หวนคืนมรรคา วิถีสู่สวรรค์

    เล่มที่ 2 บทที่ 49 เก้าระดับสี่ขั้น

            เล่มที่2 บทที่ 49 เก้าระดับสี่ขั้น

            ในช่วงเวลาเกือบครึ่งปีเจียงอวิ๋นยกระดับขึ้นได้เพียงสองขั้นเท่านั้น จากเบิกปราณขั้นห้าไปเป็นขั้นเจ็ด

            ที่เขายกระดับช้าลงสาเหตุหนึ่งก็เป็นเพราะเขาต้องการให้การบำเพ็ญเสถียรเสียก่อนอีกสาเหตุก็เป็นเพราะในที่สุดเขาก็รู้สึกได้ว่าหลังจากระดับเบิกปราณขั้นหกเป็นต้นไปแม้ว่ามลทินในเส้นลมปราณเส้นที่เจ็ดจะเล็กและละเอียดสุดขีดแล้วทว่าความยากในการเบิกเส้นลมปราณกลับสูงขึ้นไม่น้อยด้วยเช่นกัน

            กล่าวโดยง่ายก็คือการเบิกเส้นลมปราณหกเส้นแรก เจียงอวิ๋นสามารถทำได้ในเวลาสั้นๆ เพียงพริบตาเดียวทว่าการเบิกเส้นลมปราณเส้นที่เจ็ด เจียงอวิ๋นกลับต้องใช้เวลาถึงครึ่งเดือนเต็มๆ

            แม้ว่าความเร็วนี้จะเร็วจนนักพรตคนอื่นๆไม่อาจจินตนาการได้ ต้องรู้ว่ากระทั่งผู้ที่ถูกกล่าวขานว่าเป็นยอดอัจฉริยะมากพรสวรรค์ทว่าการจะก้าวข้ามขั้นหกอันเป็นเส้นแบ่งชั้นถึงต้องใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปีก็ยังมิใช่เรื่องแปลกเลยทว่าเจียงอวิ๋นกลับยังรู้สึกว่าช้าอยู่ดี

            แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจกับเรื่องนี้เท่าใดนักเพราะการที่นักพรตทุกคนล้วนถือว่าระดับเบิกปราณขั้นหกเป็นเส้นแบ่งชั้นย่อมต้องมีความหมายอยู่แล้ว

            โดยเฉพาะเมื่อข้ามผ่านขึ้นสู่ระดับเบิกปราณขั้นเจ็ดแล้วเขาก็พบว่าการทำให้การบำเพ็ญระดับนี้เสถียรนั้นมิใช่เรื่องง่ายเลย ด้วยเหตุนี้เจียงอวิ๋นจึงไม่ได้เบิกเส้นลมปราณต่อ

            ดีที่ไม่ว่าจะเป็นการต่อกรกับฟางอวี๋เซวียนในงานประลองเล็กหรือการสังหารสัตว์ร้ายเกือบสามสิบตัวด้วยตัวคนเดียวภายในป่ากักสิงสาในที่สุดก็ทำให้การบำเพ็ญระดับเบิกปราณขั้นเจ็ดของเขาเสถียรอย่างสมบูรณ์

            ตอนนี้เขาย่อมต้องเริ่มทะลวงขึ้นสู่ระดับเบิกปราณขั้นแปดเพื่อทำให้ตนแข็งแกร่งยิ่งขึ้น!

            ......

            เวลาได้ผ่านไปอีกสามวันเจียงอวิ๋นมองดูภายในร่างของตนเห็นว่าเส้นลมปราณเส้นที่แปดนั้นถูกเบิกออกได้เพียงหนึ่งในสี่เท่านั้นทว่าโอสถดึงปราณทั้งสองเม็ดกลับหมดฤทธิ์ไปแล้ว

            เมื่อดึงสายตากลับเจียงอวิ๋นก็ขมวดคิ้วแน่น เหม่อมองฟ้าพร้อมกล่าวพึมพำ “โอสถดึงปราณแม้จะมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นสามเท่าแต่ถึงแม้จะรวมกันสองเม็ดก็ดึงพลังปราณมาได้น้อยมากเกินไปอยู่!”

