“ข้าสัมผัสได้ถึงออร่าจางๆ จากตัวมัน…บางทีเจ้าตัวน่าเกลียดนี้อาจจะไม่ใช่มอนสเตอร์แต่เป็นสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญา เราอาจจะสื่อสารกับมันได้”
หญิงสาวคนหนึ่งในกลุ่มคณะเดินทางได้กล่าวขึ้น เธอนั้นเป็นคนที่มีนิสัยเลือกสันติมากกว่าการฆ่าฟันกันอย่างไร้เหตุผล ดังนั้นการเลือกทางเจรจาจึงไม่แปลกเท่าไหร่
สีหน้าของเซนไม่ดีมากนักเมื่อเห็นสิ่งมีชีวิตประหลาดที่ปรากฏขึ้นมา ในสมองของเขากำลังค้นหาภาพและความทรงจำรวมถึงความรู้ที่สั่งสมมาทั้งหมดเพื่อหาว่าสิ่งที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเขานั้นคือสิ่งใด จนในที่สุดชายหนุ่มก็ตระหนักได้ว่าเขาไม่เคยพบมันที่ไหนเลย จึงได้แต่เอ่ยถามมารีนที่อยู่ข้างๆ
“เจ้าเคยพบกับสิ่งมีชีวิตนั่นหรือเปล่า?”
เมื่อเซนกล่าวถามมารีนก็หันหน้ามาพร้อมกับส่ายหน้าเป็นคำตอบว่าไม่เคย สีหน้าของเธอเองก็กำลังแสดงออกถึงความสับสนเช่นเดียวกัน
ก่อนที่เซนจะเปลี่ยนสายตาไปที่อาดูร แต่ชายวัยกลางคนนั้นกลับส่ายหัวและกล่าวออกมาเพียงแค่ว่า
“สัมผัสของออร่าที่น่าขนลุกนั่นข้าไม่เคยพบเจอมาก่อน บางทีอาจจะเป็นเอกลักษณ์ของมัน อีกอย่างก็คือข้าบอกได้เลยว่ามันต้องไม่เป็นมิตรแน่ๆ เราเตรียมตัวกันไว้ดีกว่า”
เซนเห็นด้วยกับอาดูรโดยไม่เถียงสักคำ เพียงแค่รูปร่างและหน้าตาของมันก็สามารถข่มผู้คนได้ทั้งห้องโถงแล้ว
“เจ้าเข้าใจที่ข้าพูดหรือไม่? เจ้ามาจากไหน? ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่?”
หญิงสาวคนเดิมพยายามที่จะสื่อสารกับสิ่งมีชีวิตประหลาดนั่นด้วยความเป็นมิตรที่สุด อย่างไรก็ตามเมื่อเธอมองไปที่หน้าตาของมันเธอก็ต้องเกิดอาการหวั่นๆ และขยะแขยงบ้าง
สิ่งมีชีวิตตัวนั้นเริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้งทำให้ผู้คนกลับมาอยู่ในความตึงเครียด อย่างไรก็ตามเมื่อเวลาผ่านไปผู้คนจึงกลับมาปกติ มันเพียงเอียงศีรษะทำท่าทางสงสัยขณะที่จ้องมองมาที่หญิงสาวที่พยายามจะสื่อสารกับมันเท่านั้น
ด้วยการแสดงออกด้วยท่าทางเช่นนี้ทำให้มนุษย์ทุกคนต่างรู้สึกว่ามันไม่ได้มีท่าทีคุกคามและคิดจะโจมตีพวกเขา หญิงสาวที่ทำหน้าที่เป็นล่ามรวบรวมความกล้าของตัวเองอีกครั้งและพยายามไม่มองไปที่รูปร่างที่น่าเกลียดของผู้มาเยือนเบื้องหน้า เธอตัดสินใจก้าวเข้าไปเบื้องหน้าอีกหนึ่งก้าว
เมื่อฝีเท้าของหญิงสาวกำลังแตะกับพื้นนั้นผู้คนในห้องโถงต่างรู้สึกขนลุกทันทีอย่างไม่ทราบสาเหตุ ก่อนที่พวกเขาจะพากันช็อกเมื่อมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหน้าพวกเขา
“ตุบ!”
