่าแล้ว เฒ่าลุน”
ความเป็นผัว เมีย คงอยู่ในสัมพันธ์ แม้จะห่างกันก็ตาม
นางมองผัวที่ดูมีสง่าราศีขึ้น ยื่นขันน้ำให้กิน
“ซำบายดีบ่น้อ”คำจากตาลุนถามไถ่
พากันขึ้นมานั่งบนชานบ้าน นางฮงต้อนรับด้วยไมตรี
“บ่ต้องห่วงข่อยดอก เจ่าหล่ะ? ปัวเซาแล้วบ้อ”
รอยยิ้มที่มอบให้ผัว เจือความห่วงใยตรงความหลงใหล
มวลศาสตร์คุณไสยแผลง ๆ ของตาลุนลดลงบ้างหรือยัง
“กะไคหละเนาะ พอเป็นครูบาอาจารย์ ข่อยกะแวดวังม่องนี่”
อารมณ์ดีเมื่อเจอหน้าครอบครัว ตาลุนเล่าสู่เมียฟัง
“ปานนั่น พุ่นเบาะ”
พอนางฮงได้ยินถึงเรื่องราว พลอยชมผัวที่ปรับปรุงตัวได้
“ข่อยได่วิชาจากเฒ่าพ่อ เพิ่นหลายอยู่เด้อ”
ประโยคเสริมของลายสือ ทำให้ตาลุนถ่อมตัว
“เอ้า อย่าญ้องหลายเถิน”
ช่วงสนทนา ลูกหลานฝ่ายเจ้าบ้านยกสำรับมาตั้ง
จากนั้นนางฮงจึงเชิญทุกคนร่วมวงกินข้าว อาศัยเวลาพูดคุยไปด้วย
...มาแบบระวังตัว เกรงทำให้ฝั่งซึ่งหมายหัวสืบรู้
สามคนปะปนกับชาวบ้าน ขี่เกวียนผ่านเส้นทางแต่ละจุดโดยไม่เป็นที่สงสัย
ตาลุนลาครอบครัว ขอตัวทำกิจชดใช้ ประการเคยลบหลู่ลองของจวนเกือบตาย
แทบต้องใช้น้ำล้างตีนรดหัว ดีที่ลายสือรีบสวมแหวนจุ่มมือลงชลอม
ก่อนสาดให้พ้นอาการหายใจไม่ออก เหตุการณ์อันเป็นนางฮงเอ่ยขอร้อง
ช่วยเอาผัวของนาง มารักษาความคะนองด้านผิดแผก
พอมาอยู่เป็นกลุ่มเป็นก้อน ตาลุนใช้สิ่งที่มีคอยเป็นครูสอนเด็กๆ ให้เก่งเวทมนต์
จนได้การนับถือในฐานะอาจารย์ จากนิสัยเดิมชอบเล่นแร่แปรธาตุ
สร้างโอกาสแก้ไขตน กระทั่งได้รับการยอมรับ
ไม่ได้สังเกตแค่ตัวเองเท่านั้น ตาลุนรู้สึกเห็นถึงเสือหาญศิษย์ผู้น้อง
พฤติกรรมที่โชกโชนในด้านเสื่อม พอมีพรรคพวกชักจูงพามาทางทำดี
ก็สามารถทิ้งนิสัยเคยชั่ว ทบทวนกลับตัวใหม่ยังทัน
ส่วนคำปง นางล้างภาพองค์หญิงคาระปง ตั้งแต่เผชิญวิบากกรรม
ใช้วิถีเยี่ยงชาวบ้านจนชิน เลยรู้ว่าชีวิตมีทางเลือกเสมอ
ตรงข้ามกับลายสือซึ่งชาติกำเนิด ก่อให้กลายเป็นผู้มีบทบาท
จากสามัญชนมาเป็นขัตติยะ มันจึงยังต้องเรียนรู้อีกมาก
“ฮอดแล้ว ม่องเซาเมื่อย”
วัวเทียมเกวียนหยุดตรงจุดที่ตาลุนบอก ใช้อาศัยนอนคืนนี้