            “หากสามารถเพิ่มประสิทธิภาพได้มากขึ้นกว่านี้อีกสักหลายเท่าก็คงดี!”

            ความคิดนี้กลับทำให้เจียงอวิ๋นส่ายหน้าด่าตัวเองการที่ก้อนหินสีดำเพิ่มประสิทธิภาพให้โอสถได้มากขึ้นสามเท่าก็นับเป็นเรื่องที่พบเจอได้ยากสุดขีดแล้วทว่าเขากลับยังไม่พึงพอใจ ช่างโลภมากจริงๆ

            แต่ทันใดนั้นเองพลันมีความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัว ซึ่งก็ทำให้เขาตาเป็นประกาย“แม้ก้อนหินสีดำจะเพิ่มประสิทธิภาพให้โอสถได้สามเท่า ทว่าเดิมทีโอสถดึงปราณก็เป็นเพียงโอสถสามัญระดับหนึ่งถึงจะมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นสามเท่า อย่างมากสุดก็ยกระดับเป็นโอสถมานพเท่านั้นแต่หากเป็นโอสถระดับสวรรค์ระดับหนึ่งเพิ่มประสิทธิภาพขึ้นไปอีกสามเท่าละก็มันก็ตรงตามที่ข้าต้องการพอดีเลยมิใช่หรือ?”

            ในภูเขาหนึ่งแสนไพศาลแม้เจียงอวิ๋นจะเชี่ยวชาญการหลอมโอสถทว่าปู่กลับไม่เคยบอกเขาเรื่องการแบ่งระดับของยาโอสถเลยจนเมื่อมายังนิกายแสวงมรรคแล้ว เขาถึงได้รู้จากในหอซ่อนคัมภีร์ว่าแท้จริงแล้วโอสถที่นักพรตกินกันนั้นมีการแบ่งระดับอย่างละเอียดออกเป็นเก้าระดับสี่ขั้น

            เก้าระดับเป็นการแบ่งตามชนิดของโอสถ ส่วนสี่ขั้น เป็นการแบ่งตามคุณภาพของโอสถโดยโอสถชนิดเดียวกันจะแบ่งออกได้สี่ขั้นคือ สามัญ มานพ ปฐพี และสวรรค์

            โอสถดึงปราณถือเป็นโอสถระดับหนึ่งส่วนโอสถดึงปราณที่ซาจิ่งซานมอบให้เจียงอวิ๋นนั้นมีประสิทธิภาพย่ำแย่สุดขีดจึงถูกจัดอยู่ในระดับสามัญที่แย่ที่สุด

            “ทว่าโอสถสวรรค์ระดับหนึ่งข้าจะไปหามาจากไหนได้เล่า?” เจียงอวิ๋นยกมือขึ้นเคาะกบาลตัวเองเบาๆและครู่ต่อมา เขาก็ได้เผยสีหน้ายินดีออกมา “พึ่งใครไม่สู้พึ่งตนข้าหลอมเองก็ได้นี่นา ขาดแค่เพียงวัตถุดิบสำหรับหลอมเท่านั้นทว่าเรื่องวัตถุดิบก็มิใช่ปัญหาอะไร ในป่ากักสิงสาย่อมต้องมีครบอยู่แล้ว!”

            เมื่อคิดได้เช่นนั้นเจียงอวิ๋นพลันดีดตัวขึ้น ผลักประตูเรือนเล็กออกไปเขาไปที่เรือนของตงฟางโป๋และศิษย์พี่หญิงสองก่อน เมื่อเห็นว่าทั้งสองยังไม่กลับจึงพาความผิดหวังเล็กน้อยจากไปอย่างเงียบงัน เดินลงจากยอดเขาซ่อนเตรียมตัวเข้าไปในป่ากักสิงสาอีกครั้ง

            .......