ร่างของหญิงสาวอยู่ๆ ก็ล้มลงไปกับพื้น จะเรียกว่าร่างของหญิงสาวก็ไม่ถูกเพราะตอนนี้ร่างของเธอเหลือเพียงท่อนล่างเท่านั้นส่วนท่อนบนหายไปอย่างไร้ร่องรอย มีเพียงแค่เซน มารีน และอาดูรเท่านั้นที่สามารถมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ทันเพราะมันเร็วมาก
ในขณะที่หญิงสาวก้าวเข้าไปหาตัวประหลาดนั้น คอของตัวประหลาดอยู่ๆ ก็ยืดออกและพุ่งไปหาร่างของหญิงสาวด้วยความเร็วที่สูงมากจนเกินกว่าปฏิกิริยาของมนุษย์จะตอบสนองทัน ปากของตัวประหลาดนั้นอ้ากว้างพร้อมกับใช้มันกัดมาที่ร่างส่วนบนของหญิงสาวก่อนที่จะหดหัวและคอของมันกลับไปอยู่สภาพเดิม
“ทุกคนถอยห่างจากมันเร็วเข้า!”
จอห์นนั้นได้สติเร็วที่สุดเมื่อเห็นร่างครึ่งท่อนของหญิงสาว เขาก็ได้เตือนให้คนอื่นๆ ถอยห่างทันทีแม้จะไม่รู้ว่าตัวประหลาดนั้นจู่โจมหญิงสาวด้วยวิธีใด แต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการตายของเธอนั้นเกิดขึ้นจากมันแน่นอน
“แบบนี้ไม่ตลกแล้ว…มันคนละระดับกับเจ้าตัวก่อนหน้าเลย”
เซนกล่าวขึ้นพร้อมกับปลุกสัญชาตญาณของตนให้อยู่ในระดับสูงที่สุดเตรียมรับมือ ทันใดนั้นตัวประหลาดมันก็ได้หันหัวของมันเปลี่ยนทิศมองตรงมาที่หญิงสาวที่อยู่ข้างๆ ชายหนุ่ม นั่นก็คือมารีนนั่นเอง
“ซวยแล้ว!”
เซนกล่าวออกมาอย่างตื่นตระหนก ก่อนที่จะเคลื่อนไหวด้วยความเร็วสูงสุดและผลักร่างหญิงสาวให้กระเด็นออกไป ก่อนที่เขาจะหันมาเผชิญหน้ากับตัวประหลาด ซึ่งตอนนี้มือของมันกำลังคว้ามาที่เซนแทนที่จะเป็นหญิงสาว นอกจากคอมันแล้วมือของมันเองก็ยืดออกมาได้และไกลกว่าเสียด้วย
เมื่อเซนมาขวางนั้นทำให้ตัวประหลาดที่อยู่ๆ ทำมือจะคว้าเปลี่ยนมาเป็นกำปั้นและกระแทกไปที่ร่างของเซนอย่างรุนแรง
“ตูมมมมมมมมมม!”
“เกิดอะไรขึ้น?”
เหล่ามนุษย์ที่อยู่ในห้องโถงนั้นไม่สามารถมองเห็นภาพที่เกิดขึ้นได้ สิ่งที่พวกเขาเห็นก็คืออีกฟากหนึ่งของห้องโถงนั้นเกิดการระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง ซึ่งมันเกิดจากการที่ร่างของเซนดันถูกกระแทกปลิวไปเข้ากับกำแพงด้านนั้น
“อั๊ก!”
เซนกระอักเลือดออกมาลงที่พื้น ก่อนที่จะจ้องมองไปที่ตัวประหลาดด้วยความหวาดระแวงอย่างถึงขีดสุด ความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นทำให้พลังชีวิตของเซนลดไปถึงหนึ่งในห้าเลยทีเดียว ในเวลานั้นในหัวของทุกคนก็มีเสียงและข้อความปรากฏขึ้นพร้อมกัน
[?????]
“นี่มันบ้าอะไรกัน เป็นข้อมูลของตัวประหลาดนี่เหรอ? เหตุใดจึงมีแค่เครื่องหมายคำถาม”
ทุกคนต่างสงสัยอย่างไรก็ตามดูเหมือนมารีนและอาดูรนั้นจะรู้สาเหตุ นั่นเป็นเพราะว่าอีกฝ่ายนั้นกางเขตแดนปกปิดตัวตนเอาไว้ ซึ่งการที่จะเรียนรู้ทักษะนี้นั้นจำเป็นต้องมีระดับกึ่งเทวะเสียก่อน นอกจากนี้ยังจะต้องมีความฉลาดในระดับหนึ่ง
“เจ้าเป็นอะไรหรือเปล่า?”