กลางป่าในหุบเขาใหญ่มีซอกถ้ำ พอให้หลบน้ำค้างกลางดึกได้
สมัยก่อนตาลุนเคยมาเอา*แร่เหล็กไหล จากข้างในสถานที่ เลยแวะพัก
ก่อไฟผิง ปิ้งเนื้อแห้ง นางคำปงลงมือนึ่งข้าวด้วยกรอกใส่กระบอกไม้ไผ่
หน้าที่ลายสือดูแลวัวคู่ พาหนะซึ่งแลกมาจากหยาดเหงื่อแรงงาน
หาหญ้าหาน้ำให้กิน สุมไฟไล่แมลงจัดแจงอย่างดี
ในส่วนตาลุน เดินหากิ่งไม้แห้งจะใช้เป็นฟืนสำหรับคืนนี้
ทั้งยังสวดกันภัย ตรึงอาคมไม่ให้สิ่งใดมารบกวน
เช็ดตัวด้วยผ้าชุบน้ำ คำปงหาเสื่อมารองก่อนปูผ้า
กินข้าวอิ่ม ถึงเวลานอน ลายสือขอนั่งสมาธิก่อน
โดยสลับกับตาลุนเฝ้าเวรยามผลัดกันเป็นช่วง
...เข้ายามตีสามน้ำค้างพรมยอดหญ้า อริยะแอบออกจากถ้ำคนเดียว
ใจจดจ่อกับฝูงกวางป่า ที่ออกหากินใบไม้อ่อนตอนกลางคืน
สันดานอสูรรักอิสระ ดื้อรั้นไม่ยอมอยู่ภายใต้คำสั่งใครง่าย ๆ
แม้แต่นายมากที่เลี้ยงดูมา อริยะหลบบักโผนขณะหลับ
ย่องออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์ยามราตรี และมีจุดหมายในการล่า
“สิหนีไปไส”
ตัวยังเล็ก อริยะโกรธที่ไล่ตามกวางไม่ทัน
พวกมันเตลิดวิ่งระยะเผาขน แตกตื่นจากการบุกรุก
“มาให้กูกินสาดี ๆ”
ลูกกวางหยุดนิ่งชั่วขณะ เมื่อสบตาเข้ากับอสูรน้อย
ก้าวย่างเดินมาประชิด อริยะสะกดตรึงให้เหยื่อไร้ทางสู้
กำลังจะแยกเขี้ยว พลันถูกแม่กวางวิ่งเข้ามาขวางชนเพื่อปกป้องลูก
“เอ๊อะ! มึงตาย”
โดนเขากวางขวิดกระเด็น อริยะโมโหสุดขีดหลุดกระแสบ้าคลั่ง
ลุกยืนจ้องตาแม่กวาง ที่ยอมแลกชีวิตกับลูก
“ฮ่า ๆ ๆ”
เสียงหัวเราะอย่างเย้ยหยัน ในอำนาจซึ่งเหนือกว่า
รอยเขี้ยวฝังสูบเลือดออกจากตัว จนแม่กวางแน่นิ่ง
เหลือให้ลูกกวางเคว้งคว้าง ไปไหนไม่เป็นได้แต่รอความตาย
หากความพยายามยังไม่สิ้นสุด แม่กวางรวบรวมแรงเฮือก
เสือกไสลูกกวางให้พ้นอันตราย โดยกระตุกลุกผลักสื่อเรียก
“เอ๋ง ๆ ๆ”นางกวางส่งสัญญาณบอกลูกให้หนีไป
และก็ได้ผล มนต์สะกดถูกคลายด้วยสัญชาตญาณความรักของแม่
รู้สึกตัวลูกกวางรีบกระโจน ยิ่งสร้างความอยากเอาชนะ
“กูสินำมึงให้พ้อ”
เท้าขยับตาม อริยะไม่ปล่อยให้ลูกกวางรอดพ้นมือ