            บนจุดสูงสุดของยอดเขาวิถีกระบี่เหวยเจิ้งหยางผู้เป็นประมุขยอดเขา กำลังมองดูฟางอวี่เซวียนที่ยืนค้อมตัวอยู่หน้าตนบนใบหน้าที่ดูเหมือนซื่อสัตย์เถรตรงนั้นได้เผยสีหน้าโกรธแค้นออกมาเสี้ยวหนึ่งอย่างอดไม่ได้

            เขามิได้เกลียดฟางอวี่เซวียนแต่เกลียดเจียงอวิ๋น!

            แม้เวลานี้ฟางอวี๋เซวียนจะดูไร้ซึ่งบาดแผลอย่างสิ้นเชิงทว่าเหวยเจิ้งหยางกลับรู้ดีกว่าใครว่า ในใจของศิษย์รักของตนผู้นี้ได้เกิดปมในใจที่ยากจะแก้ได้ขึ้นมาแล้ว!

            ปมในใจนี้ได้มาจากเงาคนอันเลือนรางที่ปรากฏขึ้นจากยันต์กันตายที่เจียงอวิ๋นเผาทิ้งนั่นเองหรือหากกล่าวโดยละเอียด คือหนึ่งกระบี่ที่เงาคนเลือนรางตวัดฟันออกมาส่งๆ นั่น!

            คุณสมบัติของฟางอวี่เซวียนแม้มิอาจกล่าวได้ว่าน่าตะลึง ทว่าในการบำเพ็ญกระบี่นั้นกลับมีพรสวรรค์ที่ไม่เลวเลยจริงๆ อนาคตย่อมต้องสดใสไร้ที่สิ้นสุด

            กระนั้นเองหนึ่งกระบี่ของเงาคนเลือนรางนั่น กลับทำให้ฟางอวี่เซวียนที่เป็นผู้บำเพ็ญกระบี่เหมือนกันตกใจกลัวไปอย่างแท้จริงแล้วทำให้ในใจเขาบังเกิดความกลัวขึ้นและถึงกับทำให้วิถีแห่งกระบี่ที่เขาไล่ตามไขว่คว้าเกิดการสั่นคลอนขึ้นเสี้ยวหนึ่ง

            ต้องรู้ว่าในฐานะที่เป็นผู้บำเพ็ญกระบี่สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญที่สุดคือความเถรตรง ยอมหักไม่ยอมงอ เดินหน้าไม่มีถอยทันทีที่ในใจมีความกลัวบังเกิดขึ้นแล้วเช่นนั้นจะยังเดินหน้าไม่มีถอยอีกได้อย่างไร!

            ยิ่งกว่านั้นสำหรับนักพรตแล้ว ไม่ว่าจะไขว่คว้ามรรค (วิถี) ชนิดใด ทันทีที่มีปมในใจเกิดขึ้นแล้วยามที่ทะลวงขึ้นสู่ระดับการบำเพ็ญที่สูงขึ้นในอนาคตปมในใจนี้จะมีโอกาสสูงมากที่จะแปรเปลี่ยนไปเป็นมารจิตใจมิเพียงแต่จะขัดขวางการทะลวงระดับบำเพ็ญเท่านั้นแต่ยังอาจจะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้อีกด้วย

            ด้วยเหตุนี้เองเหวยเจิ้งหยางจึงเกลียดชังเจียงอวิ๋นยิ่งกว่าฟางอวี่เซวียนเสียอีกย่อมต้องรีบร้อนจะช่วยฟางอวี่เซวียนแก้ปมในใจเช่นกัน

            เขานวดระหว่างคิ้วของตัวเองเบาๆก่อนจะเก็บสีหน้าเกลียดชังไป กล่าวขึ้นด้วยเสียงนุ่มนวลว่า “อวี่เซวียนหนึ่งกระบี่นั้น เจ้าอย่าไปใส่ใจ และยิ่งไม่ต้องเก็บมาคิดปล่อยวางภาระทั้งหมดลงเสีย ไล่ตามไขว่คว้าวิถีกระบี่ของตนอย่างเต็มที่เป็นพอ”

            “ขอรับ!”