มารีนรีบเข้ามาดูอาการเซนอย่างรวดเร็วด้วยความเป็นห่วงเมื่อเห็นสภาพที่บาดเจ็บหนังของชายหนุ่มเธอก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิด แขนของเซนนั้นหักและบิดเบี้ยวจนดูผิดรูป หากปล่อยเอาไว้แน่นอนว่าต้องใช้เวลาหลายอาทิตย์กว่ามันจะหายเป็นปกติแม้ว่าจะมีพลังฟื้นฟูในระดับกึ่งเทวะก็ตาม
“ไม่ต้องห่วงหรอกข้าสามารถรักษามันได้ทันที”
ชายหนุ่มกล่าวขึ้นพร้อมกับตั้งใจจะใช้พลังของมุกสวรรค์อนันตกาลในการเยียวยาบาดแผลทั้งร่างกายของเขา อย่างไรก็ตามชายหนุ่มกลับพบกับปัญหาบางอย่าง ซึ่งเปลี่ยนสีหน้าของเซนให้กลายเป็นตึงเครียด
“เกิดอะไรขึ้น บาดแผลของเจ้าร้ายแรงเกินไปงั้นเหรอ?”
มารีนพยายามกล่าวถาม อย่างไรก็ตามเซนนั้นไม่รู้ว่าจะกล่าวตอบหญิงสาวอย่างไร เพราะตอนนี้ได้เกิดความผิดปกติขึ้นที่ร่างกายของเขา และไม่รู้ด้วยว่ามันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ เพราะเขาพึ่งค้นพบว่าตนเองนั้นไม่สามารถที่จะใช้มุกสวรรค์อนันตกาลในการรักษาตอนนี้ได้แม้ว่าชายหนุ่มจะยังสัมผัสถึงการคงอยู่ของมันได้ก็ตาม
“ข้าขอเวลาสักครู่”
เซนกล่าวขึ้นพร้อมกับให้หญิงสาวรอสักพัก ก่อนที่ชายหนุ่มจะหลับตาเพื่อให้รู้สึกถึงสมบัติสวรรค์ที่ฝังอยู่ในร่างกายชองเขา กลางหน้าอกห่างออกไปไม่ไกลจากหัวใจมากนัก มีมุกสวรรค์ฝังอยู่อย่างไรก็ตามมันกลับไม่ได้เปล่งแสงสีเขียวอ่อนอย่างเคยแต่กลับถูกปกคลุมไปด้วยสีดำที่ไม่มีที่มาที่ไป แต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันคือสาเหตุที่ทำให้การรักษาไม่ทำงาน
“รีบหนีออกจากที่นี่กันเถอะ”
เซนกล่าวขึ้นด้วยความจริงจัง คู่ต่อสู้นั้นแข็งแกร่งเกินไปอย่างน้อยระดับของเซนในตอนนี้นั้นไม่สามารถรับมือได้ ยิ่งแล้วใหญ่เมื่อผลของการฟื้นฟูจากสมบัติสวรรค์ได้หายไป นั่นหมายความว่าหากเขาถูกโจมตีจุดตายเขาจะไม่สามารถฟื้นคืนชีพได้และตายในทันที การมีมุกสวรรค์และค่าประสบการณ์ที่สะสมอยู่นั้นเหมือนกับการมีประกันชีวิต และความเป็นอมตะชั่วคราวเลยก็ว่าได้
“ข้าเข้าใจแล้วเรื่องการสำรวจโบราณสถานคงต้องยกเลิกไปก่อน…ตอนนี้ชีวิตพวกเราสำคัญกว่า!”
มารีนได้กล่าวพร้อมกับพยุงร่างของเซนขึ้น เธอนั้นเลือกชีวิตมากกว่าสมบัติซึ่งไม่รู้ว่ามันมีอยู่จริงๆ หรือไม่ในสถานที่แห่งนี้
อย่างไรก็ตามเมื่อทั้งคู่กำลังมองหาทางหนีนั้นก็ได้พบกับอวัยวะของมนุษย์กระเด็นเกลื่อนกลาดขวางทางพวกเขา
“นี่มันตัวบ้าอะไรกัน พวกเราไม่มีทางชนะมันได้!”
“มันโจมตีตอนไหนกันเหตุใดข้าจึงมองไม่เห็นการโจมตีของมัน มันต้องเป็นบอสแน่ๆ”
…..
มีผู้คนเสียชีวิตไปหลายคนโดยที่พวกเขายังไม่ทันทำอะไร และมองไม่เห็นอะไรด้วยซ้ำ หลายคนในนั้นล้วนแล้วแต่เป็นตัวตนที่ยิ่งใหญ่ในหมู่มนุษย์ทั้งสิ้น บางทีนี่อาจจะเป็นความสิ้นหวังที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยได้รับตลอดการใช้ชีวิตมา