กระฉับกระเฉงเร่งตามกลิ่นอาหาร ไม่มีท่าทีเหนื่อยล้า
ขนาดเสือยังฆ่าได้ กะแค่ลูกกวางธรรมดาไร้พิษสง
...แหวนที่สวมเปล่งประกายวิบวับ ลายสือนั่งเติมฟืนข้างกองไฟ
ประหนึ่งแจ้งเตือนเหตุ ก่อนอื่นเลยปลุกตาลุน
“บ่ต้องญ่าน พ่อเทวดา”
คำเรียกติดปากเชิงเปรียบเทียบ ตาลุนเตรียมพร้อมกระชับถุงย่ามคู่กาย
จริงดังว่า ลูกกวางเข้าถ้ำมาหลบภัยในเขตที่พักบริเวณนั้น
“เพิ่งดู๊หละ คึจังแล่นหนี อีหยังมา“
คำปงตื่นลืมตากับเสียงฝีเท้ากวางกระทบโขดหิน นางทักลักษณะซึ่งลนลาน
อีกทางอริยะถนัดยามวิกาล ทั้งพลังมหาศาลวิ่งอย่างกับเหาะ ตามติด ๆ ลูกกวาง
ต่างฝ่ายต่างชะงักกับปลายเหตุ ซึ่งอริยะปรากฏตัวในสภาพคราบเลือดเลอะ
“มึงเป็นไผ”
เกรี้ยวกราดถาม เด็กน้อยระแวงเมื่อมีผู้รู้เห็นสิ่งที่กระทำ
“ฮ่วย! บักหำ มึงผีรึคนวะ”
ตั้งสติตาลุนถามคืนยังเจ้าตัว
“พวกสูน อย่ามาเสือก”
คราวต้องกำจัด อริยะไม่ลังเลจ้องดวงตาอาเพศมาทางลายสือ
ปาฏิหาริย์วงแหวนพิเศษเรืองแสง รับแรงปะทะที่พุ่งใส่
จุดอ่อนของอริยะคือพลังงานความสว่าง สาดเข้าตา ขั้นเอาฝ่ามือกางปิด
“โอ๊ย! คึฮ้อนจังซี่”
เจอบารมีแถนแผ่กระจายแทรกร่าง เด็กน้อยหงายหลังล้มดิ้นพล่าน
ทั่วกายเหมือนถูกอนูเพลิงแผดเผา ทรมานยากจะต้านทาน
ก่อนลุกลามไปกันใหญ่ คำปงตัดสินใจห้ามไว้
“แม่ขอหละ อย่าให้เป็นหยังหลาย”
ฝึกสมาธิควบคุมจิตสื่อกับวัตถุมงคลจนชำนาญ ลายสือจึงลดนิ้วลง
“จังได๋หล่ะมึง หลาบบ่”
คำตาลุนพูดดักไม่ให้ผยองเกินตัว
“ยอมแล้ว ๆ บาดหนิ”
แสบร้อนจนเด็กน้อยร้องไห้ งอแงแพ้อิทธิฤทธิ์
“บอกกูมา เหล่ากอมึงอยู่ไส”
แปลกใจในเผ่าพันธุ์ ตาลุนถามถึงโคตรเหง้า
“พ่อมากข่อย เพิ่นอยู่กับโยคีสาระ”
อริยะเผยถึงแหล่งที่อยู่อาศัย ซึ่งผู้คนแถบนั้นน่าจะรู้
พิจารณารูปลักษณ์ ตาลุนเลยอยากเห็นหน้าพ่อของมัน
“พากูไปหา ได่บ่”
ถึงทางตัน อริยะขอต่อรอง
“เจ่าอย่าเว้าสู่พ่อมากเพิ่นฟังเด้อ ว่าข่อยหลอยออกมาเล่นยามกลางคืน”
คำพูดคำจายังเป็นเด็กตามประสา นางคำปงจึงเข้ามาลูบหัว
“บักหล่าหลงมาเบาะน้อ ตาลุน”
ปักใจในความพิสดาร ตาลุนส่ายหน้าเชิงเชื่ออีกอย่าง