            แม้ปากจะตอบรับทว่าใบหน้าอันสง่างามของฟางอวี่เซวียนกลับไร้ซึ่งสีหน้าผ่อนคลายอย่างสิ้นเชิงเห็นได้ชัดว่าเขาไม่อาจปล่อยวางอย่างแท้จริงได้เลย

            หลังจากหยุดคิดไปครู่หนึ่งเหวยเจิ้งหยางจึงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “นับจากนี้ไป เจ้าจงไปเก็บตัวที่ถ้ำกระบี่เสียส่วนเรื่องอื่นๆ อาจารย์จักจัดการให้เจ้าเอง”

            เมื่อได้ยินคำว่า“ถ้ำกระบี่” ฟางอวี่เซวียนพลันตัวสั่นสะท้านอย่างอดไม่ได้ในที่สุดก็เผยสีหน้ายินดีออกมา รีบยกสองมือขึ้นคำนับ “ขอบพระคุณอาจารย์!”

            ต่อจากนั้นเหวยเจิ้งหยางก็โยนขวดหยกให้แก่ฟางอวี่เซวียนหนึ่งขวด “กระบี่ของเจ้าบัดนี้ได้มีโครงกระบี่แล้ว ทั้งยังเริ่มสัมผัสถึงขอบเขตของวิถีกระบี่ได้แล้วด้วย ข้างในนี้มีโอสถสำนึกกระบี่อยู่หลายเม็ดหวังว่าการเก็บตัวครั้งนี้เจ้าจักบรรลุถึงสำนึกกระบี่ได้อย่างแท้จริง! ทันทีที่เจ้าทำสำเร็จ เมื่อเจ้าออกจากการเก็บตัวมาแล้วข้าจักยื่นเรื่องต่อท่านประมุข ให้เจ้าเลื่อนขั้นเป็นศิษย์สืบทอด!”

            ฟางอวี่เซวียนถือขวดหยกไว้พลันเงยหน้าขึ้น ใบหน้าเต็มเปี่ยมไปด้วยความปีติยินดี!

            “เซวียนเอ๋อร์เจ้าจงจำไว้ให้ดี ตอนนี้ เจ้าเป็นลูกศิษย์สายในอันดับหนึ่งของนิกายแสวงมรรคเราในวันหน้า เจ้าอาจจะได้เป็นประมุขยอดเขาวิถีกระบี่เราหรือเป็นถึงประมุขนิกายแสวงมรรคเราก็เป็นได้ เมื่อถึงเวลานั้น ยามที่เจ้าหันกลับมามองจักพบว่ามดปลวดทั้งหลายก็ยังคงเป็นได้เพียงมดปลวกวันยังค่ำ!”

            แม้ว่าในดวงตาของฟางอวี่เซวียนยังคงมีแววเกลียดชังที่ยากจะลบเลือนได้แฝงอยู่ทว่าคำพูดของอาจารย์ประโยคนี้ก็ได้ทำให้ใบหน้าเขาเปล่งประกายสดใสประหนึ่งเกิดใหม่ก็ไม่ปาน!

            “คำสั่งสอนของอาจารย์เซวียนเอ๋อร์จักจดจำให้ขึ้นใจ! ทว่าเซวียนเอ๋อร์มีคำขออยู่ข้อหนึ่ง!”

            “พูด!”

            “ชีวิตของเจียงอวิ๋นนั่นเซวียนเอ๋อร์จักเป็นคนลงมือปลิดทิ้งเอง!”

            “ฮ่าฮ่าฮ่า!” เมื่อได้ยินคำขอของฟางอวี่เซวียนเหวยเจิ้งหยางก็ส่งเสียงหัวเราะดังลั่นอย่างอดไม่ได้ “ดีดีดี! ต้องอย่างนี้ถึงจะสมเป็นศิษย์ของข้าเหวยเจิ้งหยาง วางใจได้ชีวิตของไอ้คนเถื่อนนั่น อาจารย์จักเก็บไว้ให้เจ้าเอง!”

            “เซวียนเอ๋อร์ขอตัว!”