“บ่แม่น ๆ ทรงผีดิบน้อย มันออกหากินตั๊วหนิ”
จังหวะลายสือจะก้าวมาใกล้ อริยะขยับหลบข้างหลังนางคำปง
“ข่อยญ่าน”
ตัวสั่นเทาเหลือบมองของขลัง อานุภาพที่ปราบตน
“เอาจังซี่สา ถ่าฮอดยามมื้อเซ้า เฮาไปหาพ่อบักหล่ามัน”
นางเอ่ยกับลายสือ ซึ่งดูออกท่าทางเด็กน้อยเกรงกลัว
“จังซั่นกะดีคึกัน แม่”
ประเมินคงไม่กล้าอีก เพราะแหวนสกัดกั้นฤทธิ์เดชของมัน
จบคำลายสือมองหาลูกกวาง ที่มุดซ่อนในซอกมืด
“อย่าเฮ็ดหยังมันเด้อ คั่นบ่อยากเจ็บโต”
มีข่มขู่ไว้กับเด็กน้อย ผู้ก่อนหน้านี้มีแววอำมหิต
“ป่ะ นอนสาบักหล่า แม่ป้าสิกล่อม”
ตัวเชื่อมกลางนางคำปง พูดชวนจับจูงพานั่งลงตรงผ้าปู
สองมืออ่อนโยนใช้ผ้าชุบน้ำหมาด ๆ ปาดเช็ดคราบตามเนื้อตัวให้จนหมดจด
ระหว่างกินเลือดกวางกับสัมผัสได้จากความอบอุ่น
สำหรับอริยะว่านอนสอนง่ายขึ้นมาทันที ยิ้มแยกเขี้ยวเงี่ยหูฟังบทเพลงกล่อม
ไม่นานเด็กน้อยหลับสงบในอ้อมกอด สิ่งโหยหาจากมารดา อันไม่เคยได้รับสักครั้ง.
*แร่เหล็กไหล คือธาตุกายสิทธิ์ตามความเชื่อโบราณ
เชื่อว่าเป็นวัสดุศักดิ์สิทธิ์มีชีวิต มีอานุภาพคงกระพันชาตรี เมตตามหานิยม ช่วยคุ้มครองภัย
โดยมักมีลักษณะเป็นสีดำมันวาว ที่เกิดการงอกเองได้ พบมากตามถ้ำหรือแหล่งธรรมชาติ
รายละเอียดสำคัญเกี่ยวกับแร่เหล็กไหล
ความเชื่อและอานุภาพ เชื่อว่าเป็นของทนสิทธิ์ มีเทพ/เทวดาสถิตอยู่
ช่วยเรื่องเมตตา โชคลาภ ป้องกันสิ่งอัปมงคล บางชนิดอาจยืดหดได้หรือเสพน้ำผึ้ง
ประเภทของเหล็กไหล ที่นิยมได้แก่ เหล็กไหล 7 สี
เหล็กไหลงอก (ขี้เหล็กไหล) โคตรเหล็กไหล และเหล็กไหลน้ำ
มุมมองทางวิทยาศาสตร์ เหล็กไหลอาจเป็นสินแร่เหล็ก
หรือโลหะและแร่ธาตุ ที่มีจุดหลอมเหลวต่ำตามธรรมชาติ
โดยสีรุ้งบนพื้นผิว เกิดจากการแทรกสอดของแสง
การหาซื้อหาเพื่อบูชา มีจำหน่ายทั่วไปในรูปแบบจี้ ก้อนแร่ดิบ
หรือเลี่ยมกรอบ เพื่อพกติดตัวเป็นเครื่องรางของขลัง
ข้อแนะนำ สำหรับการบูชาเหล็กไหลเป็นความเชื่อส่วนบุคคล
ควรพิจารณาถึงที่มาและความบริสุทธิ์ของแร่ธาตุในการเลือกบูชา
(อ้างอิงจากวิกิพีเดีย)