            เมื่อเห็นศิษย์รักเดินจากไปเหวยเจิ้งหยางก็พยักหน้ากล่าว “ปมในใจของเซวียนเอ๋อร์ต้นเหตุที่แท้จริงสุดท้ายก็เป็นเจียงอวิ๋น ขอเพียงเขาสังหารเจียงอวิ๋นได้ด้วยตัวเองบางทีอาจจะสามารถแก้ปมในใจนั้นได้ เช่นนั้นแล้วข้าจักปล่อยเจ้าเจียงอวิ๋นนั่นให้มีชีวิตนานขึ้นอีกสักเล็กน้อยก็แล้วกัน ทว่าโทษตายเว้นได้ โทษเป็นยากอภัย! อย่างน้อยก็ต้องมอบบทเรียนให้มันได้รู้จักสำนึกเสียบ้าง!”

            “เจิ้งหย่วน!”

            เมื่อเหวยเจิ้งหยางเอ่ยปากชายหนุ่มชุดสีฟ้าที่อายุใกล้เคียงกับฟางอวี่เซวียนคนหนึ่งได้ปรากฏขึ้นตรงหน้าของเหวยเจิ้งหยางแม้จะมีรูปโฉมทั่วไป ทว่าเขากลับมีกลิ่นอายฆ่าฟันที่ไม่อาจปิดบังได้ ยกมือขึ้นคำนับกล่าว“คารวะท่านประมุขยอดเขา!”

            แม้เจิ้งหย่วนจะเป็นศิษย์สายในของยอดเขาวิถีกระบี่ทว่าเขามิได้เป็นศิษย์ของเหวยเจิ้งหยาง ดังนั้นจึงต้องเรียกเหวยเจิ้งหยางว่า“ประมุขยอดเขา”

            เหวยเจิ้งหยางพยักหน้า “ข้ามีธุระต้องการให้เจ้าไปจัดการหน่อย หากทำสำเร็จ ข้าจักรับเจ้าเป็นศิษย์!”

            เจิ้งหย่วนตาเป็นประกายทันที“ศิษย์จักพยายามสุดความสามารถ!”

            “เจ้าจงไปที่ยอดเขาซ่อนช่วยระบายอารมณ์แทนศิษย์พี่ของเจ้าสักเล็กน้อย จำไว้ ห้ามฆ่าเด็ดขาด!”

            เจิ้งหย่วนชะงักไปครู่หนึ่ง“ท่านประมุขยอดเขา ให้ศิษย์ไปช่วยระบายอารมณ์มิใช่เรื่องยาก ทว่ายอดเขาซ่อน...”

            ไม่รอให้เจิ้งหย่วนกล่าวจบเหวยเจิ้งหยางก็ได้โบกมือปัดตัดบทแล้ว “เจ้าตงฟางโป๋กับซือถูจิ้งออกไปข้างนอกตั้งแต่เมื่อหลายวันก่อนแล้วบนยอดเขาซ่อนเวลานี้เหลือเพียงเจียงอวิ๋นคนเดียว นี่ถือเป็นโอกาสที่หาได้ยากแล้ว!”

            เจิ้งหย่วนตาเป็นประกายเย็นเยียบทันที“ศิษย์รับทราบ!”

    คล้ายกับเรื่องหวนคืนมรรคา วิถีสู่สวรรค์ ที่คุณอ่าน

    เทพกระบี่เงาสังหาร

    เทพกระบี่เงาสังหาร

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    717K 554
    สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    791K 1635
    หมื่นอสูรก้มกราบ [แปลจบแล้ว]

    หมื่นอสูรก้มกราบ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    15.48M 4292
    กริมตำนานเทวทูตจอมราชันย์

    กริมตำนานเทวทูตจอมราชันย์

    นิยาย แฟนตาซี
    312K 292
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    [นิยายแปล] เทพมังกรสงครามอหังการ

    [นิยายแปล] เทพมังกรสงครามอหังการ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.72M 5471
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    นิยาย แฟนตาซี
    106K 139